“ใช่แล้วขอรับ พวกเขายังร้องเรียกให้ช่วย อีกทั้งผู้คนมากมายต่างพากันร้องไห้...” พวกเด็ก ๆ ต่างแย่งกันกล่าว
สีหน้าของหมู่จางเคร่งขรึมลง ทว่าไม่ทันได้ถามเื่หมูป่า เขาก็รีบหันกายกลับไปทันที “ไปเรียกบุรุษทุกคนในหมู่บ้านออกมา นำอาวุธติดมือไปด้วย แล้วลาดตระเวนรอบหมู่บ้าน คืนนี้ห้ามผู้ใดนอนเด็ดขาด”
ชาวบ้านต่างพากันวิตกกังวลและร้อนใจทว่าบางคนยังคงลอบกลืนน้ำลายเมื่อเห็นหมูป่าตัวเขื่องนั้น ครั้นทุกคนกลับเข้าหมู่บ้าน บรรยากาศก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
“ไม่ใช่อาเพศที่คนไม่กี่คนที่ไปขอพักหมู่บ้านหลินสุ่ยเมื่อไม่กี่วันก่อนก่อเื่ไว้หรอกนะ?”
“คนผู้นั้นยังเคยมาหมู่บ้านเราด้วย จะไม่ลามมาถึงพวกเราใช่หรือไม่?”
ทุกคนต่างกังวลใจ หมูป่าจึงดูไม่เป็ที่สนใจเท่าใดนัก เด็ก ๆ ต่างไปตามผู้ใหญ่ที่บ้านตนมา แม้ผู้คนจะตาร้อนผ่าวเมื่อเห็นเนื้อร้อยกว่าชั่งของบ้านเหยียนซุยซุย แต่เมื่อนึกได้ว่าตระกูลเหยียนเพิ่งจะแยกตัวออกมาแต่ตัว อีกทั้งพวกเด็ก ๆ ยังยืนยันว่าเหยียนซุ่ยซุ่ยขึ้นเขาไปเก็บเห็ดแล้วเจอหมูป่าวิ่งชนต้นไม้ใหญ่จนตายเอง พวกเขาแค่ช่วยลากกลับมาก็ได้ส่วนแบ่งเป็เนื้อติดมือไป จึงพากันซาบซึ้งในน้ำใจของตระกูลเหยียนยิ่งนัก
บ้านตระกูลเหยียนแบ่งเนื้อไปร้อยสี่สิบชั่ง ทั้งเืและเครื่องในหมูก็เป็ของพวกตน ส่วนเด็กคนอื่นแบ่งไปคนละยี่สิบชั่ง เมื่อเช้ายังมีปลาไหลอีก อย่างน้อย่เดือนสองเดือนนี้ก็คงไม่ขาดแคลนเนื้อหนัง แม้จะมีไม่มาก แต่หากแบ่งหั่นวันละไม่กี่ชิ้น ท้องไส้ก็คงพอมีน้ำมันบ้าง หรือแม้แต่เอาหมอที่เปื้อนน้ำมันไปต้มผักป่าก็ยังได้น้ำแกงที่รสชาติดี
หลินซื่อประคองเอวพลางอุทาน ‘์เอ๋ย แต่งงานมาตั้งหลายปี ไม่เคยเห็นที่บ้านมีเนื้อมากมายเช่นนี้มาก่อนเลย’
“อากาศเดือนเจ็ดเดือนแปดเช่นนี้ เนื้อเก็บไว้ได้ไม่นาน ต้องรีบเอามาทำเนื้อรมควัน ไม่เช่นนั้นจะเน่าเสียเอาได้” เหยียนหลางและน้องชายจึงรีบขนฟืนออกมาทันที ในบ้านยังมีเกลือไหใหญ่ที่เหยียนเหยียนแลกกลับมาคราวก่อน ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน
หลินซื่อใช้กะละมังไม้ใบใหญ่หมักเนื้อกว่าร้อยชั่งจนเสร็จ คืนนี้ต้องรมควันในลานบ้าน พรุ่งนี้จะได้ตากแห้งเพื่อเก็บรักษาไว้
เหล่าบุรุษต่างออกไปเฝ้ายามด้านนอก นอกจากชาวบ้านที่ได้รับส่วนแบ่งเนื้อในวันนี้จะมีใจชื่นมื่นขึ้นบ้าง ทว่าคนอื่นกลับตกอยู่ในความหวาดกลัวไปเสียหมด ทั้งหมู่บ้านไม่มีผู้ใดกล้านอน
ต่างมองไปยังูเาอีกฟากหนึ่งที่เปลวเพลิงย้อมฟ้าจนกลายเป็สีแดงฉาน ควันไฟหนาทึบพวยพุ่งขึ้นมา พร้อมกับเสียงร้องไห้และเสียงกรีดร้องที่ดังแว่วมาไม่ขาดสาย
หลินซื่อเหนื่อยล้ามาทั้ง่บ่าย ทว่าเมื่อเห็นลูก ๆ นั่งมองตาละห้อยจึงหยิบปลาไหลตัวเล็กมาสิบกว่าตัวผัดกับน้ำมันหมูจนหอม ใส่เต้าหู้ลงไปเคี่ยวเป็แกงปลา และยังนำเืหมูมาทำเป็แกงเืหมู โรยต้นหอมเล็กน้อยแล้วราดด้วยน้ำมันร้อน กลิ่นเผ็ดร้อนและหอมฟุ้งก็อบอวลไปทั่ว
นางแบ่งใส่ชามใบใหญ่ไว้ให้เหยียนฮั่นเซิง ส่วนพวกเด็ก ๆ ก็กินน้ำแกงเผ็ดที่เหลือติดก้นชามคลุกข้าวอย่างเอร็ดอร่อย เหยียนซุยซุยตัวน้อยเผ็ดจนซี้ดปาก ริมฝีปากแดงระเรื่อราวกับแต้มชาด
“อร่อย อร่อย... ชีวิตเยี่ยงนี้ต่อให้เป็เทพเซียนก็ไม่ขอแลก” เป็มนุษย์เดินดินได้เพียงไม่กี่วัน ใบหน้าเล็ก ๆ ก็ได้รับการบำรุงจนขาวนวลอมชมพู
