เจ็ดวันต่อมาหนิงิเฉิงยังคงเก็บตัวอยู่ ส่วนคนอื่นๆ นั้นก็เข้าเรียนตามปกติ คาบเรียนในแต่ละวันยังคงหนักหน่วงไม่เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมคือมู่เสวี่ยหลินจะขอร้องให้ศิษย์พี่ทั้งสองช่วยทดลองยันต์ตลอด่พักเที่ยง
ทำให้หลายวันมานี้ประสบการณ์ที่ทั้งคู่ได้รับนั้นมีมากเสียยิ่งกว่ายามปกติถึงสิบเท่า เพราะยันต์ของมู่เสวี่ยหลิงนั้นส่วนใหญ่เป็ยันต์ที่ใช้แกล้งคนอื่นเล่น อย่างเช่นยันต์คันที่ติดแล้วจะทำให้คันไปทั้งตัว หรือยันต์เต้นรำที่พอติดแล้วพวกเขาก็จะเต้นบัลเล่ห์ เท่านี้ยังไม่พอยังมียันต์คลาน ยันต์ล้มกลิ้งและยันต์โชคร้าย
ซึ่งแต่ละอันก็ล้วนแต่เลวร้ายยิ่งนัก มันทำให้สวีหลิงเหยียนและจี้จื่อฮวนพากันหวาดกลัวยันต์ไปชั่วขณะ
“ศิษย์น้องวันนี้ต้องออกไปเรียนข้างนอกนะ”
“เรียนนอกสถานที่รึ”
“ใช่วันนี้พวกเราจะต้องออกไปแลกเปลี่ยนความรู้กับพวกศิษย์สายนอกน่ะ”
“โอ้..เช่นนั้นก็พอดีเลยข้ามียันต์อันใหม่ที่อยากลองพอดี^^”
เมื่อได้ยินคำว่ายันต์สวีหลิงเหยียนและจี้จื่อฮวนต่างพากันขนลุก ในขณะที่มู่เสวี่ยหลินนั้นยิ้มออกมาอย่างมีความสุข พร้อมทั้งตารอที่จะได้ทดลองยันต์กับศิษย์คนอื่นๆ นอกจากนี้นางยังตั้งตาคอยที่จะได้ทดลองวิชาใหม่ด้วย
“ศิษย์พี่ห้า ศิษย์พี่แปดพวกเรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะสายเอา”
“อื้มไปกัน”
ทั้งสามคนพากันเดินไปยังแท่นหินเบื้องหน้าที่มีค่ายกลขนส่ง วันนี้เป็วันแรกที่มู่เสวี่ยหลินจะได้ออกจากสำนักชั้นใน ดังนั้นเด็กสาวจึงตื่นเต้นไม่น้อยแต่ไม่นานนางก็หมดสภาพเพราะค่ายกลขนส่งทำพิษ
“อุแหวะ...”
เมื่อมาถึงที่หมายมู่เสวี่ยหลินก็รีบวิ่งออกไปอ้วกทันที ดูเหมือนว่านางจะเมาค่ายกลขนส่ง สวีหลิงเหยียนที่เห็นเช่นนั้นจึงเดินเข้าไปช่วยนางลูบหลังพร้อมกับยื่นน้ำให้นาง
“ขอบคุณศิษย์พี่ห้าเ้าค่ะ”
“เป็อย่างไรบ้าง”
“ดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ”
“งั้นก็ดีแล้ว”
เมื่อเห็นว่ามู่เสวี่ยหลินดีขึ้นแล้ว สวีหลิงเหยียนจึงเรียกกระบี่ของตนออกมาแล้วพานางขึ้นกระบี่ เขาให้นางขี่กระบี่ไปด้วยเพราะคิดว่าสภาพของนางในยามนี้น่าจะควบคุมกระบี่ไม่ไหว
มู่เสวี่ยหลินไม่ได้ปฏิเสธคำเชิญของศิษย์พี่กระต่าย นางขึ้นไปนั่งบนกระบี่พลางหยิบยันต์สปาออกมาแปะตัว ความรู้สึกสบายแผ่ไปทั้งร่างทำให้นางเกิดอยากนอนขึ้นมา
“ศิษย์น้องเราจะไปกันแล้วจับให้แน่นๆ ล่ะ”
“เ้าค่ะ..”
.....
