สีหน้าท่าทางของเสวียนเทียนชิงดูอหังการอย่างยิ่งเหล่าเหว่ยและปรมาจารย์ท่านอื่นล้วนขมวดคิ้วแค่นเสียงไม่พอใจออกมาทว่าพวกเขาก็ไม่ได้ดูถูกชายหนุ่มตรงหน้าสักนิดวันนี้เสวียนเทียนชิงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคู่ควรกับนามรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งในรุ่นนี้จริงๆมองไปทั่วแดนเบญจภพคนที่อายุน้อยกว่ายี่สิบปีมีใครทำได้แช่นนี้บ้าง?
หนึ่งคนต้านสิบปรมาจารย์แถมยังมีกระบี่ตัดขุนเขาของสำนักคุมกฎด้วยต่อให้นับรวมรุ่นเยาว์ของยุคนี้ทั้งหมดก็คนมีไม่มากนักที่ทำได้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับอัจฉริยะรุ่นสิบปีก่อนที่ฝึกฝนอยู่ในหอฟ้าเก้าอักษร
“เจ้าหนุ่มถึงเจ้าจะเก่งกาจแต่ก็ควรวางตัวให้ดีหน่อย ไม่ใช่เพราะเจ้าโอหังเกินไปถึงได้มีทุกวันนี้หรอกหรือ?”
เหล่าเหว่ยแค่นเสียงเย็นกล่าวออกมาตอนนี้ศักดิ์ศรีของเหล่าปรมาจารย์สำนักคุมกฎแทบไม่เหลือแล้วหากกระบี่ที่สามยังจัดการเสวียนเทียนชิงไม่ได้อีกพวกเขาก็ควรกลับไปเอาหัวโขกกำแพงตายเสีย!สำนักคุมกฏดูแลทั่วทิศแต่สิบปรมาจารย์กลับถูกขั้นเบิกวิญญาณคนหนึ่งตีจนแตกพ่าย!
“ตาเฒ่าอย่างเจ้ายังกล้ามาสอนข้า? หากพวกเจ้าไม่ใช้ชีวิตมุดหัวอยู่ในกระดองหลีกเลี่ยงอันตรายวันนี้ยังจะแพ้ให้คนหนุ่มอย่างข้าหรือ?มองย้อนกลับไปจักพรรรดิไท่ผิงรวมแผ่นดินครานั้นเหล่าตำนานผุ้ติดตามเขาใครบ้างไม่อหังการเช่นข้า?ผายลมเถอะ! อย่างข้าเขาเรียกวิถีแห่งเอกบุรุษต่างหากเล่า! ไหนเลยสุนัขเฒ่าอย่างเจ้าจะเข้าใจได้?”
เสวียนเทียนชิงพูดน้ำไหลไฟดับยิ่งมาฟังแล้วยิ่งเป็นการดูหมิ่นเหล่าปรมาจารย์อย่างหนักในแดนเบญจภพหากกล่าวว่าเสวียนเทียนชิงเป้นอัจฉริยะอันดับหนึ่งนั้นไม่ผิดแต่หากกล่าวว่าเขาเป็นยอดบุรุษเช่นนั้นคนกล่าวก็ปัญญาอ่อนเต็มทีแล้ว! อย่าว่าแต่คนจากขุมอำนาจอื่นเลยกระทั่งตระกูลเสวียนก็ยังได้แต่จนใจยอมรับว่าเขาเป็นมารน้อยตัวร้ายจริงๆ
สาวใช้ของท่านหญิงลั่วพลันกรอกตาส่วนฟู่หยงจิ้นเอามือก่ายหน้าผากจะมีก็แต่สาวน้อยเย่ว์อิงที่หัวเราะคิกคักนางมาจากบนสะพานฟ้าย่อมเป็นเรื่องยากที่จะได้เห็นสถานการณ์เช่นนี้ลองนึกภาพเสวียนเทียนชิงไปทำเช่นนี้บนสะพานฟ้าสิเกรงว่าเขาคงถูกตัดหัวไปตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว!อีกอย่างคนที่หลงตัวเองเช่นนี้มีอยู่มากแต่คนที่เก่งกาจดังปากกลับมีอยู่น้อยยิ่งนัก!
