ตอนที่32 มิจฉาชีพหลอกเด็ก
ประมาณ10 นาทีต่อมา โจวโจวค่อยๆ เดินคอตกเข้าไปในรถ หนูน้อยเดินไปสามก้าวหันมาสองก้าวดวงตากลมโตของเธอเฝ้ามองปู่ฉินและย่าฉินด้วยความหวัง เผื่อพวกเขาจะเรียกเธอกลับมา
เมื่อเห็นท่าทีแบบนี้ของหนูน้อยย่าฉินเกือบจะหลุดขำออกมา แล้วหันไปโบกมือให้หนูน้อย
โจวโจวตาเป็ประกายทันทีหนูน้อยชักฝีเท้าวิ่งกลับมา
ย่าฉินก้มตัวลงไปจัดเสื้อให้หนูน้อยแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม: “โจวโจวรีบไปเถอะ รีบไปรีบกลับนะจ๊ะ”
โจวโจว:“……”
ฮึกๆ คุณย่านิสัยไม่ดีเลย
“ไปเถอะย่าต้องรอให้สุขภาพแข็งแรงแล้วถึงจะพาโจวโจวออกไปเที่ยวเล่นได้”
ได้ยินเช่นนั้นโจวโจวขยับหูเล็กน้อย สุดท้ายหนูน้อยจำต้องยอมเดินคอตกเดินไปขึ้นรถด้วยความหดหู่
ทันทีที่ขึ้นรถหนูน้อยก็นั่งข้างประตู ห่างจากฉินเริ่นทันที
ฉินเริ่นกวาดตามองเธอโดยไม่พูดอะไรเช่นกันเขาพยักหน้าบอกให้คนขับรถล็อครถให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กน้อยตกรถ
ตลอดทางโจวโจวลอบมองฉินเริ่นอยู่หลายครั้งเมื่อเห็นว่าในที่สุดเขาก็หลับตาลงราวกับหลับไปแล้วหนูน้อยถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อััได้ว่าหนูน้อยผ่อนคลายลงแล้วฉินเริ่นรู้สึกตลกมาก เขาจงใจลืมตาขึ้นมา และเป็อย่างที่เขาคาดไว้ไม่มีผิดเด็กน้อยรีบตื่นตัวทำท่าทีระแวดระวังดวงตาของเธอเบิกกว้างราวกับกระต่ายน้อยตื่นตูม
ตลกแบบแปลกๆ แฮะ
แต่เมื่อเห็นว่าหนูน้อยกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมาเขาถึงได้เลิกแกล้งเธอ
เห็นแบบนั้นโจวโจวจึงค่อย ๆ เบียดไปที่ประตูรถตัวอ้วนฟูของหนูน้อยแทบจะแนบไปกับประตูรถอยู่รอมร่อแล้ว หนูน้อยเม้มปาก สูดจมูกเธอกลัวพี่ใหญ่นักวิทยาศาสตร์ที่อาจจะจับเธอไปหั่นเป็แผ่นสาวน้อย
ในเวลานี้คนขับเลี้ยวรถไปตามทางอย่างกระทันหัน โจวโจวไม่ทันได้เตรียมตัวทำให้หนูน้อยเซจนเกือบจะตกเบาะไม่ทันรอให้เธอยื่นมือไปคว้าหาที่พยุงมือใหญ่ของพี่ใหญ่ก็ยื่นมาประคองไหล่ของหนูน้อยเอาไว้แล้ว
เธอตะลึงไปเล็กน้อยแล้วค่อย ๆเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าในแววตาของพี่ใหญ่นักวิทยาศาสตร์เผยให้เห็นถึงความกังวลใจ
“นั่งดีๆ นะ” ฉินเริ่นปล่อยมือพลางพูดอย่างอ่อนโยน
“อ้อ”โจวโจวนั่งหลังตรงแต่โดยดี หนูน้อยวางมือลงบนเข่าของตัวเองแล้วลอบมองไปยังฉินเริ่นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเขาหลับตาอีกแล้วเธอก็ยิ่งมองเขาอย่างเปิดเผยยิ่งขึ้น
ดูเหมือนพี่ใหญ่นักวิทยาศาสตร์จะเป็คนดีมากเลยนะ
และถ้าเขาไม่จับเธอหั่นเป็แผ่นสาวน้อยก็คงดีกว่านี้
เธอเม้มริมฝีปากมองไปทางอื่นหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่ได้สังเกตว่าฉินเริ่นก็มองมาที่เธอเช่นกัน
หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็มาถึงร้านขายยาจีนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง
หลังจากเข้าไปในร้านแล้วกลิ่นอันเข้มข้นของยาสมุนไพรจีนลอยโชยเข้ามาในจมูกทันทีรอบด้านเต็มไปด้วยตู้ใส่ยาสมุนไพรที่มีชื่อแปะไว้ทุกตู้