สำนักชั้นนอก
วันนี้เป็วันแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างศิษย์ชั้นนอกและศิษย์ชั้นใน แต่ทว่าปีนี้มันต่างออกไปตรงที่มีศิษย์สายตรงของเหล่าปรมาจารย์มาเข้าร่วมด้วย แม้ว่าจะมีเพียงแค่สามคนแต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เหล่าลูกศิษย์ชั้นนอกและชั้นในมีความสุข
การแลกเปลี่ยนความรู้แบ่งออกเป็ห้าสาขาที่จะเอามาแข่ง ได้แก่วิชาดาบ ปรุงยา หลอมอาวุธ ยันต์และค่ายกล แต่ละสาขาก็จะแข่งกันคนละพื้นที่และเวลาที่ต่างกันไป
ยามนี้เป็การแข่งขันรอบคัดเลือกของวิชาดาบ เหล่าศิษย์มากมายในสำนักจึงพากันมาที่เวทีประลองเพื่อรอเข้าร่วมการแข่งขัน เมื่อพวกมู่เสวี่ยหลินมาถึงการแข่งขันก็เริ่มไปนานแล้ว มีศิษย์จำนวนมากที่ตกรอบและในจำนวนนั้นก็ล้วนแต่มีพลังระดับขั้นที่สู้กว่ามู่เสวี่ยหลินทั้งสิ้น
“ศิษย์พี่ห้าเหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าตนไม่ควรมาที่นี่เลย”
เด็กสาวมองดูกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้บนเวทีประลองด้วยความหวาดกลัว เพราะแต่ละคนล้วนแต่มีระดับพลังที่สู้กว่านาง
“ศิษย์น้องเ้ากลัวหรือ”
“ก็นิดหน่อย..”
มู่เสวี่ยหลินตอบไปตามความจริง ด้วยความที่นางมีระดับพลังอ่อนแอที่สุด ดังนั้นมันคงไม่ใช่เื่แปลกที่นางจะรู้สึกหวาดกลัว
“อย่ากังวลไปเลยศิษย์น้องหญิงเล็ก การแข่งขันของเ้าไม่ได้อยู่ที่นี่”
จี้จื่อฮวนเอ่ยปลอบคนตัวเล็ก เนื่องจากก่อนมาที่นี่พวกเขาแต่ละคนก็ล้วนแต่ได้รับมอบหมายเข้าร่วมการแข่งขันแลกเปลี่ยนความรู้ตามสาขาวิชาที่ตนถนัด มู่เสวี่ยหลินถูกโยนไปยังสนามประลองปรุงยา ส่วนเขาและศิษย์พี่ห้าก็แยกกันไปประลองตามความถนัดของตน
“เช่นนั้นข้าต้องไปที่ใดหรือ”
“สนามประลองปรุงยาน่ะ”
“โอ้..”
มิน่าล่ะ่นี้อาจารย์สวีถึงได้เข้มงวดนัก คงเพราะอีกฝ่ายเตรียมการไว้แล้วว่าจะให้นางลงประลองปรุงยานี่เอง ซึ่งมันก็ไม่แปลกเพราะหากให้นางลงสาขาอื่นเกรงว่าคงแพ้ั้แ่ยังไม่ทันได้ลงมือ
“่นี้สองสามวันนี้พวกเราจะอยู่ที่นี่กัน ศิษย์น้องเ้าสามารถไปเดินเล่นชมเมืองได้นะ” สวีหลิงเหยียนเอ่ยเพิ่มเติม
่นี้เป็งานแลกเปลี่ยนความรู้ที่เหล่าลูกศิษย์จะมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน โดยผู้ที่ได้สิบอันดับแรกจะมีสิทธิ์ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปบนหอตำราชั้นหกชั้นเจ็ดได้ นอกจากนี้ก็ยังได้รับคะแนนซึ่งสามารถเอาไปแลกเป็โอสถและอาวุธ
ส่วนยี่สิบอันดับแรกของทุกสาขาจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแดนลับที่จะเปิดในอีกหนึ่งเดือนหลังการแข่งขันจบ โดยปกติแล้วแดนลับนี้จะเปิดให้เพียงเหล่าศิษย์สายตรงได้เข้าไปฝึกปรือฝีมือของตน ส่วนศิษย์ทั่วไปนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า ดังนั้นจึงมีเพียง่งานแข่งแลกเปลี่ยนแลกเปลี่ยนเท่านั้นที่ทุกคนจะได้มีโอกาสเข้าไปแดนลับของสำนัก
งานแลกเปลี่ยนนี้กินเวลาราวๆ สองเดือน ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านไปแล้วครึ่งทาง พวกที่อยู่บนเวทีส่วนใหญ่คือพวกที่ผ่านเข้าห้าสิบอันแรก ส่วนศิษย์สายตรงอย่างพวกเขาจะได้รับการประเมินจากอาจารย์มาก่อนแล้วกำหนดอันดับ
โดยส่วนใหญ่ทุกคนจะอยู่ในสิบอันดับแรกเท่ากับว่าสามารถผ่านไปยังรอบชิงชนะเลิศได้เลยไม่ต้องลงรอบคัดเลือก ดังนั้น่เวลานี้ส่วนใหญ่พวกเขาจึงมีเวลาว่างไม่น้อย
“ศิษย์พี่ห้าข้าสามารถไปเดินเล่นในเมืองได้จริงหรือ”
“แน่นอนอยู่แล้ว เ้าอยากไปหรือไม่เล่า”
“แน่นอนว่าไป”
“ดีงั้นก็ไปกันเถอะ”
สวีหลิงเหยียนยิ้มแต่ทว่าในรอยยิ้มนั้นได้ซ่อนแผนการบางอย่างเอาไว้ด้วยเช่นกัน
.....