“สารเลวเอ้ย! ข้าจะฉีกปากเจ้า!”
พวกเหล่าเหว่ยโกณธเป็นฟืนเป็นไฟแล้วหากอีกฝ่ายอ่อนแอกว่าก็แค่ตบทีเดียวให้ตายๆไปแต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเขาเลยถูกยืนด่าปาวๆเช่นนี้ใครบ้างจะไม่โกรธเล่า?
“ตั้งกระบี่ให้ข้าเสีย! เตรียมพิฆาตขุนเขา!”
เหล่าเหว่ยคำรามออกมาเสียงดังราวฟ้าผ่าเขาถูกยั่วจนโกรธสุดๆแล้ว เงากระบี่ตั้งตรงชี้ไปยังเสวียนเทียนชิงกลางวงล้อมสืบปรมาจารย์ยกกระบี่เค้นปราณแท้และจิตกระบี่ทั้งหมดออกมาถ่ายทอดผ่านกระบี่เข้าสู่หัวใจค่ายกลกระบี่สุดท้ายของเพลงกระบี่ตัดขุนเขาก็คือการรวมจิตกระบี่ของคนทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวและโจมตีออกมาทั้งชื่อทั้งวิธีการเหมาะสมเป็นกระบี่สุดท้ายที่ใช้ตัดสินผลการต่อสู้อย่างยิ่งกล่าวอย่างไม่เกินจริงกระบี่นี้ต่อให้ใช้ออกโดยปรมาจารย์ขั้นสามอย่างพวกเหล่าเหว่ยก็สามารถดับสังหารปรมาจารย์ขั้นสี่ได้อย่างแน่นอน!
“กระบี่ดี!”
เสวียนเทียนชิงหัวเราะออกมาพลางกล่าวชื่นชมเมื่อเห็นเงากระบี่ก่อตัวขึ้นจากค่ายกลของสำนักคุมกฎอย่างไรก้ตามตอนนี้เขาไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อยจิตใจของเสวียนเทียนชิงราวกับถูกเปิดกว้างไร้ขอบเขตทั้งรื่นรมทั้งตื่นเต้นที่สำคัญก็คือเขารู้สึกว่าตัวเองในตอนนี้แข็งแกร่งอย่างยิ่งทั้งความมั่นใจที่มีก็เปี่ยมล้นอย่างแท้จริงหาได้เสแสร้งแกล้งทำ
“ตอนอายุหกขวบข้าเคยมองไปที่ท้องฟ้ายามราตรีเห็นดวงดาวมากมายดุจหิ่งห้อยล้อมจันเพ็ญในวันนั้นข้าคิดว่าท้องฟ้าช่างงดงามนักๆแต่จู่ความงดงามบนท้องฟ้านั่นก็ถูกทำลายไป”
เสวียนเทียนชิงกล่าวออกมาเรื่อยเปื่อยแววตาสะท้อนนึกถึงความหลังในวันนั้นขณะเดียวกันปราณแท้ในร่างของเขาก็โคจรหมุนวนอย่างบ้าคลั่งปราณพิสุทธิ์ไพรศาลที่เหลืออยู่ถูกกระตุ้นผลักดันออกมาตามจุดชีพจรรวมถึงกายเนื้อและจิตวิญญาณของเขาเองก็ถูกกระตุ้นในระดับสูงสุดเช่นกันเสวียนเทียนชิงในตอนนี้สามารถกล่าวได้เลยว่าคือขั้นปรมาจารย์คนหนึ่งแม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็เถอะ!
