ตอนเที่ยงวันของประเทศไซแอน พระอาทิตย์ดวงกลมโตสาดแสงแดดอันร้อนระอุลงมาต้องกับพื้นถนนยางมะตอยจนมีไอร้อนจางๆโผล่ออกมา
ฤดูร้อนของประเทศไซแอนแห่งนี้นั้น นับว่าเป็นช่วงที่ผู้คนในประเทศทุกข์ทรมานมากที่สุด
หลายคนภาวนาให้เกิดฝนตกนอกฤดู บ้างก็ภาวนาให้เมฆหนาๆมาบังดวงอาทิตย์บัดซบนั่นเสียทีเผื่อว่าความร้อนจะบรรเทาลงไปสักเล็กน้อยก็ยังดี (ไรเตอร์นั่งพิมพ์ไปเหงื่อออกตรูด -_-")
ชไนเดอร์เช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาเข้าตาตัวเองหยดแล้วหยดเล่าจนผ้าเช็ดหน้าเปียกไปทั้งผืน แผ่นหลังของเขาเองก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อเช่นกัน
เพราะว่ามาจากประเทศเขตหนาวจึงทนอากาศร้อนเช่นนี้แทบไม่ได้ ทว่า แม้อากาศจะร้อนเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ร้อนเท่ากับใจของเขาในตอนนี้
ความโกรธที่ถูกหักหน้าเมื่อสักครู่นั้นราวกับไฟนรกที่คอยแต่จะหาช่องปะทุออกมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่ชไนเดอร์โดนดูถูกขนาดนี้จากคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว
"ไปสนามบิน"
เขาตวาดใส่คนขับรถ
เมื่อเห็นว่าอยู่ต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ชไนเดอร์และพวกชาวต่างชาติที่ถูกแบล็คลิสจึงขึ้นรถส่วนตัวเตรียมกลับประเทศของตนเอง
-----------------------------
19.00 น
ภายในห้องรับรองผู้โดยสารวีไอพีสนามบินนานาชาติไซแอน
ชไนเดอร์กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟานุ่มๆ ระหว่างนั้นก็กระดกเครื่องดื่มเย็นฉ่ำไปด้วย รสชาติเปรี้ยวๆหวานๆเย็นชื่นใจค่อยๆไหลตามหลอดอาหารลงไปในกระเพาะ
มือหนึ่งของเขากำแก้วเครื่องดื่มกระดกขึ้นจิบ ส่วนอีกมือหนึ่งก็ถือสมาร์ทโฟนไว้
สายตาของชายหนุ่มจับจ้องไปยังบทความในนั้นพร้อมกับเอานิ้วปัดเลื่อนขึ้นๆลงๆด้วยความสนใจ
จนในที่สุดชไนเดอร์ก็เจอเข้ากับข่าวเหตุการณ์เมื่อตอนเที่ยง มันก็เป็นข่าวของเขาเอง
ที่สำคัญคือมันมีคลิปตอนที่ตนเองถูกเฟรีสด่าแนบมาด้วยอีกต่างหาก!
แค่เห็นคลิปก็ว่าเจ็บพอแล้ว แต่ที่เจ็บกว่าคือคอมเม้นท์ใต้คลิปพวกนั้นต่างหาก (จำไว้ ใจไม่แข็งพออย่าอ่านคอมเม้นท์ ^_^)
"คุณฟีเรสน่านับถือมากแต่ด่าเบาไปนิดนึง"
"ไอ้เลวนั่นยังเป็นคนอยู่อีกหรอ"
"ไอดียูควรส่งทหารเข้าไปนะ"
"พ่อแม่ไอ้ชไนเดอร์นั่นคงไม่สั่งสอนแน่ๆ"
"ใครๆก็รู้ว่าเซเซียร์มันเป็นเผด็จการ"
ฯลฯ
พอได้อ่านเท่านั้น ไฟนรกจากโทสะที่พึ่งข่มไปได้เมื่อครู่ก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้งทันที
คอมเม้นท์ในโซเชียลกว่า 90% ต่างพากันชื่นชมในความกล้าชนของเฟรีส แต่กลับด่าชไนเดอร์กับประเทศเซเซียร์ชนิดแบบที่เรียกได้ว่าเสียสุนัขเลยทีเดียว
เรื่องชั่วๆที่ตระกูลวีสคอฟทำกับพวกกลุ่มผู้ประท้วงในสมัยก่อนนั้น ถึงจะปิดข่าวยังไงก็ปิดไม่อยู่ จนมันได้กลายเป็นที่รู้กันดีทั่วทั้งเอิรทเทร่า
'แกไม่ตายดีแน่ เมื่อทำลายแกโดยตรงไม่ได้ ฉันก็จะค่อยๆกินแกไปทีละคำ' ชไนเดอร์คิดพร้อมกับกำแก้วเครื่องดื่มแน่นจนแทบแตก
นอกจากเรื่องความแค้นแล้ว อีกเหตุผลที่ต้องจัดการเฟรีสก็คือเพื่อไม่ให้เขาไปสนับสนุนขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง
แต่ชไนเดอร์ก็ไม่ได้โง่ เขารู้ซึ้งดีถึงประสิทธิภาพหุ่นยนต์ของเฟรีส อาจจะเรียกได้ว่าดีกว่าใครเลยด้วยซ้ำก็ได้ เพราะเรียนรู้มากับตัวโดยตรง
เมื่อนึกย้อนกลับไปในภารกิจลอบสังหารโดมินิคชไนเดอร์ก็อดตัวสั่นน้อยๆไม่ได้ ในครั้งนั้นเขาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
นอกจากปฏิบัติภารกิจไม่สำเร็จแล้ว ก็ยังเสียมือดีไปเป็นจำนวนมากอีกต่างหาก จนในที่สุดก็ต้องล้มเลิกภารกิจไปเพราะไม่สามารถปฏิบัติการตามกำหนดเวลาได้
ซึ่งกำหนดเวลาที่ว่านั้นก็คือวันที่บังคับใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนตัวใหม่นั่นเอง
พอกฎหมายที่ว่าได้ถูกบังคับใช้ไปแล้ว มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องมาสิ้นเปลืองทรัพยากรเพื่อลอบสังหารโดมินิคอีก
เพราะสถานการณ์บังคับ เขาจึงยอมกล้ำกลืนฝืนทนกลืนเลือดมาขอพบเฟรีสกับโดมินิคในวันนี้ แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าอีกครั้ง
ชไนเดอร์กระดกเครื่องดื่มลงคอรวดเดียวหมดแก้วพร้อมกับจมลงไปในความคิด
'ในเมื่อธุรกิจของมันตั้งอยู่ในประเทศบัดซบนี่ ก็พอจะมีทางจัดการ' ชายหนุ่มแสยะยิ้มเย็นเยียบ
สาธารณรัฐเซเซียร์เองก็ถือเป็น 1 ใน 5 ของประเทศมหาอำนาจในเอิร์ทเทร่า ถึงแม้ว่าจะอยู่ในอันดับสุดท้ายก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับไซแอนแล้วก็เหมือนช้างกับมด แน่นอนว่าเซเซียร์คือช้าง
มันมีวิธีมากมายที่จะใช้กดดันให้ประเทศเล็กๆนี่ให้จัดการกับเฟรีสโดยที่เซเซียร์ไม่ต้องเสียอะไรมาก
ก๊อกๆ
ในขณะที่ชไนเดอร์กำลังจมอยู่กับความคิดเสียงเคาะประตูก็ได้ดังขึ้น
"มีเรื่องอะไร?"
ชไนเดอร์ถามเจ้าหน้าที่คนสนิท โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากสมาร์ทโฟน
"นายกรัฐมนตรีของไซแอนมาขอพบครับท่าน"
คำตอบของเจ้าหน้าที่ทำให้ชไนเดอร์ยกยิ้มมุมปากขึ้น
'ได้จังหวะพอดีเลย ไอ้กษัตริย์โง่นั่นคงร้อนใจมากสินะถึงรีบส่งสุนัขรับใช้มา' เขาคิดด้วยความดูถูก
"ให้มันเข้ามาได้"
สักพักก็มีชายอ้วนพุงพลุ้ยเดินตุ้ยนุ้ยตามเจ้าหน้าที่เข้ามา หน้าตาของเขาเหมือนกับคางคกแก่ๆ แก้มย้อยๆกระเพื่อมขึ้นๆลงๆราวกับนกกระพือปีกตามจังหวะที่ก้าวเดิน
บนนิ้วก้อยอ้วนป้อมสวมแหวนรุ่นจากโรงเรียนเตรียมทหารชื่อดังของราชวงศ์เธเร่ เพื่อโชว์ให้ผู้คนรู้ว่าเขาเป็นผู้จงรักภักดีของกษัตริย์ แต่ไปๆมาๆเจ้าแหวนมันกลับสะท้อนกับแสงไฟวิบวับจนแยงตา ทำให้รู้สึกว่าน่ารำคาญมากกว่าสวย
"สวัสดีครับ ผมพราวุส รันโดซา เป็นเกียรติมากที่ได้พบท่านครับ" พราวุสพูดพร้อมกับโค้งจนไขมันหน้าท้องเบียดกันแน่นเอียด พยายามประจบประแจงสุดความสามารถ
แต่กระนั้น ชไนเดอร์ที่ยังคงนั่งอยู่บนโซฟาไม่แม้แต่จะลุกขึ้นต้อนรับตามมารยาท
กับพวกสุนัขรับใช้เลียเท้าเปื้อนขี้ของกษัตริย์แห่งประเทศเล็กๆนี่ มันไม่มีค่าพอจะให้เขาต้อนรับหรอกนะ
"มาพบผมไม่ทราบว่ามีอะไร" ชไนเดอร์ถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและตรงเข้าประเด็นทันที
"คะ...คืออยากจะเชิญท่านรองประธานาธิบดีไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับน่ะครับ"
พราวุสพูดเสียงสั่น จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความประหม่าจนอดโค้งตัวลงไปเคารพชายตรงหน้าอีกครั้งไม่ได้
เขารู้ตัวดีว่าเป็นคนพูดไม่เก่งและไหวพริบในการพูดคุยก็ไม่ค่อยดี ปกติแล้วก็แทบไม่เคยคุยกับผู้นำประเทศอื่นเลย เพราะจะมีคนทำแทนเกือบตลอด
ถ้าหนนี้ไม่ได้เป็นคำสั่งตรงลงมาจากกษัตริย์ พราวุสก็จะไม่มาเจรจาด้วยตัวเองเด็ดขาด
กษัตริย์เนโรนั้นต้องการให้นายกรัฐมนตรีประเทศนี้ควบคุมได้ง่ายๆ พระองค์ถึงได้เลือกชายผู้นี้ให้มาทำหน้าที่นายกฯ เพราะว่าเขาทั้งโง่และอ่อนแอนั่นเอง
ที่สำคัญคือพราวุสเองก็มีคดีทุจริตเพียบด้วย! ถ้าไม่ฟังคำสั่งก็จับเข้าคุกได้ทุกเมื่อ
ดังนั้น มันจึงช่วยไม่ได้ที่ตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลของไซแอนจึงดูกระจอกและเป็นตัวตลกที่ไม่มีใครให้เกียรติในสายตาชาวต่างชาติ
"งานเลี้ยงที่ว่าใครเป็นคนจัด?" ชไนเดอร์ถาม
ถึงเขาจะมั่นใจว่านี่เป็นการเทียบเชิญจากกษัตริย์โง่นั่นกว่าครึ่งก็ตาม แต่เพื่อความชัวร์จึงถามไว้ก่อน เพราะถ้าเกิดเป็นงานที่พราวุสจัดตนเองก็จะได้ไม่เสียเวลาไป
"งะ...งานเลี้ยง...จัดโดยรัฐบาลของกระผม พ่ะ...เพื่อ...ต้อนรับท่านครับ" พราวุสพูดตะกุกตะกัก เขาจะบอกไปตรงๆได้อย่างไรว่ากษัตริย์สั่งให้มาเชิญไปพบ
กษัตริย์เนโรนั้นยุ่งกับการเมืองแบบชนิดที่เรียกได้ว่า 1,000,000%
แต่เพื่อไม่ให้เรื่องชั่วๆมาถึงตนเองได้ พระองค์จึงเสแสร้งทำเป็นว่าวางตัวเหนือการเมือง
พราวุสเองก็ต้องช่วยรักษาเปลือกนั้นเช่นกัน ดังนั้นเขาไม่สามารถพูดตรงๆได้
หลังจากได้ฟังคำตอบของนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด ชไนเดอร์ก็ขมวดคิ้วแน่นเป็นปมพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"ถ้าเช่นนั้นผมไม่ว่าง ไว้จะส่งตัวแทนไปร่วมละกัน"
"ตะ..แต่ว่า...ได้โปรดเถอะครับ" พราวุสทรุดตัวลง
พร้อมๆกันนั้นก็คลานเข้าไปใกล้ๆและเอาหน้าผากแตะรองเท้าของชายหนุ่ม
ต่อให้ชไนเดอร์สั่งให้เขาเลียรองเท้าให้สะอาด รับรองได้ว่าเขาก็จะเลียให้สะอาดที่สุด
เพราะถ้าเชิญชายหนุ่มตรงหน้าไปไม่ได้ ชีวิตน้อยๆของเขาก็มีหวังต้องไปลงเอยที่คุกลับใต้พระราชวังแน่นอน
เมื่อเห็นว่าหน้าผากมันๆของคางคกแก่ตรงหน้าแตะเข้ากับรองเท้าตัวเอง ชไนเดอร์ก็รีบสะบัดเท้าออกด้วยความรังเกียจและรู้สึกโกรธทันที
"เช็ดซะ" ชายหนุ่มสั่งให้นายกรัฐมนตรีไซแอนเช็ดรองเท้าที่เปื้อนคราบมันด้วยน้ำเสียงเย็น
พราวุสได้ยินดังนั้นก็รีบเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้ด้วยความลนลานทันที
หลังจากมองดูรองเท้าตัวเองที่กลับมาสะอาดอีกครั้ง ชายหนุ่มก็ใช้เท้าดันตัวพราวุสให้ถอยออกไปและกล่าวว่า
"รีบพาฉันไปพบกษัตริย์ของแกเดี๋ยวนี้"
ชไนเดอร์ก็พูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด
ทำไมคนอย่างเขาต้องมาเสียเวลากับสุนัขตัวนี้ด้วย สู้ออกคำสั่งไปเลยเสียดีกว่า
ไซแอนมันก็แค่ประเทศเล็กๆเท่านั้นเมื่อเทียบกับเซเซียร์ ถ้ากล้าขัดคำสั่งราชวงศ์เธเร่ก็อาจจะจบไม่สวย
"ดะ ได้ ครับท่าน"
พราวุสตอบด้วยสีหน้าราวกับจะร้องไห้ จะให้เขาทำยังไงล่ะ พูดตรงๆก็ไม่ได้ ไม่พูดก็ไม่ได้อีก
จู่ๆชายชราก็เกิดความคิดที่อยากจะลี้ภัยไปประเทศอื่นขึ้นมาเสียแล้ว ถ้าไม่ติดว่าเขามีคดีอยู่เพียบล่ะนะ หลายคดีก็เกี่ยวกับยาเสพย์ติดเสียด้วย
----------------------------------------------
ภายในห้องทำงานส่วนตัวชั้นบนสุดของอาคารผึ้งยักษ์
เฟรีสในร่างหุ่นเอชกำลังพูดคุยกับประธานาธิบดีเฒ่าด้วยท่าทางที่เป็นกันเอง
"ห้องได้เตรียมไว้ตั้งนานแล้ว ขนของเข้าไปอยู่ได้เลย ไม่ต้องห่วงไปนะ ผมจะดูแลเธออย่างดีที่สุด" เฟรีสตอบประธานาธิบดีเฒ่า ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าเบาๆ
หลังจากกลับไปเก็บของที่บ้าน ในที่สุดวันนี้แคโลไลน์ก็ได้ย้ายมาสถาบันแห่งนี้พร้อมกับพ่อและแม่
"เกือบลืมไป! ถ้าแกไม่ว่าอะไร ฉันขอฝากเจ้าจอห์น(ลูกชายของโดมินิค)เข้าทำงานด้วยสิ เจ้านั่นฝีมือดีทีเดียวเรื่องข่าวกรองนะ" (เผื่อมีคนลืม จอห์นเป็นหัวหน้าข่าวกรองของไอโนว่าด้วย)
"เฮ้อ หลานก็มาแล้วลูกชายก็มาแล้ว เมื่อไรปู่จะมาช่วยผมสักที" เฟรีสตัดพ้อ พลางยื่นเครื่องดื่มน้ำผลไม้จากต่างดาวให้ชายชรา
"แกควรจะดีใจมากกว่าที่ฉันยังอยู่ในตำแหน่ง ตอนนี้กฎหมายสิทธิมนุษยชนของพวกเผ่าตัวกลมได้เข้าไปในสภาไอดียูแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายขั้นตอน ถึงอย่างนั้นก็อาจล้มเหลวก็ได้ เฮ้อ"
โดมินิคถอนหายใจยาว การผลักดันกฎหมายให้มนุษย์ต่างดาว ถ้ามันเป็นเรื่องง่ายก็แปลกแล้ว
"ไม่ต้องห่วงหลังจากวันนี้ไปมันจะเร็วขึ้น" เฟรีสแสยะยิ้ม
"เอาล่ะ เราไปประชุมกันเถอะ แต่บอกไว้ก่อน ถึงจะเป็นปู่ก็ตาม หุ่นยนต์ของผมไม่ได้ขายให้ได้ง่ายๆหรอกนะ"
"หึ ฉันรู้อยู่แล้วกับไอ้คนเจ้าเล่ห์อย่างแกไม่มีอะไรง่ายหรอก รีบๆไปประชุมให้จบๆเถอะ ฉันจะได้ระเบิดยานของแกให้เละเป็นขี้เลย"
"..."
ตั้งแต่ที่เขาให้แว่นตากับเก้าอี้อัจฉริยะเสือเฒ่าไป ทางนั้นก็มักจะนัดเขาไปดวลแข่งยานรบตลอด
แรกๆเฟรีสก็ชนะ แต่หลังๆนี่มีแต่แพ้ตลอด เรื่องขับยานยังไงก็สู้ชายชราไม่ได้ จะหาข้ออ้างไม่แข่งด้วยก็โดนทั้งงอนทั้งด่าและขู่สารพัดจนเขาเหนื่อยใจ
"เอ่อ..สำหรับปู่ผมขายให้เป็นกรณีพิเศษละกัน" เฟรีสตอบด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ
ป.ล. วันนี้แต่งนิยายด้วยจิตใจที่เร่าร้อนเลยนะเนี่ย
ป.ล.2 หน้าฝนไรวะร้อนเรือหาย จังหวัดของกระผมฝนไม่ตกเลย เห็นนักวิชาการบอกว่าสภาวะโลกร้อนกำลังจะหมดแล้ว ไอ้เราก็ดีใจว่ามันจะหมดสักที พอฟังประโยคหลังที่ว่า "มันจะเข้าสู่สภาวะโลกเดือดแทน" ก็ใจแป้วไปเลย
นี่บทความ ใครสนใจไปอ่านเอง โลกเดือดแล้วเว้ย