จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 55 คำเชิญของสำนักเทียนเสวียน

            การประมูลยังคงดำเนินต่อไป

            การประมูลเคล็ดวิชาลึกลับรอบต่อไปแม้ว่าจะยังคงคึกคัก และเกิดการแย่งชิงกันทุกครั้ง แต่เมื่อเทียบกับกลพลองเทียนกังมันก็ยังดูด้อยกว่าเล็กน้อย

            ขณะที่ยังไม่ทันรู้ตัวความมืดค่ำก็เข้ามาเยือนแล้ว

            “การประมูลในวันนี้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้” เสียงของผู้อาวุโสหยางดังกึกก้องไปทั่วหอซ่อนมังกรการประมูลเคล็ดวิชาลึกลับในวันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว

            ผู้คนต่างทยอยลุกขึ้นแต่ละคนต่างส่งเสียงถอนหายใจก่อนที่จะออกไปก็ยังไม่ลืมที่จะหันไปมองเย่เฉินที่สวมหน้ากากหัวหมาป่าเจ้าหนุ่มคนนี้ใช้เงินสูงถึงห้าแสนหินวิญญาณเพื่อประมูลกลพลองเทียนกังไปนี่ถือว่าเป็นการตบหน้าสำนักเจิ้งหยางอย่างรุนแรงพูดได้ว่าเป็นการประมูลที่ร้อนแรงที่สุดของวันนี้

            “เป็นผู้ที่มีความโดดเด่นที่สุดแล้วจริงๆ!” ผู้อาวุโสผมขาวของตระกูลซือถู ชำเลืองมองเย่เฉินและลูบเคราไปพลาง

            “ผู้อาวุโสซือถูเจ้าเด็กคนนี้เก่งกว่าตอนที่ท่านยังอ่อนวัยยิ่งนัก”ผู้อาวุโสชุดขาวคนหนึ่งของตระกูลซั่งกวนแห่งตงเยว่กล่าวเย้ยหยัน

            “ผู้อาวุโสทั้งสองการประมูลในวันพรุ่งนี้ ได้โปรดยั้งมือด้วย”หญิงงามวัยกลางคนในชุดสีแดงจากตระกูลหวังแห่งเป่ยชวน ชำเลืองมองผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลซือถูและตระกูลซั่งกวน

            ในบรรดาผู้คนจำนวนมากมายมีตระกูลฝึกตนหลายคนที่หันมามองเย่เฉินก่อนจะจากออกไป

            “เจ้าหนุ่มเจ้าดังแน่แล้วคราวนี้” เจ้าหมีสองมีสายตาเฉียบแหลมทุกครั้งที่มีคนจ้องมองมาทางเย่เฉิน ก็ล้วนแต่ไม่พ้นสายตาเขา

            “เวรกรรม!” เย่เฉินขมวดคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้

            ที่ชั้นสองคนของสำนักชิงอวิ๋นได้เดินลงมาแล้ว ผู้อาวุโสชิงอีและหญิงชราก็มองไปยังเย่เฉินจนถึงลวี่จื้อผู้ที่ทำลายจุดตันเถียนของเขาก็โบกพัดเบาๆพลางมองมาทางเย่เฉินอย่างขี้เล่น และสายตาของเย่เฉินในตอนนี้นั้นดูซับซ้อนยิ่งขึ้น

            “น่าสนใจ”ริมฝีปากของลวี่จื้อเต็มไปด้วยการหยอกเย้า

            “ความแค้นที่ทำลายจุดตันเถียนของข้าไม่ช้าก็เร็วจะต้องคิดบัญชีกับเจ้า” เย่เฉินเคลื่อนสายตาไปมองกำหมัดขึ้นแน่นอยู่ในแขนเสื้ออย่างอดไม่ได้ ในวันนั้นลวี่จื้อก็อยู่ในท่าทางหยอกเย้าเช่นนี้ตอนที่กำลังทำลายจุดตันเถียนของเขา

            ต่อมาก็คือเฟิงอู๋เฮิ่นของยอดเขาอวี้เจี้ยนแห่งสำนักเหิงเยว่

            เขาดูมีความเป็นผู้อาวุโสจริงๆผมสีดำหนา พลิ้วไหวราวกับน้ำตก เขาแบกกระบี่ยาวไว้บนหลังทั่วทั้งตัวดูแข็งแกร่งดุจภูเขา บุคลิกดุจกระบี่คมที่ออกจากฝักสายตาที่มองมายังเย่เฉิน ไร้การถือตัวว่าสูงส่ง แต่กลับดูอ่อนโยนและจิตใจดี