"เ้ายังรู้จักเทพเซียนอีกหรือ?" หลินซื่อเอื้อมมือไปหยิกจมูกเล็ก ๆ ของนางเบา ๆ
ผู้มีวาจาสิทธิ์ตัวน้อยที่คิดว่าตัวเองเป็เทพเซียน "ฮิ ๆ ๆ ๆ ..."
หลินซื่อกินข้าวไม่ลง นางยืนอยู่ที่หน้าประตูมองดูลูกไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในหมู่บ้านข้าง ๆ 'หากไม่ใช่เพราะซุ่ยซุ่ย ภัยพิบัติครั้งนี้คงเกิดขึ้นที่หมู่บ้านตระกูลหวังแล้วใช่หรือไม่?'
ทุกคนในหมู่บ้านต่างนั่งไม่ติด ต่างพากันไปรอฟังข่าวที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ซุ่ยซุ่ยยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ประจวบเหมาะกับที่มองเห็นไก่ป่าสองตัวนั้นเดินเชิดหน้าชูคอกลับเข้าบ้านมาพอดี
"วันนี้ไข่ของพวกเ้าเล่าอยู่ที่ใด?" เด็กน้อยถามด้วยท่าทางขึงขังแต่ก็น่าเอ็นดู ดวงตากลมโตจ้องเขม็ง
ไก่ป่าเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ทว่าด้านหลังกลับมีไก่ป่าอีกหกตัวเดินตามเข้ามาแล้วต่างพากันหมอบลงที่มุมลานบ้าน
"เ้าทำเอาไก่ป่าโมโหจนต้องเข้าป่าไปตามพวกมาเชียวหรือ?" เหยียนหลางชี้ไปที่น้องสาวด้วยอาการสั่นเทา 'ถึงขั้นทำเช่นนี้ได้เชียวหรือ?!'
ซุ่ยซุ่ยลูบจมูกตัวเอง นางเพียงไม่ทันระวัง เผลอใช้พลังวาจาสิทธิ์เปิดสติปัญญาให้พวกไก่ป่าเสียแล้ว
"กินไข่เยอะ ๆ จะได้ตัวสูง ๆ จะได้อ้วน ๆ ชีวิตจะได้รุ่งเรือง น้องสาวจะได้ถูกเลี้ยงให้อ้วนท้วน" นางยืนเท้าสะเอว ริมฝีปากแดงระเรื่อฟันขาวสะอาด ดูไปแล้วช่างเหมือนเด็กหญิงตระกูลหลินเสียจริง
"ใช่ ๆ ๆ เ้าเป็ถึงบรรพบุรุษตัวน้อยของหมู่บ้าน แน่นอนว่าต้องเลี้ยงให้อ้วนท้วน..." เหยียนหลางเห็นท่าทางของนางก็หัวเราะร่า เขาอุ้มน้องสาวและจูงน้องชายเดินตามหลินซื่อไป
บรรยากาศในหมู่บ้านตึงเครียด ยามที่สามพี่น้องเดินผ่านไป มีบางคนลอบเบะปากใส่ "อา... นี่มันเกิดเื่ใดขึ้นกันแน่!" พอก้าวเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเสี่ยวเฉินซื่อ
เสี่ยวเฉินซื่อผู้นี้คือหลานสาวจากบ้านเดิมของเหล่าเฉินซื่อแต่งให้กับเหยียนเหล่าเอ้อเป็ภรรยา และให้กำเนิดเหยียนหม่านชางกับเหยียนจูจู เห็นเพียงเหยียนหม่านชางเนื้อตัวดำมอมแมม เส้นผมถูกไฟคลอกไปกว่าครึ่งวิ่งกลับมา
ส่วนเหยียนจูจูเดินเท้าเปล่า ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงพลางร้องไห้โฮ เสี่ยวเฉินซื่อกอดบุตรชายไว้ ทว่าเหยียนเหล่าเอ้อกลับแบกมารดาที่ถูกฟ้าผ่าและยังไม่หายดีเร่งรุดตามมา
เหยียนหม่านชางได้ยินคำถามก็ตัวสั่นเทิ้ม "ไม่... ไม่ขอรับ พวกเขาไม่ได้มาชิงเสบียง พวกเขา... พวกเขาเหมือนจะมาตามหาคนใดคนหนึ่ง ฆ่าคนไปมากมายเหลือเกิน ในหมู่บ้านตายไปตั้งเท่าใดแล้ว"
"ท่านแม่ ท่านลุงถูกฆ่าแล้วขอรับ ฮือ ๆ ท่านยายก็ถูกฟัน... พวกเขายังวางเพลิงเผาหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยกองเพลิง ทุกคนต่างติดอยู่ในกองไฟขอรับ พวกเราแอบหนีกลับมา หากไม่วิ่งให้ไว เกรงว่าคงตายอยู่ที่นั่นแล้ว"
เสี่ยวเฉินซื่อทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดังปึก 'น้องชายตายแล้วหรือ? ท่านแม่ก็ตายแล้วหรือ? หมู่บ้านถูกเผาจนสิ้นแล้ว'
"เ้าว่ากระไรนะ?" หัวหน้าหมู่บ้านสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง!
"เป็การมาล้างแค้น เป็เพราะคนพวกนั้นที่เหยียนชุนฮวานำกลับมาแท้ ๆ มิน่าเล่าถึงยอมมอบเสบียงมากมายเพื่อเข้าหมู่บ้าน ที่แท้ก็มาเพื่อหลบภัยนี่เอง!"
"ไอ้คนสมควรตายผู้นั้น เกือบจะทำเอาคนทั้งหมู่บ้านเราต้องตายตกตามกันไปแล้ว! หากไม่ใช่เพราะซุ่ยซุ่ยบอกว่าเขาเ้าเล่ห์และอับโชค หมู่บ้านที่รับเขาไว้คงเป็หมู่บ้านเรา"
"เช่นนั้น... เช่นนั้นยามนี้หมู่บ้านที่ถูกเข่นฆ่าและถูกเผาก็คงเป็หมู่บ้านเรา" ทุกคนต่างพากันพึมพำ
ความหนาวเหน็บสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมาจากฝ่าเท้าจนต้องลอบตัวสั่น "ซุ่ยซุ่ยเป็ผู้มีพระคุณของหมู่บ้านเราจริง ๆ " ทุกคนต่างหันไปมองเหยียนซุ่ยซุ่ยที่นอนฟุบอยู่บนหลังพี่ชาย ทว่าผู้มีพระคุณตัวน้อยกลับกำลังกัดนิ้วมือพลางน้ำลายสอเสียอย่างนั้น
"ท่านพี่ รีบแบกหม่านชางกลับไปเถิด ข้าจะอุ้มจูจูเอง..." เสี่ยวเฉินซื่อหลั่งน้ำตาด้วยความปวดใจ นางมองไปยังยอดเขา อยากจะขอร้องให้หัวหน้าหมู่บ้านไปช่วยคน แต่ทว่าไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไร
แต่หัวหน้าหมู่บ้านกลับจ้องมองนางด้วยสีหน้ามืดครึ้ม "เมื่อครู่เ้ากลับมาจากที่ใด เ้าข้ามยอดเขามาใช่หรือไม่? แล้วเ้าได้ลบเลือนร่องรอยตามหลังหรือไม่?" หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ทว่าเหยียนหม่านชางกลับก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด แล้วหลบไปอยู่ด้านหลังเสี่ยวเฉินซื่อ หัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ
"เ้าคนเขลา เหตุใดไม่เดินอ้อมเสียหน่อยค่อยกลับมา? เ้าไม่กลัวว่าจะนำพาเ้าพวกเดรัจฉานพวกนั้นมาที่นี่หรืออย่างไร? เ้ากำลังจะทำให้พวกเราตายกันหมด!"
มือเท้าของหัวหน้าหมู่บ้านสั่นเทา คนกลุ่มนั้นยังไม่จากไป เกรงว่าคงยังไม่พบตัวคุณชายน้อยผู้นั้น หมู่บ้านตระกูลหวังที่อยู่ห่างกันเพียงหมู่บ้านเดียว จะรอดพ้นจากภัยครั้งนี้ไปได้อย่างไร? หัวหน้าหมู่บ้านฟาดฝ่ามือใส่เหยียนหม่านชางจนหน้าบวมฉึ่งในพริบตา
"หัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้าน เขายังเด็กนัก หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านช่วยส่งคนไปช่วยหมู่บ้านหลินสุ่ยเถิดขอรับ? หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าขอร้องท่านละ" เสี่ยวเฉินซื่อคุกเข่าลงกับพื้นพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น
ในหมู่บ้านมีผู้คนที่เป็ญาติมิตรเกี่ยวพันกันไม่น้อย ยามนี้ดวงตาของทุกคนต่างเริ่มแดงก่ำด้วยความโศกเศร้า