ในฐานะยอดฝีมือขอบเขติญญา ความน่าสะพรึงกลัวของจีเฟิ่งเหยียนนั้นเหนือกว่าที่ทุกคนในที่แห่งนี้จะหยั่งรู้ และแน่นอนว่านางย่อมเป็คนแรกที่มองเห็นพลังต่อสู้ที่แท้จริงของเฉินฉางอัน
เพียงขอบเขตสามัญระดับสามกลับมีพละกำลังม้าถึงหกสิบตัว เื่นี้ทำให้จีเฟิ่งเหยียนรู้สึกตกตะลึงอยู่บ้าง พร์ระดับนี้ต่อให้นำไปเปรียบเทียบกับบรรดาบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเฉินฉางอันเป็เพียงข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อย ถึงขั้นไม่มีปัญญาซื้อโสมร้อยปีแม้เพียงต้นเดียว ตามหลักแล้วการจะทะลวงเข้าสู่ขั้นโลหิตหลอมรวมปราณยังนับเป็เื่ยาก
ส่วนบรรดาบุตรศักดิ์สิทธิ์หรือธิดาศักดิ์สิทธิ์เ่าั้ ั้แ่เกิดมาก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาและประสาทพรจากยอดฝีมือผู้มีอิทธิฤทธิ์มากมาย ได้ใช้โอสถทิพย์นานาชนิดเคี่ยวกรำกระดูกและเส้นเอ็น
ดูท่าแล้วเ้าเด็กผู้นี้… ย่อมต้องมีความลับซ่อนอยู่เป็แน่!
แน่นอนว่าความสำเร็จเพียงเล็กน้อยนี้ สำหรับจีเฟิ่งเหยียนแล้วไม่ได้สำคัญอะไร นางเองก็เป็ลูกรัก์ผู้วาสนาอันยิ่งใหญ่และมีความน่าสะพรึงกลัวเหนือผู้ใด
ทว่าสิ่งที่ทำให้ร่างกายของจีเฟิ่งเหยียนสั่นสะท้านและเต็มไปด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่าระดับพลังที่หนาแน่นนั้นก็คือ ในชั่วขณะที่เฉินฉางอันลงมือ ตัวเขากลับหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับปราณิญญาที่ล่องลอยอยู่ระหว่างฟ้าดิน เจตจำนงกระบี่ที่ไร้นามอบอวลไปทั่วทั้งตำหนัก ยามที่ลงมือเฉินฉางอันราวกับเปลี่ยนร่างเป็กระบี่คมที่พร้อมจะฟันฝ่าเปิดฟ้าดิน
ภายใต้การรบกวนของเจตจำนงกระบี่สายนี้ กระบี่ข้างกายของจีเฟิ่งเหยียนถึงกับส่งเสียงสั่นะเื ‘วิ้ง วิ้ง วิ้ง’ ออกมา เพียงแต่ระดับพลังของเฉินฉางอันนั้นต่ำเตี้ยเกินไปเขาจึงไม่สามารถชักนำอานุภาพของเจตจำนงกระบี่ที่ไร้นามนี้ออกมาได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการดูดซับปราณิญญาที่ล่องลอยอยู่รอบกายเลย ในที่แห่งนี้นอกจากจีเฟิ่งเหยียนที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขติญญาไปนานแล้ว คนอื่น ๆ หรือกระทั่งตัวเฉินฉางอันเองก็ไม่สามารถััถึงการมีอยู่ของเจตจำนงกระบี่สายนี้ได้
"คิดไม่ถึงเลยว่าตระกูลจีของข้าจะมีผู้กายากระบี่โดยกำเนิดปรากฏออกมา แต่น่าเสียดายที่เจตจำนงกระบี่ยังไม่เป็รูปเป็ร่าง อีกทั้งกายากระบี่ก็ยังไม่ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์"
กายากระบี่โดยกำเนิด เชี่ยวชาญวิถีโอสถ และที่สำคัญที่สุดคือความเด็ดขาดในการสังหาร เป็ข้ารับใช้ทว่าไร้สิ้นซึ่งสันดานทาส จิตใจแน่วแน่เหนือคนธรรมดา
เมื่อจ้องมองเฉินฉางอันอีกครั้ง สายตาของจีเฟิ่งเหยียนก็แปรเปลี่ยนไปแล้ว
"เมื่อนำไปเปรียบกับเฉินฉางอันแล้ว จีอู๋เซี่ยงที่สิ้นเปลืองทรัพยากรล้ำค่าไปมหาศาลตลอดหลายปีมานี้ แต่ยังเป็ได้เพียงศิษย์สายนอกของตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่าง ช่างน่า..."
เมื่อคิดได้เช่นนี้จีเฟิ่งเหยียนก็ค่อย ๆ หลับตาลง นางไม่มีความจำเป็ที่จะต้องยื่นมือเข้าไปสอดแทรกอีกต่อไป
เดิมทีนางคิดว่าเฉินฉางอันย่อมไม่อาจต้านทานผู้ดูแลสามได้ และในยามคับขันนางจะลงมืออย่างเด็ดขาดเพื่อช่วยชีวิตเขาเอาไว้เพื่อแลกกับวิธีประสานฤทธิ์โอสถของบัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์
ทว่าหากลงมือในยามนี้ คนที่นางเข้าช่วยดูท่าจะเป็ผู้ดูแลสามเสียมากกว่า และเมื่อเทียบกับเฉินฉางอันแล้วความเป็ความตายของผู้ดูแลสามย่อมไม่สลักสำคัญอะไรเลย
สิ่งที่จีเฟิ่งเหยียนต้องพิจารณาในยามนี้คือ หลังจากนี้จะจัดการกับยอดฝีมืออย่างเฉินฉางอันผู้นี้อย่างไรดี?
ความคิดทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว ทันทีที่จีเฟิ่งเหยียนหลับตาลงสองหมัดของเฉินฉางอันและผู้ดูแลสามก็พุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุดัน ท่ามกลางสายตาเยาะเย้ยของทุกคน
ตู้ม!
ทั้งสองฝ่ายต่างก็้าสังหารอีกฝ่ายให้สิ้นซาก ดังนั้นทันทีที่ลงมือจึงทุ่มเทแรงกายทั้งหมดที่มีโดยไม่มีการออมแรงแม้แต่น้อย
ผู้ดูแลสามที่มี ‘พละกำลังม้าพยศยี่สิบตัว’ เข้าปะทะกับเฉินฉางอันที่มี ‘พละกำลังม้าพยศหกสิบตัว’
ภายใต้ความต่างของพลังถึงสามเท่านี้ ผู้ดูแลสามััได้เพียงว่าหมัดของตนราวกับชกเข้าที่กำแพงเหล็ก เพียงพริบตาเดียวความรู้สึกทั้งหมดก็มลายหายไป
ในยามที่ผู้ดูแลสามตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ พลังที่รุนแรงยิ่งกว่าก็พุ่งผ่านหมัดตรงเข้าสู่แขนทั้งข้างเสียแล้ว
ตู้ม!
พละกำลังม้าพยศหกสิบตัวถูกปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์ แขนทั้งข้างของผู้ดูแลสามะเิออกทันที กระดูกมือแตกกระจาย เนื้อหนังเละเทะเป็ก้อนดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
"อ๊าก!!"
เสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนดังกึกก้องไปทั่วทั้งตำหนัก พลังมหาศาลซัดร่างของผู้ดูแลสามจนกระเด็นลอยละลิ่วขึ้นไปกลางเวหา ก่อนจะตกลงกระแทกพื้นอย่างแรงจนกระอักโลหิตออกมาไม่หยุดตกอยู่ในสภาพปางตาย
ขอบเขตสามัญระดับสามข้ามขั้นต่อสู้เอาชนะระดับห้า เดิมทีก็เป็เื่ปาฏิหาริย์อยู่แล้ว แต่นี่เพียงหมัดเดียวก็ต่อยอีกฝ่ายจนสิ้นสภาพไร้ทางสู้และใกล้จะสิ้นใจ นี่นับเป็ปาฏิหาริย์เหนือปาฏิหาริย์!
ผู้ดูแลใหญ่ ผู้ดูแลรอง รวมถึงสาวใช้และองครักษ์นับสิบ ณ ที่นั้น ต่างเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจ้องมองร่างของเฉินฉางอันที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงกลางดุจดั่งเทพาด้วยความตกตะลึงจนสติหลุดลอย
ไม่น่าเป็ไปได้!
ไม่มีทางเป็ไปได้เด็ดขาด!
หรือว่าตาจะฝาดไป คนที่ล้มลงไปจะเป็ผู้ดูแลสามได้อย่างไรกัน?
ยามเจ็บไข้ต้องซ้ำเติม ยามล้มต้องปลิดชีพ!
เพราะเกรงว่าคุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนจะยื่นมือเข้ามาขวาง เฉินฉางอันจึงไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เขาวูบกายพุ่งเข้าหาผู้ดูแลสามที่นอนกระอักโลหิตอยู่บนพื้นด้วยความเร็วสูงสุด
ฟึ่บ!
เท้าขวาถีบส่งร่าง เฉินฉางอันทะยานขึ้นกลางเวหาโคจรพลังปราณโลหิตในกาย รวบรวมพลังไว้ที่ฝ่าเท้าขวาแล้วถีบลงที่หน้าอกของผู้ดูแลสามอย่างรุนแรง
ตู้ม!
พร้อมกับเสียงกระดูกแตกที่ดังชัดเจน หน้าอกทั้งแถบของผู้ดูแลสามถูกถีบจนยุบลงไปทันที
"อ๊าก!!"
ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนผู้ดูแลสามเบิกตาโพลง โลหิตสดพุ่งพวยออกจากปากราวกับน้ำพุ แม้จะเห็นว่าผู้ดูแลสามมีลมหายใจรวยรินใกล้จะขาดใจแต่เฉินฉางอันก็ยังไม่วางใจ
เขาเคยได้ยินมาว่ายอดฝีมือบางคนแม้จะเหลือเพียงศีรษะเดียวก็ยังสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ ดังนั้นท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนเฉินฉางอันจึงประสานนิ้วมือทั้งสองข้างเข้าหากันกลายเป็หมัดเหล็กที่บรรจุพละกำลังม้าพยศหกสิบตัว
ทุบลงบนศีรษะของผู้ดูแลสามอย่างอำมหิต
"คะ... คุณหนูใหญ่ ชะ… ช่วย"
ตู้ม!
ผู้ดูแลสามยังกล่าวไม่ทันจบประโยค ศีรษะของเขาพลันะเิออก โลหิตสีแดงฉานและมันสมองสีขาวสาดกระจายย้อมชุดของเฉินฉางอันจนดูน่าสยดสยอง
เงียบ… เงียบสงัดราวกับป่าช้า
นอกจากเสียงหัวใจเทาเที่ยในกายที่เต้นรัวเร็วขึ้นแล้ว ทั่วทั้งตำหนักกลับไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมาเลย
ทันทีที่ผู้ดูแลสามสิ้นชีพ หัวใจเทาเที่ยก็แผ่ซ่านความปรารถนาอันแรงกล้าที่อยากจะกลืนกินศพนั้นออกมา
เฉินฉางอันข่มใจยับยั้งความ้าที่จะดูดซับปราณโลหิตรอบกายของผู้ดูแลสามเอาไว้ แม้เขาจะรู้ดีว่าหากกลืนกินผู้ดูแลสามที่อยู่ในขั้นเก้าวัวสองพยัคฆ์เข้าไป เขาคงจะสามารถทะลวงขอบเขตได้อีกครั้งอย่างแน่นอน
ทว่าคุณหนูใหญ่ยังอยู่ที่นี่ หากใช้เคล็ดวิชาเทาเที่ยกลืนนภาออกมาในยามนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
"ไอ้เด็กนี่มันช่างอำมหิตนัก! ผู้ดูแลสามหมดหนทางสู้แล้ว เหตุใดเ้ายังต้องลงมือสังหารอย่างโเี้ถึงเพียงนี้ด้วย?"
ผู้ดูแลรองได้สติกลับมา เขาชี้หน้าด่าทอเฉินฉางอันดังลั่น
"เฉินฉางอัน! เ้าช่างมีจิตใจชั่วร้ายนักตระกูลจีของข้าไม่อาจเก็บเ้าไว้ได้"
ผู้ดูแลใหญ่เองก็ประสานมือกล่าวกับจีเฟิ่งเหยียน เอ่ยเสริมขึ้น
"คุณหนูใหญ่ เ้าเด็กนี่มีจิตสังหารรุนแรงเกินไปไม่ต่างอะไรกับอสูรที่ดุร้าย หากเก็บไว้จะเป็ภัยต่อภายหน้าอย่างแน่นอน!"
เฉินฉางอันถลึงตาจ้องมองผู้ดูแลใหญ่และผู้ดูแลรองด้วยประกายอาฆาตครั้งหนึ่ง ในขณะที่ปาดคราบโลหิตบนใบหน้า เขาก็ประสานมือคำนับจีเฟิ่งเหยียนบนบัลลังก์
"หากข้าน้อยผิด ขอคุณหนูใหญ่โปรดลงโทษด้วย"
เฉินฉางอันกำลังเดิมพัน วิธีประสานฤทธิ์โอสถของบัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์เขายังไม่ได้บอกออกมา เขาเดิมพันว่าคุณหนูใหญ่จะไม่ฆ่าเขา
อีกประการหนึ่ง ในเมื่อเฉินฉางอันสามารถสังหารผู้ดูแลสามได้ เช่นนั้นสำหรับคุณหนูใหญ่แล้วเฉินฉางอันย่อมมีคุณค่ามากกว่าผู้ดูแลสาม
"ในเมื่อเป็การต่อสู้ตัดสินความเป็ความตาย ย่อมต้องแบ่งแยกตายเป็ให้ชัดเจน!"
ในระหว่างที่พูดจีเฟิ่งเหยียนก็สะบัดมือครั้งหนึ่ง ร่างของผู้ดูแลสามก็ถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานขนาดใหญ่ เพียงชั่วพริบตาก็กลายเป็เถ้าถ่านไปต่อหน้าต่อตาเฉินฉางอัน
เฉินฉางอันรู้สึกปวดใจยิ่งนัก ให้ตายเถิด! เดิมทีเขาตั้งใจจะช่วยเก็บศพให้ผู้ดูแลสามเสียหน่อย ไม่ใช่เพราะเขามีมโนธรรมอะไรหรอกนะ เพียงแต่เขาคิดจะหาที่ลับตาคนเพื่อใช้เคล็ดวิชาเทาเที่ยกลืนนภา... เฮ้อ! ช่างเป็การเสียของโดยแท้
"ผู้ดูแลสามใส่ความเ้าก่อน ครั้งนี้เขาตายด้วยน้ำมือเ้าก็นับว่าเป็เวรกรรมตามสนอง เื่นี้ให้จบลงเพียงเท่านี้ห้ามผู้ใดเอ่ยถึงอีก"
ทันทีที่จีเฟิ่งเหยียนเอ่ยปาก ผู้ดูแลใหญ่และผู้ดูแลรองที่ทำท่าจะพูดต่อก็รีบหุบปากลงอย่างรู้ความ
"เฉินฉางอันชำระแค้นใหญ่ได้สำเร็จแล้ว ยามนี้เ้าควรบอกวิธีประสานฤทธิ์โอสถของบัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์ได้แล้วกระมัง?"
โอสถนิพพานจุติขั้นต่ำเกี่ยวพันกับการทะลวงคอขวด จีเฟิ่งเหยียนย่อมต้องให้ความสนใจอย่างยิ่ง
"......"
สิ้นคำถามนี้ร่างกายของเฉินฉางอันพลันสั่นสะท้าน บัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์ตัวเขาเคยเห็นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น จะไปรู้เื่วิธีประสานฤทธิ์โอสถได้อย่างไร?
เื่ที่เขาแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกลวงนี้ ทั้งหมดนั้นเป็เพราะถูกบีบคั้นจนไม่มีทางเลือก อย่างไรเสียก็ตายเหมือนกันสู้เสี่ยงดวงดูบางทีอาจจะพบหนทางรอด
แต่ในยามนี้ผู้ดูแลสามสิ้นชีพไปแล้ว เมื่อเผชิญกับคำถามของคุณหนูใหญ่ เฉินฉางอันจะเอาอะไรไปส่งมอบให้นางได้เล่า?
จะลนลานไม่ได้ จะแสดงความลนลานออกมาให้เห็นไม่ได้เด็ดขาด หากคุณหนูใหญ่มองออกว่าเขากำลังโกหกย่อมมีแต่ความตายสถานเดียว
หนทางรอดในยามนี้ มีเพียงคำเดียวเท่านั้นคือ… ถ่วงเวลา
"เรียนคุณหนูใหญ่ วิธีประสานฤทธิ์โอสถนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง"
เฉินฉางอันแสดงท่าทางสุขุมนิ่งเฉยประหนึ่งกระบี่คมที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเวหา ดูมั่นอกมั่นใจอย่างยิ่ง
"ยามนี้ข้าน้อยได้รับาเ็สาหัส หวังว่าคุณหนูใหญ่จะให้เวลาเตรียมการสักสิบ... ไม่สิ ห้าวัน"
ความเป็ความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย ชีวิตน้อย ๆ ของเขาตกอยู่ในกำมือของคุณหนูใหญ่ทั้งหมด
หากจีเฟิ่งเหยียน้าจะฆ่าเขา ระดับพลังที่ห่างกันถึงสิบกว่าระดับชั้น ต่อให้เขาจะฝืนลิขิตฟ้าเพียงใดก็ย่อมต้องตายแน่นอน เหงื่อเม็ดโตร่วงหล่นเป็สาย เฉินฉางอันประสานมือคำนับโดยไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง คำโกหกที่ตื้นเขินเช่นนี้ย่อมไม่อาจปิดบังคุณหนูใหญ่ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าหากเขาต้องตายอีกครั้งหัวใจเทาเที่ยนี้จะยังช่วยให้เขาฟื้นคืนชีพได้อีกหรือไม่…
"เื่การหลอมโอสถย่อมไม่อาจประมาทได้ สมุนไพรบางส่วนข้าเองก็ต้องเตรียมการใหม่ เช่นนั้นก็เอาตามที่เ้าว่า"
จีเฟิ่งเหยียนสะบัดมือขวดโอสถที่ทำจากเครื่องเคลือบดินเผาก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าพุ่งเข้าหาเฉินฉางอัน
"ในนี้มีโอสถรักษาอาการาเ็อยู่สามเม็ด เ้าจงรับไว้ ห้าวันนี้จงรักษาตัวให้ดี หาก้าสิ่งใดสามารถมาหาข้าได้ที่ตำหนักหลัก ห้าวันให้หลังจะเปิดเตาหลอมโอสถตามกำหนด!"
สิ้นคำพูดท่ามกลางความตกตะลึงของเฉินฉางอัน ผู้ดูแลใหญ่ และผู้ดูแลรองรวมถึงเหล่าผู้ติดตาม จีเฟิ่งเหยียนก็ขยับริมฝีปากแดงฉานเอ่ยคำตัดสินที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง
"เฉินฉางอันทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับสามขั้นหลอมกายากระดูกเหล็ก อีกทั้งยังเชี่ยวชาญในวิถีโอสถ ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป... เขาคือผู้ดูแลสามคนใหม่ของตระกูลจี!"