            คนของตำหนักซื่อเสี่ยก็พากันลงมาแล้วต่างหันมามองดูเย่เฉิน และค่อยๆ ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้

            “ผู้อาวุโสท่านสังเกตเห็นพลังลมหายใจที่คุ้นเคยจากเจ้าหนุ่มคนนี้บ้างไหม”ชายหนุ่มในชุดขาวมองไปยังชายชราผมสีเทาที่อยู่ด้านข้าง

            “ปิดซ่อนลมหายใจไว้ดูไม่ออก” ชายชราผมเทาบ่นพึมพำ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินออกจากหอซ่อนมังกร“ต้องลองสังเกตเขาให้ดี ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะเคยพบเขาที่ไหนมาก่อนก็เป็นได้”

            หลังจากคนของตำหนักซื่อเสี่ยก็เป็นคนของสำนักเจิ้งหยาง

            สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของเย่เฉินคือใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ของอู๋ฉางชิง

            “เจ้าหนุ่มเจ้าอาจจะตายอย่างน่าอนาถ” เย่เฉินยังคงมองเห็นแววตาอาฆาตคู่นั้นของอู๋ฉางชิงแม้อยู่ในระยะไกล

            เมื่อนึกถึงดวงตาของอู๋ฉางชิงแม้ว่าเย่เฉินจะไม่ค่อยพอใจแต่ยังมีดวงตาอันงดงามที่แสนซับซ้อนของจีหนิงซวงอยู่ด้วยกัน

            อดีตคนรักได้มองหน้ากันเพียงชั่วครู่ในตอนนี้ทำให้เย่เฉินเจ็บปวดขึ้นมาในทันที ส่วนจีหนิงซวงนั้นขมวดคิ้วราวกับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คุ้นเคยผ่านดวงตาของเย่เฉินเห็นได้จากดวงตางดงามที่เปล่งประกาย

            เย่เฉินจึงไม่ได้มองอีกต่อไปและหันศีรษะหนีออกไป

            ผู้ที่เข้าร่วมการประมูลก่อนหน้านี้ได้เดินทางออกไปทีละคนส่วนเย่เฉินและเจ้าหมีสองได้ไปยังห้องโถงด้านหลังของหอซ่อนมังกร

            “เจ้าหนุ่มน้อยวันนี้เจ้าเป็นจุดสนใจอย่างมากเลยนะ!”ผู้อาวุโสหยางหัวเราะอย่างร่าเริง แม้ว่าเย่เฉินจะสวมหน้ากากเพื่อปกปิดใบหน้าของตัวเองแต่เขาก็ยังคงสามารถมองออกได้ในพริบตาว่าเป็นเย่เฉิน

            “ผู้อาวุโสท่านล้อข้าเล่นแล้ว” เมื่อรู้ว่าไม่สามารถจะปกปิดผู้อาวุโสหยางได้เย่เฉินจึงถอดหน้ากากหัวหมาป่าออก และลูบจมูกในทันที

            หลังจากเอาหินวิญญาณให้เขาแล้วก็รับกลพลองเทียนกังกลับมา จากนั้นเขาก็หันหลังเดินออกไปแต่ผู้อาวุโสหยางได้เรียกเขาไว้

            “ผู้อาวุโสมีธุระอะไรหรือ?” เย่เฉินถามผู้อาวุโสหยางด้วยความสงสัย

            “เจ้าหนุ่มเจ้ายินดีจะเข้าร่วมสำนักเทียนเสวียนของข้าหรือไม่”ผู้อาวุโสหยางพูดไปพลางมองไปยังเย่เฉิน จากนั้นก็ลูบเคราสีขาวเทาของเขา

            เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็ตกตะลึง

            สำนักเทียนเสวียนมีตัวตนอยู่อย่างไร มีความลึกลับและทรงพลัง สามสำนักและหนึ่งตำหนักแห่งต้าฉู่ล้วนแต่ไม่กล้าจะท้าทาย ในขณะนี้นึกไม่ถึงว่าจะเชื้อเชิญเขาผู้ซึ่งเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นรวมพลังนี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย

            นี่เป็นสิ่งที่กะทันหันมากทำให้เขารู้สึกมึนงงอยู่ในหัวหรือว่าเขาจะมีความสามารถที่เป็นที่น่าสนใจในสายตาของสำนักเทียนเสวียน

            หรืออาจจะเป็นเพราะอัคคีเที่ยงแท้ที่ติดตัวเขาอยู่?