โจวโจวเงยหน้าขึ้นมองเบื้องหน้าของเธอเต็มไปด้วยตู้สมุนไพรจีนเป็จำนวนมาก หนูน้อยร้อง “ว้าว”ออกมาด้วยความตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยชนบทที่เพิ่งเข้าเมือง
เธอไม่เคยเห็นตู้ยาขนาดใหญ่เช่นนี้มาก่อนจริงๆเพราะปกติเวลาอยู่บนูเา หากเธอ้าใช้สมุนไพรอะไรก็มักจะไปหาเก็บมาแบบสด ๆจะเคยเจอสถานที่ที่รวบรวมยาสมุนไพรไว้อย่างพร้อมพรั่งและจัดเก็บอย่างเป็ระเบียบหมวดหมู่เช่นนี้ได้อย่างไร
เมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามาในร้านพนักงานหรี่ตาขึ้นมองเล็กน้อย และเมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาเป็เด็กหนุ่มและเด็กตัวเล็กเขาก็ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือต่อไปอย่างไม่สนใจ
ฉินเริ่นขมวดคิ้วแล้วหันไปมองน้องสาวที่ยังคงกวาดตามองของในร้านด้วยความสงสัยเขาเม้มปากโดยไม่พูดอะไร
ผ่านไปสักพักหลังจากกที่โจวโจวสำรวจมองจนรอบแล้วหนูน้อยก็วิ่งไปตรงหน้าพนักงานขายแล้วเขย่งปลายเท้าคุยกับเขา “คุณอาหนูอยากซื้อสมุนไพร”
“ซื้ออะไร? ”
“หนู้าหรูเซียง[1] อั่งฮวย[2] ไฉหู[3] ชวนซยง[4] ดอกเสาเย่า[5]……”
โจวโจวพูดรายชื่อสมุนไพรออกมาในรวดเดียวหนูน้อยร่ายรายชื่อสมุนไพรออกมาจนพนักงานขายตะลึงเขาก้มหน้าลงไปมองหนูน้อยน่ารักอีกครั้งตอนแรกเขานึกว่าเด็กสองคนนี้ติดเล่นจนเข้ามาผิดที่แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะรู้จักชื่อยาสมุนไพรเหล่านี้ด้วย
“……จัดยาสมุนไพรพวกนี้ให้หนูอย่างละ10 ชั่ง แล้วเอาโสมอายุพันปีให้หนูด้วย”
“ฮ่าฮ่า——”ตอนแรกพนักงานขายยังตกตะลึงอยู่ แต่เมื่อเขาได้ยินประโยคสุดท้ายนั้นเขาก็หลุดขำออกมา
โจวโจวหยุดพูดเธอเงยหน้าขึ้นมองเขา เพราะไม่เข้าใจว่าเขาหัวเราะอะไร
พนักงานขายพูดว่า“เด็กน้อย ใครสอนเธอพูดประโยคพวกนี้หรือ ? คิดจะซื้อโสมพันปีหรือไง นี่เธอคิดว่ากำลังดูละครอยู่หรือ มีที่ไหนบ้างที่ขายโสมอายุพันปีน่ะ”
ได้ยินแบบนั้นโจวโจวก็ขมวดคิ้ว หนูน้อยฟังออกว่าเขาดูถูกเธอแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พยายามระงับความโกรธไว้แล้วถามอย่างอดทนว่า“งั้นน่าจะมีโสมอายุ 800 ปีใช่ไหม”
เพราะนี่คือตัวยาหลัก ต้องใช้ที่มันมีคุณภาพดีหน่อย
“ไม่มี”พนักงานขายตอบกลับห้วนๆเขาคร้านเกินกว่าจะสนใจเด็กน้อยแล้วจึงก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือต่อแถมยังพูดพึมพำกับตนเองว่า “ไม่รู้ว่าเป็เด็กเวรจากบ้านไหนใครเขาซื้อยาสมุนไพรทีละสิบชั่งกันเล่า โง่หรือเปล่า”
โจวโจวหูผึ่งหนูน้อยได้ยินประโยคนี้พอดี ในขณะที่เธอกำลังจะระบายความโกรธนั้นเธอก็เห็นว่าเงาร่างหนึ่งเดินนำออกไป ฉินเริ่นถอดแว่นตาออกมา เขาเช็ดแว่นช้า ๆแล้วพูดว่า “นายว่าอะไรนะ ? ”
ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มจะมีหน้าตาที่หล่อเหลาดูอ่อนโยนแต่จู่ ๆ บรรยากาศรอบตัวของเขาพลันเย็นะเืขึ้นอย่างฉับพลันเขาเงยหน้าขึ้นมองพนักงานขายอย่างไม่แยแสดวงตาคมดุจเหยี่ยวของเขาทำให้พนักงานขายเกิดขาอ่อนแรง เกือบล้มหงายหลังไปกับพื้น
โจวโจวมองเขาด้วยความตกตะลึงเช่นกัน
ดูเหมือนพี่ใหญ่จะกลายเป็คนโหดในชั่วพริบตา
หนูน้อยชอบพี่ใหญ่ที่เป็แบบนี้!
ถึงแม้จะดูโหดไปบ้างแต่เธอไม่ได้กลัวการต่อสู้ขอเพียงแค่พี่ใหญ่ไม่ทำท่าทีเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่จะจับเธอไปหั่นเป็แผ่นก็พอแล้ว!
พนักงานขายเองก็กลัวเด็กหนุ่มคนนี้เช่นกันเขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะบังคับตัวเองให้พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาได้ “ร้านร้านของเราไม่มีโสมพันปีจริง ๆ ”
“แล้วมีที่ไหนบ้างล่ะ? ”
พนักงานในร้านส่ายหน้า“ที่ไหนก็ไม่มีทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าเป็โสมอายุ 500ปีน่าจะมีอยู่ที่ร้านขายยาเสิ่นหนงถาง”
เมื่อได้ยินแบบนั้นฉินเริ่นจึงหันไปถามความเห็นของโจวโจว
โจวโจวถามพนักงานไปว่า“ไม่มีโสมที่อายุเก่าแก่กว่านี้หรือ ? ”
“ไม่มีแล้วโสมอายุ 500 ปีถือว่าเป็โสมที่เก่าแก่ที่สุดในตอนนี้แล้ว”
“ก็ได้”โจวโจวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ถ้ารู้ว่าจะเป็แบบนี้ั้แ่แรกหนูน้อยก็คงขอโสมจากอาจารย์ก่อนลงเขามาแล้วเพราะในห้องของอาจารย์มีโสมต้นใหญ่ที่มีอายุยาวนานกว่า 800 ปีซ่อนอยู่เพียงแต่อาจารย์เก็บรักษามันไว้เหมือนสมบัติล้ำค่าปกติจะไม่เอาออกมาให้ใครได้เชยชม
“ขอโทษน้องสาวฉันด้วย”ฉินเริ่นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเขาใช้แววตาที่แสนเ็ากดดันจนพนักงานในร้านแทบจะหายใจไม่ออก
พนักงานที่ทนแรงกดดันไม่ไหวรีบก้มหัวขอโทษทันที“ขอโทษด้วย ขอโทษครับ ผมพูดผิดเอง”
หลังจากที่เหลือบมองพนักงานคนนั้นด้วยแววตาเ็าอีกครั้งฉินเริ่นละสายตากลับมาแล้วเคาะที่เคาน์เตอร์“ต่อไปนี้ถ้าหากไม่รู้จักพูดให้เป็ก็เย็บปิดปากตัวเองไปซะ”
เขาใช้น้ำเสียงที่สงบที่สุดมาพูดคำพูดที่น่ากลัวที่สุดพนักงานคนนั้นใแล้วรีบเอามือปิดปากตัวเองด้วยความกลัวจากนั้นก็ออกแรงพยักหน้าราวกับไก่จิกข้าวเปลือก
เมื่อเห็นว่าพนักงานคนนั้นสงบเสงี่ยมแล้วฉินเริ่นถึงได้เดินจูงมือโจวโจวออกไปนอกร้าน
เพิ่งจะเดินมาถึงประตูร้านกระจกบนเคาน์เตอร์พลันแตกดัง ‘เพล้ง ! ’ แล้วร่วงลงกับพื้นพร้อมเสียงแตกทำให้พนักงานขายมองฉากนี้ด้วยความใ
โจวโจวหันกลับไปมองครู่หนึ่งจากนั้นก็เงยหน้ามองฉินเริ่น หนูน้อยเลื่อมใสเขามาก เพราะเขาเก่งมากเลย !
ทั้งที่อายุน้อยขนาดนี้แต่กลับสามารถทำให้กระจกแตกได้ในชั่วพริบตา ดูจากแรงแล้ว เขาจะต้องเป็ยอดฝีมือคนหนึ่งแน่นอน!
หนูน้อยอยากจะประลองกับพี่ใหญ่ของเธอเสียแล้วสิ!
ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นจู่ ๆ เธอก็เห็นว่าพี่ใหญ่สวมแว่นกลับเข้าไปทำให้มาดนักวิทยาศาสตร์ผู้แก่เรียนกลับมาอีกครั้ง โจวโจวใมากหนูน้อยรีบสะบัดมือเขาออกแล้วกอดหัวตัวเองวิ่งออกไปหลายเมตร
ช่วยด้วย! พี่ใหญ่นักวิทยาศาสตร์กลับมาแล้ว !
เมื่อเห็นเธอเป็แบบนี้ฉินเริ่นขมวดคิ้วขึ้น ในแววตาของเขาเผยให้เห็นความขบขัน แต่จู่ ๆเขาก็เห็นว่ามีคนโผล่พรวดเข้ามาอยู่ตรงหน้าเธอ ในขณะที่กำลังจะเตือนโจวโจวก็วิ่งชนคนนั้นเข้าแล้ว
โจวโจวชะงักไปเพื่อรู้ว่าตัวเองวิ่งชนคนอื่นแล้ว ในขณะที่หนูน้อยกำลังจะเงยหน้าขอโทษนั้น
ก็เห็นว่าชายแก่ตรงหน้าเธอร้อง“โอ๊ย” ออกมา เขาล้มลงกับพื้นด้วยท่าทีที่แข้งขาดูไร้เรี่ยวแรงการล้มของเขาดูเด่นสะดุดตามาก
เขาสวมชุดสไตล์ถังสีแดงใบหน้ามีเืฝาด ไม่มีท่าทีของคนที่อ่อนแอเลยสักนิดแต่กลับร้องเอะอะโวยวายว่าเจ็บด้วยพลังเสียงที่เต็มเปี่ยม
ฉินเริ่นกำลังจะเรียกชายแก่คนนั้นก็เห็นว่าชายแก่ถลึงตาใส่นั่งอยู่บนพื้นโดยไม่มีท่าทีว่าจะยอมลุกขึ้นเด็กหนุ่มกระตุกมุมปากแล้วกลืนคำพูดลงไป เขาขมวดคิ้ว มีสีหน้าที่อธิบายได้ยากสุดท้ายเขาจึงเบ้ปากแล้วหันมองไปทางอื่น
เขาคนนี้เป็ถึงหัวหน้าแผนกแพทย์แผนจีนประจำโรงพยาบาลกลางจิงเฉิงเป็ถึงหมอเทวดาหลิวผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศแต่กลับแกล้งทำตัวเป็มิจฉาชีพหลอกเด็ก น่าขายหน้าชะมัด !
หลิวฮั่นชิวไม่สนใจความคิดของเด็กหนุ่มเพราะในใจของเขาเฝ้าแต่นึกถึงยาเม็ดนั้นที่ฉินเริ่นเอามาให้เขาดู
เขาจับจ้องไปที่โจวโจวกระทั่งเขาหันไปเห็นขวดกระเบื้องเคลือบในมือของหนูน้อยทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เป็ประกายทันที
หาเจอแล้ว!
เขาไม่สามารถละสายตาออกไปได้เขาจ้องตรงไปที่มันแล้วพูดเสียงดังว่า: “ไอ้โหยว หนูน้อยหนูทำคนแก่อย่างฉันกระดูกหักแล้ว ! ”
โจวโจวมองฉากนี้ด้วยความตกตะลึง
[1] 乳香 หรูเซียงมีฤทธิ์สลายเืคั่งและขับหนอง
[2] 红花 อั่งฮวย หรือ ดอกคำฝอยช่วยให้เืไหลเวียนดี ขจัดเืคั่ง บรรเทาอาการปวด
[3] 柴胡 ไฉหู ช่วยผ่อนคลายตับระงับปวด
[4] 川穹 ชวนซยงช่วยปรับการไหลเวียนของเื ช่วยระงับปวด
[5] 芍药 ดอกเสาเย่าปรับการไหลเวียนเื ระงับปวด ปรับสมดุลของตับ