“ว้าว...บ้านของศิษย์พี่ห้าช่างใหญ่ยิ่งนัก”
มู่เสวี่ยหลินยืนมองบ้านไม่สิเรียกว่าคฤหาสน์น่าจะถูกกว่าด้วยความประหลาดใจ วันนี้นางตัดสินใจมาค้างที่บ้านของศิษย์พี่ห้าชั่วคราวในระหว่างการแข่ง แน่นอนคนที่ชวนไม่ใช่ศิษย์พี่แต่เป็อาจารย์สวี
“ศิษย์น้องไหนๆ ก็มาแล้วไปดูการฝึกของรุ่นน้องกับข้าไหม”
“รุ่นน้องหรือเ้าคะ?”
“ใช่เป็พวกเด็กๆ ในเผ่าน่ะ”
“เช่นนั้นก็เป็กระต่ายสินะเ้าค่ะ” มู่เสวี่ยหลินมองสวีหลิงเหยียนด้วยแววตาเป็ประกาย สายตาบ่งบอกว่าข้าจะไปเล่นกับกระต่าย
“ฮึๆ แน่นอนว่ามีกระต่ายแต่เด็กๆ ส่วนใหญ่เป็หมาป่านะ”
“ข้าไป”
นางจะไปเล่นกับกระต่ายและน้องหมา มู่เสวี่ยหลินคิดในใจพลางเดินไปข้างหน้าอย่างมีความสุข นางจึงไม่ทันเห็นสีหน้าเ้าเล่ห์ของสวีหลิงเหยียน
ชายหนุ่มมองดูเด็กสาวที่ก้าวเท้าอย่างร่าเริงด้วยรอยยิ้ม เขาคิดในใจว่านี่ทำเพื่อศิษย์น้อง ใช่เขาทำเพื่อศิษย์ดังนั้นมันจึงไม่ใช่การเอาคืนแต่อย่างใด ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็กระต่ายตัวน้อยผู้อ่อนโยน เขาจะไปเ้าคิดเ้าแค้นกับศิษย์น้องผู้แสนน่ารักได้เช่นไร
สวีหลิงเหยียนบอกตนเองในใจ เนื่องจากศิษย์น้องอ่อนแอเกินไป แม้กระทั่งเคล็ดวิชาก็ยังฝึกได้เพียงขั้นแรก ดังนั้นหากปล่อยให้ออกข้างนอกทั้งอย่างนี้เกรงว่านางจะเป็อันตราย การให้นางไปเล่นกับพวกเด็กนั้นคือการฝึกฝีมือการต่อสู้ ไม่ใช่ว่าเขาจะเอาคืนที่โดนนางแกล้งหรอกนะ อะแฮ่มไม่ใช่เลย
“ศิษย์พี่ห้าสนามฝึกไปทางใดหรือเ้าคะ”
“มาทางนี้สิ”
.....
สนามฝึกของตระกูลสวีนั้นอยู่บริเวณชั้นใน พื้นที่รอบๆ ล้อมไปด้วยป่าไม้ เหมาะแก่การฝึกซ่อนตัวยิ่งนัก ไม่เพียงเท่านั้นบริเวณภายนอกยังเต็มไปด้วยกับดักค่ายกลมากมาย หากไม่ได้คนในตระกูลนำทางคงได้หลงอยู่ในเขาวงกตค่ายกลจนตายอย่างไม่ต้องสงสัย
มู่เสวี่ยหลินเดินตามหลังศิษย์พี่คนงามอยู่ไม่ห่าง วันนี้ศิษย์พี่กระต่ายอยู่ในร่างมนุษย์ซึ่งมันก็ทำให้นางไม่ค่อยคุ้นชินสักเท่าใด เนื่องจากใบหน้าของศิษย์พี่นั้นงามมากจนหัวใจของสาวน้อยอดสั่นไหวไม่ได้
อย่างไรก็ตามมันก็เพียงแค่ชั่วครู่เดียว เพราะเมื่อมาถึงสนามฝึกสายตาของมู่เสวี่ยหลินก็ถูกเหล่าลูกสัตว์ในสนามดึงดูดไป
ในสนามมีพวกต้าวก้อนปุกปุยมากมายอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็สีขาว สีดำ สีน้ำตาลหรือแม้แต่สีม่วงก็ยังมี ให้ตายเถอะนี่มัน์สำหรับนางชัดๆ
เมื่อเห็นแววตาเป็ประกายของศิษย์ตัวน้อย สวีหลิงเหยียนก็มุมปากกระตุก เหตุใดเขาถึงไม่รู้มาก่อนเลยว่านางจะชอบสัตว์ตัวน้อยมากถึงเพียงนี้ ไม่สิเขารู้แต่แค่เผลอลืมไปชั่วขณะ
เพราะตอนเจอกันครั้งแรกเขาเคยโดนนางลวนลามมาก่อน อย่างไรก็ตามศิษย์น้องเป็เพียงเด็กน้อย ดังนั้นเขาไม่ควรไปถือสานาง นอกจากนี้เขาเองก็ได้ประโยชน์มาจากนางไม่น้อย
“ศิษย์น้องเ้าอยากไปเล่นหรือไม่”
“ไปได้หรือ*^*”
“ฮึๆ ได้สิ แต่ศิษย์น้องเ้าต้องระวังหน่อยนะพวกเด็กๆ ซนมาก”
“ไม่เป็ไรข้าจัดการได้” มู่เสวี่ยหลินตอบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม แค่จัดการเด็กดื้อมิใช่หรือนางทำได้น่า
“จริงรึ?” สวีหลิวเหยียนเลิกคิ้วมองนางด้วยความสงสัย
“แน่นอนอยู่แล้วศิษย์พี่ห้าท่านคอยดูเถอะ”
กล่าวจบเด็กสาวก็เดินเข้าไปในสนามฝึกซ้อมที่เ้าพวกตัวเล็กกำลังนอนกลิ้งเล่น แค่ก ฝึกฝนอยู่
ั์ตาสีมรกตมองดูเหล่าก้อนขนด้วยความตื่นเต้น อย่างไรก็ตามก่อนที่นางจะได้ส่งเสียงทักทายเ้าพวกก้อนขน นางก็ถูกล้อมเสียแล้ว
มู่เสวี่ยหลิน “...”
“มนุษย์ล่ะ”
“จริงด้วยมนุษย์”
“ทำไมมนุษย์ถึงมาอยู่ที่นี่?”
“เ้ามนุษย์เ้ามาจากไหน”
“เฮ้ เ้ามนุษย์เ้าเข้ามาในบ้านพวกเราได้อย่างไร”
“...”
มู่เสวี่ยหลินยืนฟังเสียงะโของเ้าพวกก้อนด้วยความมึนงง น้ำเสียงเด็กๆ ที่เปล่งออกมานั้นมันช่างไพเราะยิ่งนัก แต่จะดีกว่านี้ถ้าหากพวกเขาไม่ะโแข่งกัน
“คือว่า..”
“มนุษย์เ้าต้องรับโทษ”
“ใช่รับโทษ”
“รับโทษ”
“ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เ้าควรมา”
“ไม่ควรมา”
“ไม่ ไม่..”
มู่เสวี่ยหลินที่จู่ก็ต้องมารับโทษ “...”
เด็กสาวหันกลับไปมองศิษย์พี่ด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ แต่ก็ต้องพบว่าอีกฝ่ายกำลังยืนคุยกับคุณลุงคนนึงอยู่
มู่เสวี่ยหลิน “...”
“มนุษย์ตายซะ”
“ย้ากกก”
“ตายยย”
“อ้ากกก”
เสียงะโพร้อมกับร่างปุกปุยที่กระโจนเข้ามาอย่างว่องไว มันเร็วมากเสียจนมู่เสวี่ยหลินไม่มีเวลาได้ตั้งหลบหนี ผลั๊ว ลูกหมาป่าสีเทาตัวหนึ่งกระโจนเข้าใส่นางจนร่างของเด็กสาวเสียทรงล้มลงไปกองกับพื้น
“เดี๋ยวพวกเ้าฟังข้าก่อน...อ้ากกอย่าดึงผมข้านะ”
มู่เสวี่ยหลินที่โดนเหล่าก้อนขนรุมกัด ไม่ว่าจะแขนหรือขาต่างก็เต็มไปด้วยรอยเขี้ยวเล็กๆ ของลูกหมาป่า ส่วนผมของนางก็หนีไม่พ้นชะตากรรมโดน
ลูกกระต่ายแทะ
เด็กสาวอยากจะต่อต้านยิ่งนัก แต่ทว่าเ้าพวกตัวเล็กนี่ก็ไวใช่เล่น เพราะไม่ว่านางจะพยายามโจมตีอย่างไรพวกเขาก็หลบได้หมด
มู่เสวี่ยหลิน: ศิษย์พี่ช่วยด้วยยยยยย
สวีหลิงเหยียน: เสียงอะไรแว่วๆ