            เย่เฉินคิดเช่นนี้อยู่ในใจนอกจากจุดนี้แล้วเขาก็นึกไม่ออกว่าสำนักเทียนเสวียนจะมาให้ความสนใจด้วยความซาบซึ้งอะไรอื่นได้

            “ว่าอย่างไรสนใจไหม” เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกำลังงุนงง ผู้อาวุโสหยางก็ยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน

            เย่เฉินมีสติกลับมาและหัวเราะเบาๆ“ผู้อาวุโสอย่ามาหยอกล้อผู้น้อยเลยข้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนชั้นผู้น้อยที่อยู่เพียงระดับขั้นรวมพลังจะไปเข้าตาพวกท่านได้อย่างไร”

            “การฝึกตนไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่สำนักเทียนเสวียนสนใจคือพรสวรรค์”ผู้อาวุโสหยางหัวเราะอย่างอบอุ่น ราวกับท่านปู่ที่มีเมตตา “แน่นอนว่าพวกเราสนใจในอัคคีเที่ยงแท้ของเจ้า แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือศักยภาพของเจ้า”

            เมื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้แล้วในเมื่อสำนักเทียนเสวียนให้เกียรติ เย่เฉินจึงต้องการจะถามต่อไป

            “ผู้อาวุโสหากว่าข้าเข้าร่วมกับสำนักเทียนเสวียน ข้าจะต้องถูกผละออกจากต้าฉู่ใช่หรือไม่คราวหลังก็ไม่สามารถจะเข้าร่วมกับเรื่องใดๆ ของต้าฉู่ได้แล้ว” เย่เฉินวางท่าลงซึ่งเป็นไปตามมารยาทของผู้น้อย

            “คนของสำนักเทียนเสวียนจะต้องไม่เข้าร่วมข้อพิพาทใดๆ ของต้าฉู่ นี้เป็นกฎระเบียบที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพจารย์ในอดีต”

            “เป็นเช่นนี้สินะ!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักหน่วง จากนั้นเย่เฉินก็ลูบคางเขา

            แม้ว่าสำนักเทียนเสวียนจะลึกลับและทรงพลังแต่กำลังของการผูกมัดก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน เขาเกิดที่ต้าฉู่ โตอยู่ในต้าฉู่หากต้องทิ้งทุกอย่างที่เป็นต้าฉู่ ก็คงจะมีความรู้สึกที่แปลกและซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ยังคิดถึงการกลับเข้าไปสำนักเจิ้งหยางที่ขับไล่เขาลงจากเขาในวันนั้น

            “ไม่ต้องรีบให้คำตอบกลับไปคิดให้ดีก่อน คำพูดของข้า ใช้ได้เสมอ”เมื่อเห็นว่าเย่เฉินยังลังเลไม่เคลื่อนไหว ผู้อาวุโสหยางจึงยิ้มเล็กน้อย

            “หากเป็นเช่นนี้ก็ขอขอบคุณผู้อาวุโส ผู้น้อยจะขอกลับไปคิดให้ดีก่อน” เย่เฉินประสานมือทำความเคารพจากนั้นก็เดินออกจากห้องโถงด้านหลังของหอซ่อนมังกร

            หลังจากเขาออกไปชายชราชุดคลุมสีม่วงที่เชิญให้เขามาช่วยทำลายคาถานักเวทย์ ก็เดินออกมา

            “ท่านประมุขเด็กหนุ่มที่แสนจะเย่อหยิ่งของต้าฉู่ความสามารถที่เป็นพรสวรรค์จะมีมากเพียงใดก็ไม่ชัด เหตุใดจึงต้องเชิญเขา”ผู้อาวุโสหยางมองไปยังผู้อาวุโสชุดม่วงด้วยความสงสัย“หรือเป็นเพราะอัคคีเที่ยงแท้ที่ติดตัวเขามา”

            “ไม่ใช่แน่นอน”ผู้อาวุโสชุดม่วงลูบเคราของเขา คำพูดของเขาแฝงด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง“เจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนดั่งที่เห็นภายนอก พรสวรรค์ก็ไม่ได้มีมากมายแต่กลับมีความผิดปกติ อีกทั้งอัคคีเที่ยงแท้ของเขา ก็ไม่ใช่ว่าจะทำตามใจได้แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเลือดของเขา...”

            “ถ้าเช่นนั้นเรื่องนี้เราควรจะไปขอคำแนะนำจากท่านประมุขก่อนหรือไม่”ผู้อาวุโสหยางเหลือบมองไปยังผู้อาวุโสชุดม่วง

            “ข้าต้องการพบนาง”ผู้อาวุโสชุดม่วงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “แต่นางกลับไร้ความกังวลมอบสำนักเทียนเสวียนมาให้ข้า ส่วนตนเองก็ไปพักผ่อนอย่างสบายใจใครจะรู้ว่านางจะบ้าไปถึงไหนแล้ว”

            เย่เฉินสวมหน้ากากแล้วเดินออกจากหอซ่อนมังกรและได้พบกับลมหายใจที่คุ้นเคยของคนสองคน

            “ด้านตะวันออกคือหวาอวิ๋นส่วนด้านตะวันตกคือจีหนิงซวง”

            ในทันใดนั้นเขาก็รับรู้ได้ว่ามีสายตากำลังจ้องมองมาที่เขาแต่ภายนอกนั้นเขาก็ยังแสร้งทำเป็นไม่ทันสังเกตเห็นเดินตามฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามาอยู่บนถนน

            ระหว่างทางเขาก็เดินๆ หยุดๆ บางครั้งก็แวะดูของตามแผงขายของริมถนน

            ฝีมือการต่อสู้ที่ปกปิดเอาไว้ของหวาอวิ๋นและจีหนิงซวงไม่เลวเลยทีเดียวและพวกเขาได้ติดตามเย่เฉินไปทั่วทั้งถนนหลายสิบสาย

            “มาลองดูกันว่าพวกเจ้าจะจับข้าได้หรือเปล่า?” ที่แผงขายของแผงหนึ่งริมถนนเย่เฉินหยุด และมองไปยังสิ่งของบนแผงขายของมุมปากของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มที่เย็นชาออกมา “ไม่คิดหรือว่าข้าเป็นใครมาจากไหน”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงอีกสถานะหนึ่งของเย่เฉิน

            ที่สำนักเจิ้งหยางเขาไม่ได้เป็นเพียงลูกศิษย์คนหนึ่งแต่ยังเป็นสมาชิกของหอข่าวสารแห่งสำนักเจิ้งหยาง เขาถูกฝึกฝนมาตั้งแต่เล็ก เขามักจะลงไปยังด้านล่างของภูเขาเพื่อคอยรวบรวมข่าวสาร และสิ่งที่ถนัดที่สุดก็คือการติดตามสะกดรอย

            ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดรอยความสามารถด้านการมองที่ทะลุปรุโปร่งของเขาไม่อาจเทียบได้จะต้องรับมือกับการถูกติดตามอย่างไรก็ล้วนเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาที่เขาต้องฝึกฝนเช่นกัน

            แม้ว่าการฝึกตนของเขาจะไม่ดีเท่าหวาอวิ๋นและจีหนิงซวงแต่เมื่อพูดถึงการถูกติดตาม หวาอวิ๋นและจีหนิงซวงก็ยังห่างกันอยู่หนึ่งชั้นการที่จะต้องมาติดตามอดีตสมาชิกของหอข่าวสาร ทั้งสองคนจึงยังด้อยกว่าอยู่เล็กน้อย

            เย่เฉินยังคงทำเป็นไม่รู้จากนั้นเขาก็นำทางหวาอวิ๋นและจีหนิงซวงเดินวนต่อไปบนถนนอีกหลายสิบสาย

            เมื่อตกกลางคืนหวาอวิ๋นและจีหนิงซวงเดินมาจากทางด้านตะวันออกและทางด้านตะวันตกจนมาพบกันแต่ทั้งคู่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเย่เฉิน

            “เจ้าหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดาเลย!” หวาอวิ๋นพูดอย่างเย็นชา คนหายไปทั้งคน มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมาก

            “การฝึกตนของเขาอาจจะสูงกว่าพวกเรา”จีหนิงซวงพูดอย่างเคร่งขรึมและคร่ำครวญ“แต่ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างที่ตัดออกไม่ได้นั่นก็คือการที่เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของหอข่าวสารซึ่งคนส่วนมากไม่สามารถตามเขาได้ทันแน่

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน