รุ่งอรุณวันใหม่ เมื่อแสงตะวันสาดส่องกระทบผืนปฐี ทั่วทั้งเมืองเหิงเฉิงก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นจากการหลับใหล
ซูอวี่ลืมตาตื่นขึ้นจากการบ่มเพาะพลังข้ามคืน
"ฟู่..."
เขาพ่นลมหายใจขุ่นมัวทิ้ง แววตาสาดประกายเจิดจ้าขึ้นกว่าเดิม
รออีกไม่กี่วันก็กินโอสถหลอมไขกระดูกได้อีกเม็ด ถึงตอนนั้น... ฉันก็จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมโลหิตได้แล้ว! พอคิดถึงจุดนี้ เืลมของเด็กหนุ่มก็สูบฉีดด้วยความตื่นเต้น
ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งเดือนก่อน เขายังเป็แค่เด็กไร้ค่าที่ยังไม่เคยแตะแม้แต่ขอบเขตนักสู้ด้วยซ้ำ แต่เผลอเพียงพริบตา เขากำลังจะทะยานขึ้นเป็ยอดฝีมือขอบเขตหลอมโลหิต!
ต้องเข้าใจก่อนว่า ขอบเขตหลอมโลหิตในเมืองเหิงเฉิงนั้น สามารถเชิดหน้าชูตาเป็ยอดฝีมือระดับแนวหน้าได้อย่างภาคภูมิ ขนาดผู้ก่อตั้งกลุ่มการค้าั์ใหญ่อย่างหลี่เทียนเฮ่อ ก็ยังเป็แค่ขอบเขตหลอมโลหิต!
ส่วนตัวเขาน่ะหรือ? ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเดือนกลับปีนป่ายมาถึงจุดนี้ได้ ต้องยอมรับเลยว่าความเร็วระดับนี้มันน่าสะพรึงกลัวจนเกินสามัญสำนึก!
ต่อให้กวาดตามองไปทั่วทั้งประเทศต้าเซี่ย ความเร็วในการบ่มเพาะของเขาก็เพียงพอจะทะลวงติดท็อปสิบได้อย่างสบายๆ!
"เหลือเวลาอีกตั้งสองสามเดือนกว่าจะถึงศึกสอบเกาเข่า ไม่รู้ว่าจะดันทะลวงไปถึงขอบเขตหลอมภายในได้ไหม... ถ้าทะลวงถึงระดับนั้นได้ล่ะก็ บางทีอาจจะพุ่งชนอันดับท็อปของประเทศได้เลย!" ซูอวี่พึมพำกับตัวเองด้วยความคาดหวัง
การสอบเกาเข่าคืองานั์ประจำปีของต้าเซี่ย!
อัจฉริยะจากทุกสารทิศจะต้องฟาดฟันกันในสมรภูมินี้ เพื่อ่ชิงคะแนนและใช้เป็ตั๋วเบิกทางเข้าสู่สถาบันยุทธ์ชั้นนำ มีเพียงหนทางนี้เท่านั้น... ถึงจะเปรียบดั่งปลาหลีฮื้อะโข้ามประตูั พลิกโชคชะตาทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด!
ด้วยเหตุนี้ ใน่ฤดูกาลสอบเกาเข่า เหล่าสัตว์ประหลาดอัจฉริยะจึงตบเท้ากันออกมาเป็ขบวน ต่อให้มียอดฝีมือระดับหลอมภายในโผล่มาแจม ก็ไม่ใช่เื่น่าใอะไรนัก
ถึงขั้นมีตำนานเล่าขานว่า ในการสอบเกาเข่าปีหนึ่ง เคยมีอัจฉริยะระดับ 'กายาทองคำ' ปรากฏตัวขึ้นมาบดขยี้คู่แข่งด้วยซ้ำ! แค่นี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า ความดุเดือดของศึกเกาเข่ามันน่าขนลุกขนพองขนาดไหน
แน่นอนว่า... ใช่ว่าจะมีสัตว์ประหลาดขอบเขตกายาทองคำโผล่มาให้เห็นทุกปี ท้ายที่สุดแล้ว อัจฉริยะที่สามารถทะลวงถึงระดับนั้นได้ก่อนเรียนจบมัธยม ล้วนเติบโตไปเป็ยอดฝีมือระดับ 'ราชัน' ะเืแผ่นดินกันทุกคน!
หลังจากปรับลมปราณในร่างกายจนเข้าที่ ซูอวี่ก็ผลักประตูห้องออกไป
วันนี้คือฤกษ์งามยามดีที่เขาต้องตามไป๋จ่านไปรายงานตัวที่ค่ายอัจฉริยะ
พอคิดถึงค่ายอัจฉริยะ... มุมปากของเด็กหนุ่มก็กระตุกยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่
ค่ายอัจฉริยะงั้นเหรอ... แหล่งรวมพลของพวกสัตว์ประหลาดสินะ น่าสนุกจริงๆ แฮะ! เขาพึมพำในใจ ขณะก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของหลิวขวง
ภายในห้องทำงาน ไป๋จ่านและคนอื่นๆ นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่ซูอวี่เดินเข้ามา ไป๋จ่านก็ยิ้มทักทาย
"เมื่อคืนหลับสบายดีไหม?"
ซูอวี่หัวเราะเจื่อนๆ "เจอเื่ระทึกขวัญขนาดนั้น ใครจะไปหลับลงล่ะครับ? ผมก็เลยนั่งบ่มเพาะพลังยันเช้าเลย"
ไป๋จ่านเอ่ยปากชมด้วยความทึ่ง "จิตใจมั่นคงไม่ลนลานเมื่อภัยมา แถมยังงัดพลังข้ามระดับฆ่าศัตรูได้อีก สมกับที่เป็อัจฉริยะระดับสีทองจริงๆ! เอาล่ะ ถ้าเตรียมตัวพร้อมแล้ว เราก็ออกเดินทางกันเถอะ จะได้ไม่เกิดเื่แทรกซ้อนให้ปวดหัวอีก!"
ซูอวี่พยักหน้ารับคำ
ครู่ต่อมา ภายใต้การคุ้มกันอย่างแ่าของสมาคมนักสู้ ซูอวี่และไป๋จ่านก็นั่งรถเก๋งสีดำทะมึน แล่นทะยานออกจากเมืองเหิงเฉิงไป
ภายในห้องโดยสาร ไป๋จ่านนั่งตัวตรง สายตาจดจ้องซูอวี่ด้วยความจริงจัง
"ซูอวี่... ก่อนจะเข้าค่ายอัจฉริยะ มีบางเื่ที่ฉันต้องกำชับนายเอาไว้ให้ดี"
ััได้ถึงน้ำเสียงเข้มงวด ซูอวี่ก็ตั้งใจฟังทันที
"นายคงรู้ดีว่า ค่ายอัจฉริยะคือสถานที่ฝึกซ้อมเก็บตัวสุดโหด ที่สมาคมนักสู้แห่งมณฑลเจียงหนานจัดตั้งขึ้นเพื่อรีดเค้นศักยภาพของเหล่าตัวเต็งสอบเกาเข่าโดยเฉพาะ"
"และที่นั่น... ไม่ได้มีแค่อัจฉริยะรุ่นเดียวกับนาย แต่ยังมีพวก 'เด็กซิ่ว' อยู่ด้วย! สำหรับพวกรุ่นเดียวกัน ระดับการบ่มเพาะน่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับนาย แต่นายเกิดในเมืองเล็กๆ อย่างเหิงเฉิง ทรัพยากรมีจำกัด แถมระยะเวลาที่เพิ่งเบิกเนตรเข้าสู่เส้นทางนักสู้ก็ยังสั้นนัก"
"ดังนั้น ต่อให้นายจะมีศักยภาพระดับสีทองค้ำคอ แต่ถ้าพูดถึงระดับพลังบ่มเพาะเพียวๆ... นายก็ยังรั้งท้ายคนอื่นอยู่ก้าวหนึ่ง"
"เมื่อไปถึงที่นั่น จงปรับทัศนคติและวางตัวให้ดี แต่อย่าได้สูญเสียความมั่นใจเพียงเพราะเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่นเด็ดขาด" ไป๋จ่านเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
นี่คือสิ่งที่เขาเป็กังวลมากที่สุด แม้พร์ของเด็กหนุ่มตรงหน้าจะเข้าขั้นปีศาจ แต่ในเมืองบ้านนอกอย่างเหิงเฉิง ทรัพยากรมันขาดแคลนจนน่าเวทนา หากซูอวี่ไปเกิดในเมืองใหญ่อย่างจิงตูหรือหมัวตูล่ะก็...
ไม่แน่ว่าป่านนี้อาจจะทะยานขึ้นเป็ยอดฝีมือขอบเขตหลอมภายในนานแล้ว! นี่แหละคือความเหลื่อมล้ำอันโหดร้ายของสิ่งที่เรียกว่า 'ทรัพยากร'
ซูอวี่พยักหน้ารับทราบนิ่งๆ เื่ความมั่นใจน่ะเขาไม่เคยขาดแคลนอยู่แล้ว
ก็แค่ตามหลังนิดหน่อยไม่ใช่หรือไง? ฉันมีระบบโกงเชียวนะ! รอให้ก้าวเข้าไปในค่ายอัจฉริยะแล้วกอบโกยทรัพยากรมาได้เมื่อไหร่ ฉันก็แค่โยนมันเข้าช่องสังเคราะห์เพิ่มความโหดเป็สองเท่า แค่นี้... ช่องว่างความห่างชั้นก็ถูกเหยียบแบนติดดินแล้ว!
เมื่อเห็นท่าทีสงบเยือกเย็นของซูอวี่ ไป๋จ่านก็ลอบทึ่งในใจ สมแล้วที่เป็อัจฉริยะที่ถูกตาต้องใจ 'ท่านผู้นั้น' ทัศนคติแข็งแกร่งดุจหินผาแบบนี้ ถ้าไม่เห็นกับตาว่าซูอวี่ยังใส่ชุดนักเรียน เขาคงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่านี่คือเด็กหนุ่มอายุแค่สิบเจ็ดสิบแปด!
ไป๋จ่านกล่าวต่อ "แน่นอนว่า... นอกเหนือจากการรับมือกับอัจฉริยะตัวตึงรุ่นเดียวกันแล้ว สิ่งที่นายต้องระวังตัวให้มากที่สุด ก็คือพวก 'เด็กซิ่ว' ที่ฉันบอกนั่นแหละ"
เด็กซิ่ว!
ดวงตาของซูอวี่สาดประกายใคร่รู้ เขายิงคำถามทันที "ครูฝึกไป๋ครับ ทำไมพวกเด็กซิ่วถึงเลือกจะดรอปเรียนล่ะ? ตามหลักแล้ว คนที่ยอมถอยกลับมาเป็เด็กซิ่ว ก็น่าจะเป็พวกพร์ห่วยแตกที่สอบไม่ติดจนต้องแก้ตัวใหม่ไม่ใช่เหรอครับ?"
"พวกขี้แพ้แบบนั้น... เข้าไปรวมฝูงในค่ายอัจฉริยะแล้วมันจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา?" นี่คือข้อสงสัยที่คาใจเขาที่สุด
ราวกับไป๋จ่านคาดเดาไว้แล้วว่าเด็กหนุ่มจะต้องถามแบบนี้ เขากระตุกยิ้มบางๆ
"ฉันรู้ว่านายมองพวกนั้นยังไง... แต่ฉันขอเบรกไว้ตรงนี้เลยนะ ว่าพวกเด็กซิ่วในค่ายอัจฉริยะน่ะ ไม่มีพวกขี้แพ้เลยสักคนเดียว! ตรงกันข้าม... พวกนั้นคือ'อัจฉริยะระดับสัตว์ประหลาด' ต่างหาก!"
ซูอวี่เลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ
สัตว์ประหลาดเหรอ? ถ้าเก่งขนาดนั้น ก็ควรจะสอบติดสถาบันยุทธ์ฉลุยไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือไง?
ไป๋จ่านหัวเราะหึๆ ในลำคอ "จะอธิบายให้ฟังง่ายๆ นะ นายรู้ใช่ไหมว่าเป้าหมายสูงสุดของการสอบเกาเข่าคืออะไร? ก็คือการเข้า 'สถาบันยุทธ์' ไงล่ะ!"
"แต่โลกนี้มันไม่ได้มีความเท่าเทียมหรอกนะ ในบรรดาสถาบันยุทธ์นับไม่ถ้วน นี้มีการแบ่งชนชั้นกันชัดเจน! ยอดฝีมือที่แกร่งที่สุดของสถาบันบางแห่ง ก็เป็ได้แค่ขอบเขตปรมาจารย์กิ๊กก๊อก ในขณะที่สถาบันยุทธ์ระดับท็อป... ถึงขั้นมีอสูรกายระดับ 'ราชัน' คอยนั่งคุมชะตาอยู่เื้ั!"
"เพราะงั้น คุณภาพของสถาบันยุทธ์แต่ละแห่งถึงห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว! จุดนี้นายต้องสลักลงไปในกะโหลกเลยนะ ตอนที่ต้องเลือกมหาวิทยาลัยในอนาคต"
"สถาบันระดับท็อป สามารถมอบทรัพยากรที่ยกระดับความแข็งแกร่งให้นายได้อย่างมหาศาลจนน่าขนลุก! ส่วนพวกสถาบันปลายแถว... ก็ทำได้แค่สอนตามตำราไปวันๆ เผลอๆ ทรัพยากรยังไม่พอจะยาไส้ลูกศิษย์เลยด้วยซ้ำ!"
คราวนี้ซูอวี่กระจ่างพลัน
ที่แท้พวกเด็กซิ่วเหล่านี้... ก็ยอมเสียเวลาหนึ่งปี เพื่อรอตะปบโควตาสถาบันยุทธ์ระดับท็อปของประเทศนี่เอง!
จังหวะนั้นเอง ไป๋จ่านก็ปล่อยหมัดฮุก "แน่นอน นั่นก็แค่เหตุผลกากๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้น... สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้พวกนั้นยอมกัดฟันซิ่วก็คือ... การสอบเกาเข่าปีนี้ มีความพิเศษจนพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!"
"พิเศษยังไงครับ?" ซูอวี่ชะงัก การสอบระดับชาติมันก็จัดตามแพทเทิร์นมาตั้งหลายสิบปี ปีนี้จะมีลูกเล่นบ้าบออะไรเพิ่มขึ้นมาได้อีก?
ไป๋จ่านปฏิเสธที่จะขยายความต่อ เขาเพียงแสยะยิ้มลึกลับ
"เื่นี้... รอให้นายเข้าค่ายอัจฉริยะเมื่อไหร่ เดี๋ยวความลับก็ถูกเปิดเผยเองนั่นแหละ!"
ซูอวี่ได้แต่กลอกตาเซ็งๆ จำใจข่มความอยากรู้เอาไว้
ท่ามกลางบทสนทนา รถเก๋งคันหรูก็แล่นลึกเข้าไปในหุบเขาสลับซับซ้อนอย่างเงียบเชียบ
และเบื้องหน้า... ณ จุดที่ลึกที่สุดของหุบเขา สิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะเหมือนป้อมปราการขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าทึบ!
ป้อมปราการแห่งนั้นกินพื้นที่กว้างขวางนับพันนับหมื่นเอเคอร์ โอ่อ่าและเต็มไปด้วยกลิ่นอายกดดันมหาศาล
และเหนือซุ้มประตูเหล็กกล้าทางเข้าอันใหญ่โตตระการตา... ก็มีตัวอักษรทรงพลังสามตัวสลักเอาไว้อย่างสง่างาม ดุจคมกระบี่ที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกสรรพสิ่ง!
"ค่ายอัจฉริยะ!" สมรภูมิเดือดที่แท้จริง... ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว!