อนที่ 7 — เสียงเงียบในงานเลี้ยง
ภายในหอประชุมหลวง ณ เมืองซูซาน งานเลี้ยงต้อนรับองค์ชายอี้เหลียงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ขุนนางระดับกลางและล่างถูกเรียกเข้าร่วมเต็มห้อง เฟยอี้ได้รับที่นั่งด้านขวาของเวทีในฐานะผู้แทนฝ่ายคลังกลาง
แต่เขารู้ดีว่า การเชื้อเชิญในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากมิตรภาพ แต่คือบททดสอบ — จากองค์ชายผู้ซึ่งตอนนี้เริ่มมีชื่อเสียงในหมู่ชนชั้นสูงว่าเป็ “แสงใหม่แห่งบัลลังก์”
---
องค์ชายอี้เหลียงปรากฏพระวรกายในชุดสีทองอ่อน ประดับัเลื้อยบนอกอก ทรงยิ้มกว้าง ทรงถือสุราถ้วยหนึ่งเดินไปหาขุนนางทีละคน — แม้แต่เว่ยซานยังยอมลุกขึ้นโค้ง
เมื่อเสด็จถึงหน้าเฟยอี้ องค์ชายตรัสด้วยเสียงทุ้มรื่นเริงว่า:
“ข้าได้ยินว่าท่านเฟยอี้เป็ผู้พิสูจน์ความเที่ยงตรงของคลัง แต่วันนี้… ขอให้ท่านพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อราชวงศ์แทนได้หรือไม่?”
เฟยอี้รับถ้วยสุราเงียบ ๆ และดื่มจนหมดโดยไม่กล่าวคำ เขาวางถ้วยลงช้า ๆ แล้วเอ่ยด้วยเสียงเรียบ:
“จงรักภักดีนั้นพิสูจน์ด้วยใจ ไม่ใช่สุรา”
---
เสียงในงานเลี้ยงเบาลงชั่วขณะก่อนองค์ชายหัวเราะอย่างอารมณ์ดี และตรัสถ้อยคำเบา ๆ แต่แฝงความหมายว่า:
“ใจของท่าน… คงไม่ลอยไปรับใช้เงาใดใช่หรือไม่?”
เฟยอี้ไม่ตอบ แต่หันมองเครื่องดนตรีที่เล่นอยู่ด้านข้าง ก่อนกล่าวว่า:
“เงาไม่มีดนตรี เงาไม่มีเสียง หากบางคนยังได้ยินเสียงจากเงา… ข้าก็เป็เพียงคนหูหนวกเท่านั้น”
---
คืนวันนั้น เฟยอี้ไม่ได้พักที่เรือนรับรองของราชสำนัก แต่กลับแวะที่วัดเล็ก ๆ กลางป่า เขาพบกับอาจารย์เก่าอีกผู้หนึ่ง — เ้าอาวาสชิวซื่อ ผู้ซึ่งเคยเป็ขุนนางฝ่ายยุติธรรมแต่สละยศหลังการล้มสลายของก๊กฮั่นตะวันออก
“โลกที่ไร้เสียง ไม่ได้หมายถึงความสงบ — หากหมายถึงผู้คนไม่กล้าพูด” ชิวซื่อกล่าว
เฟยอี้พยักหน้า “ข้าจึงไม่อยากเป็เสียง — แต่อยากเป็การฟังที่แท้จริง”
---
เขาเริ่มรวบรวมชื่อผู้ที่ภักดีต่อองค์ชายและผู้ที่ถูกบีบให้ร่วมมือด้วย เขาไม่ได้วางแผนล้มอำนาจ แต่เขา้ารักษาสมดุล — ให้ไม่มีฝ่ายใดผูกบัลลังก์ไว้กับตน
ในบันทึกของเขาคืนนั้น เขาเขียนไว้ว่า:
> “เสียงเงียบ คือเสียงที่อันตรายที่สุด — เพราะไม่มีใครรู้ว่า มันเป็เสียงของใคร”
---
ในตอนถัดไป: เฟยอี้จะต้องเผชิญการโจมตีทางการเมืองที่ร้ายแรงที่สุด — เมื่อมีผู้กล่าวหาว่าเขาสร้างข่าวเท็จเพื่อบ่อนทำลายองค์ชาย เขาจะต่อสู้ด้วยถ้อยคำ หรือด้วยความเงียบอีกครั้ง?