“ในวันนั้นก่อนภาพราตรีอันงดงามจะถูกทลายไปได้ปรากฏเงาเลือนลางสายหนึ่งซึ่งข้ามารู้ภายหลังว่าที่แท้มันก็คือปราณกระบี่ของพี่ใหญ่”
ขณะที่กล่าวออกมาเสวียนเทียนชิงก็วาดกระบี่ชั้นฟ้าในมือออกไปด้านข้างด้วยปราณแท้และจิตวิญญาณของเขาที่ถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์ก็ทำให้เกิดภาพเงาเลือนรางสายหนึ่งขึ้นบนท้องฟ้ามองดูแล้วเงาสายนี้โค้งงอคล้ายสายรุ้งเพียงแต่มันมีสีเทาเลือนลาง
“วาดกระบี่กลางฟ้าใช้จิตเชื่อมสะพานประโยคนี้ใช้เวลาสิบปีข้าถึงเข้าใจความหมายของพี่ใหญ่”
มือขวาของเสวียนเทียนชิงกำด้ามกระบี่จนแน่นก่อนจะชี้ไปยังเงากระบี่บนฟ้าสีหน้าของเขาเคร่งขรึมจริงจังอย่างยิ่งแต่แววตากลับสุกกาวราวเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังเฝ้ารออย่างมีความหวัง
“ผ่านสายธารเวลาผ่านกฎสามพันกฎมหามรรคท่ามกลางทะเลมืดบอดเหล่านั้นขอเพียงจิตใจแน่วแน่พอย่อมต้องสัมผัสได้แน่!”
ริมฝีปากของเสวียนเทียนชิงขยับอีกครั้งแต่คราวนี้เขาไม่ได้กล่าวกับผู้อื่นแต่เป็นการพูดกับตัวเองกระบี่ของเขายังชี้ไปยังเงากระบี่บนฟ้าถ่ายพลังทั้งหมดในร่างเข้าไปยังเงาเลือนลางสายนั้นแม้การบรรยายจะใช้เวลาแต่ความจริงตั้งแต่เสวียนเทียนชิงกล่าวประโยคแรกจนถึงตอนนี้กินเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นเทียบกับทางสำนักคุมกฎแล้วเงากระบี่ของพวกเขายังก่อตัวไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ!
ระหว่างนั้นเสวียนเทียนชิงยังคงส่งดวงจิตไปยังเงาเลือนรางบนฟ้าตลอดเวลาลาเขาพยายามคิดย้อนถึงสัมผัสในวันนั้นเกี่ยวกับวิชากระบี่อันแสนประหลาดและน่าอัศจรรย์นี้เสวียนเทียนชิงไม่เคยกล่าวถามบิดาหรือผู้อาวุโสในตระกูล แม้ว่าภายหลังเขาร่ำเรียนตำราทั้งหมดของตระกูลเสวียนจะไม่เคยเห็นบันทึกของวิชานี้เขาก็ไม่คิดอะไรในเมื่อพี่ใหญ่ของเขากล่าวว่ามันคือวิชากระบี่ของตระกูลเสวียนเช่นนั้นยังมีอะไรไม่ถูกต้องอีกเล่า?เสียดายก็แต่กว่าเขาจะเข้าใจประโยคนั้นก็ผ่านไปสิบปีพี่ใหญ่ของเขาก็ออกท่องโลกไปแล้ว
โชคดีที่ตอนนั้นเสวียนเทียนชิงรบเร้าจนเขาอธิบายวิชากระบี่ไปหลายรอบแม้จะไม่เข้าใจแต่เสวียนเทียนชิงก็จดจำเนื้อหาได้ทั้งหมดวันนี้ถือโอกาสทุกอย่างเพียบพร้อมเขาจึงลองดูสักครั้งว่าจะสามารถเปลี่ยนฟ้าเหมือนพี่ใหญ่ของเขาในวันนั้นได้หรือไม่!
“สะพานบรรพกาลงั้นรึ?เป็นไปได้อย่างไร? เจ้าเด็กนี่ไปเรียนวิชานี้มาจากไหนกัน?”
เป็นอีกครั้งที่คนที่ตกใจที่สุดก็คือฟู่หยงจิ้น!ตั้งแต่พริบตาแรกที่เขามองเห็นเงาทอดยาวบนฟ้านั่นเขาก็เหม่อลอยปากอ้าตาค้างไปแล้วเย่ว์อิงเรียกเขาไปสองครั้งยังไม่ได้สติเลยด้วยซ้ำเอาแต่พึมพำออกมาไม่หยุด
“ท่านปู่!ท่านปู่! ฟู่หยงจิ้น!”
รอจนเย่วอิงตวาดชื่อของเขาออกมาฟู่หยงจิ้นถึงได้สติอาการของเขาแปลกประหลาดเสียจนเย่ว์อิงยังสงสัย นี่เป็นเรื่องไม่ปกติแล้วถึงเย่ว์อิงจะมีชาติกำเนิดสูงส่งแต่นางก็พึ่งจะอายุเท่าไหร่กัน? สิ่งที่นางรู้ยังมีจำกัดนักไม่เหมือนกับฟู่หยงจิ้น
“เกิดอะไรขึ้น?ทำไมท่านถึงมีอาการเช่นนี้?”
ฟู่หยงจิ้นละสายตาจากเงาบนฟ้าหันกลับมามองเย่ว์อิงพลางสูดหายใจเข้าลึกเขานึกย้อนกลับไปหลายปีก่อนที่เคยบังเอิญอ่านตาราเก่าเล่มหนึ่งตำราเล่มนั้นไม่ใช่ตำราธรรมดาแต่คือตำราสะท้อนภาพที่สามารถมองเห็นสิ่งที่ผู้สร้างตำราบันทึกเอาไว้ได้ผ่านดวงจิต
“สามพันมหามรรคก่อเกิดสามพันแดนผ่านกาลเวลายาวนานขนาดนี้มีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้างเล่า? สิ่งเหล่านั้นไม่เคยหายไปเพียงแค่ถูกสายธารเวลาทับถมจนผู้คนลืมเลือนเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นของวิเศษ ปรากฏการณ์พลิกฟ้า หรือกระทั่งมรดกจากยุคโบราณก็ด้วยเรื่องราวเหล่านั้นล้วนคงอยู่เพียงแค่ถูกลืมเลือนไป!”
ฟู่หยงจิ้นหันกลับไปมองเงาบนฟ้าด้วยสีหน้าแปลกประหลาดอีกครั้งก่อนจะกล่าวต่อ
“อย่างไรก็ตามมีตำนานเล่าขานว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนถูกสายธารเวลาดั่งคลื่นทะเลสาดซัดไปรวมกันยังที่แห่งหนึ่ง ที่นั่นไร้ทางเข้าออกไร้หลักแหล่งแต่กลับมีทางเชื่อมแห่งหนึ่งอยู่...สิ่งนั้นก็คือสะพานบรรพกาลหากข้าเดาไม่ผิดตามลักษณะที่ข้าเคยเห็นในตำราโบราณก็คือสิ่งที่เจ้าหนูเสวียนนั่นเรียกออกมานั่นแหละ!”
ฟู่หยงจิ้นสูดหายใจเข้าลึกยังพยายามสงบใจอยู่ส่วนเย่ว์อิงนั้นก็เบิกตากว้างดูแล้วน่ารักน่าชังยิ่งนักฟู่หยงจิ้นกล่าวออกมาถึงขั้นนี้ทำให้นางตกใจจริงๆแล้ว
“ท่านหมายความว่าเขาสามารถเชื่อมต่อกับที่แห่งนั้นได้หรือ?มรดกจากยุคบรรพกาลไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยนะ!”
“เป็นไปได้ยาก! สะพานบรรพกาลมีอยู่แค่ในตำนานเท่านั้นเป็นแค่คำเล่าลือไร้หลักฐาน ตำราภาพสะท้อนที่สร้างขึ้นมาก็ดึงมาจากจินตนาการของผู้สร้างใช่ว่าเขาจะเคยเห็นมาจริงๆแม้แต่บนสะพานฟ้าเรื่องนี้ก็ยังเป็นตำนานที่ลึกลับมาก เด็กกหนุ่มจากแดนชั้นล่างอย่างเขาจะสามารถ...”
น่าเสียดายที่ฟู่หยงจิ้นเดาผิดไปอีกแล้วเขายังกล่าวไม่ทันจบประโยคเงาบนฟ้าก็พลันแย้มออกส่องสว่างเล็กน้อยครู่หนึ่งก่อนจะเกิดแสงสีชาดย้อมทะเลเมฆดวงเพลิงลุกโหมเหนือยอดเขาจำลอง