อรุณรุ่งแห่งวันเดินทางมาถึงพร้อมกับบรรยากาศอันคึกคักเป็พิเศษหน้าจวนเสนาบดีเซี่ย ทินกรเพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้าได้ไม่นาน แต่เหล่าบ่าวไพร่กลับวิ่งวุ่นกันจนแทบเท้าพันกัน
“เร็วเข้า..! ตรวจดูหีบโอสถให้ดีอีกครั้ง..!” “น้ำดื่มและเสบียงแห้งพร้อมแล้วใช่หรือไม่!” “ตรวจดูล้อรถม้าอีกรอบ! ข้าไม่้าให้มีสิ่งใดผิดพลาด!”
เสียงแหลมเล็กอันแสนคุ้นเคยของเสี่ยวชุ่ยดังขึ้นไม่หยุดหย่อน นางในฐานะผู้ควบคุมการจัดเตรียมสัมภาระของคุณชาย กำลังเดินวนรอบรถม้าทั้งสองคันที่จอดเทียบอยู่อย่างสง่างาม คันหนึ่งคือรถม้าประธานสำหรับคุณชาย อีกคันคือรถม้าสัมภาระที่บัดนี้ถูกบรรจุข้าวของจนเต็มแน่นเอี๊ยด ไม่เว้นแม้แต่หีบไม้จันทน์ขนาดใหญ่ที่พ่อบ้านเซี่ยเพิ่งนำมามอบให้เมื่อครู่ ซึ่งภายในบรรจุของกำนัลล้ำค่ามากมายสำหรับปราชญ์บัณฑิต ที่ท่านเสนาบดีคัดสรรด้วยตนเอง
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น...ร่างระหงในอาภรณ์สำหรับเดินทางสีฟ้าครามอันเรียบง่ายแต่ดูทะมัดทะแมง กลับนั่งจิบชาอย่างสงบอยู่บนม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นเฟิงใหญ่ เซี่ยหยางยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก พลางเมียงมองภาพของเสี่ยวชุ่ยที่เดินวนไปวนมาจนเขารู้สึกตาลายแทน
นี่คือครั้งแรก...ครั้งแรกอย่างแท้จริงที่เขาจะได้ออกไปสำรวจโลกภายนอกกำแพงจวนสกุลเซี่ยแห่งนี้ จิติญญาของเสิ่นอี้ที่เคยเดินทางท่องไปทั่วโลกในชาติภพก่อน กำลังเต้นเร่าด้วยความตื่นเต้นยินดีอย่างสุดระงับ ทว่านางก็ยังคงเก็บอาการไว้ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่งและสุขุมได้อย่างแเี
ขณะนั้นเอง พ่อบ้านเซี่ยผู้ชราภาพก็เดินนำบุรุษสามคนตรงมาทางเขา
“คารวะคุณชายใหญ่ขอรับ” พ่อบ้านเซี่ยโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะผายมือไปยังบุรุษในชุดสีดำสนิทที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าสุด บุรุษผู้นี้มีท่าทางองอาจ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว ที่เอวเหน็บกระบี่ยาวสามฉื่อไว้ แลดูน่าเกรงขามยิ่งนัก “นี่คือองครักษ์ อู๋อิ่ง องครักษ์ฝีมือดีที่สุดที่ท่านเสนาบดีคัดเลือกมาด้วยตนเอง ให้มาคอยคุ้มครองคุณชายตลอดการเดินทางขอรับ”
เขาผายมือไปยังชายฉกรรจ์อีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง “และนี่คือบ่าวรับใช้ชาย คนที่มีหนวดเคราดั่งราชสีห์ผู้นี้มีชื่อว่า อาหู่ ส่วนคนศีรษะเกลี้ยงเกลาที่ดูซื่อๆ ผู้นี้ชื่อว่า อากัง ทั้งสองเป็คนซื่อสัตย์และแข็งแรง พวกเขาจะคอยช่วยเหลือคุณชายในเื่งานหนักต่างๆ ขอรับ...เอ่อ...ทั้งสองก็พอมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้างเช่นกันขอรับ”
เซี่ยหยางพยักหน้ารับช้าๆ เขากวาดสายตามองทั้งสามคนอย่างพินิจพิเคราะห์ อาหู่และอากังดูแข็งแรงไว้ใจได้ แต่สายตาของเขากลับมาหยุดอยู่ที่องครักษ์อู๋อิ่งเป็พิเศษ
‘วรยุทธ์.?’ เสิ่นอี้ลอบขบขันอยู่ในใจ ‘ในโลกที่ข้าจากมา เื่ราวเช่นนั้นมันมีอยู่แต่ในนิยายปรัมปราเท่านั้น...ข้าอยากจะรู้นักว่าคนยุคสมัยนี้หลอกลวงคนรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างพวกเขาด้วยเื่เช่นนี้จริงหรือไม่’
อู๋อิ่งััได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างประเมินค่านั้นได้อย่างชัดเจน มันเป็สายตาที่แตกต่างจากคุณชายคนอื่นๆ ที่เขาเคยพบเจอ ไม่ใช่สายตาที่ดูแคลน แต่เป็สายตาที่...อยากรู้อยากเห็นและแฝงความกังขาบางอย่างจนน่าประหลาดใจ เขารีบหลุบตาลงต่ำตามสัญชาตญาณ เขารู้ดีว่าบุตรขุนนางใหญ่มักจะเย่อหยิ่งจองหองและไม่เห็นหัวใคร เขาเพียงแค่ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเท่านั้น
ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยวาจาใดต่อ เสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นเสียก่อน ฮูหยินใหญ่และพี่หญิงใหญ่เซี่ยอวี้เหวินได้เดินทางมาส่งเขาแล้ว
“หยางเอ๋อร์!” ฮูหยินใหญ่เอ่ยเรียกด้วยความเป็ห่วง
เซี่ยหยางรีบลุกขึ้นยืนทันที เขาก้าวเข้าไปประคองมารดาให้นั่งลงบนม้านั่งหินอ่อนข้างกายเขา “ท่านแม่ ท่านพี่หญิงใหญ่ เหตุใดจึงต้องลำบากมาส่งข้าถึงที่นี่ด้วยเล่าขอรับ”
“จะไม่ให้แม่เป็ห่วงได้อย่างไร” ฮูหยินใหญ่ลูบแขนบุตรชายเบาๆ “นี่เป็ครั้งแรกที่เ้าต้องเดินทางไกลเช่นนี้...ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะลูก อย่าเจ็บอย่าไข้”
ขณะที่ทั้งสามกำลังสนทนากันอยู่นั้นเอง...
ฮี้..!
เสียงร้องของอาชาชั้นดีก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่ควบม้ามาหยุดอยู่ข้างรถม้าของเซี่ยหยางอย่างรวดเร็ว!
“ต้าซู..!” เซี่ยหยางเอ่ยเรียกชื่อสหายรักด้วยความประหลาดใจ
ซูเหวินจื่อะโลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เขารีบเดินเข้ามาด้านใน เมื่อเห็นว่าเซี่ยหยางนั่งอยู่กับฮูหยินใหญ่และพี่หญิงใหญ่...ดวงตาของเขาก็พลันเปล่งประกายระยิบระยับขึ้นมาทันทีเมื่อสบตากับเซี่ยอวี้เหวิน..!
เขารีบปรับสีหน้าให้ดูสุขุมแล้วสาวเท้าเข้ามาหาคนทั้งสาม “คารวะฮูหยินใหญ่ คารวะคุณหนูใหญ่ขอรับ” เขาทำความเคารพผู้าุโอย่างงดงาม ก่อนจะหันมาตบบ่าสหายรัก “เสี่ยวหยาง! ข้าได้ยินว่าเ้ากำลังจะเดินทางไกล ข้าจึงอาสาจะร่วมเดินทางไปกับเ้าด้วย!”
เขาหันไปทางฮูหยินใหญ่ ทำท่ายืดอกอย่างภาคภูมิใจ “ท่านป้าไม่ต้องเป็ห่วงนะขอรับ! สหายของข้าผู้นี้ไม่มีวรยุทธ์ติดตัวแม้แต่น้อย หากมีข้าผู้เป็บุตรชายแม่ทัพใหญ่ร่วมเดินทางไปด้วยอีกคน ย่อมต้องปลอดภัยขึ้นอย่างแน่นอน!”
ฮูหยินใหญ่กำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธด้วยความเกรงใจ แต่เซี่ยหยางนั้นกลับรู้ทันความคิดของสหายรักทั้งหมด!
‘เ้าเพื่อนตัวดี...’ เสิ่นอี้ลอบขำ ‘สายตาที่เ้าใช้มองพี่หญิงของข้าน่ะ...มันไม่ใช่สายตาของน้องชายที่มองพี่สาวเลยสักนิด..!’
นางแสร้งทำเป็ครุ่นคิดอย่างหนัก เอียงศีรษะเล็กน้อย พลางชำเลืองมองไปยังพี่หญิงใหญ่ที่บัดนี้ใบหน้าเริ่มขึ้นสีระเรื่อจางๆ...แล้วจึงหันกลับไปมองซูเหวินจื่อที่กำลังส่งสายตาอ้อนวอนมาให้อย่างสุดกำลัง
“อืมมม...ก็จริงของท่านต้าซู” เซี่ยหยางเอ่ยขึ้นช้าๆ “เช่นนั้น...ก็คงต้องรบกวนท่านแล้วล่ะ สหายรัก”
“เยี่ยม..!” ซูเหวินจื่อร้องออกมาอย่างดีใจ
พี่หญิงใหญ่เซี่ยอวี้เหวินยอบกายลงเล็กน้อยเพื่อขอบคุณสหายของน้องชาย “เช่นนั้น...คงต้องรบกวนคุณชายซูแล้ว ที่อุส่าห์เป็ธุระช่วยเหลือน้องชายของข้า”
“โอ้! ไม่ต้องเกรงใจขอรับ!” ซูเหวินจื่อรีบตบอกตัวเองดังป้าบ “พี่สาวของสหาย...ก็เหมือนพี่สาวของข้า! ท่านไม่ต้องมากพิธีเลย!”
เซี่ยหยางที่เห็นอาการของสหายรักถึงกับต้องแอบอมยิ้มอย่างสุดจะกลั้น
หลังจากร่ำลากันจนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ในที่สุด...ขบวนเดินทางอันแสนพิเศษนี้ก็ได้เวลาเคลื่อนตัว
เซี่ยหยางและเสี่ยวชุ่ยขึ้นไปนั่งในรถม้าประธาน ซูเหวินจื่อและอู๋อิ่งขี่ม้าขนาบซ้ายขวา ส่วนอาหู่และอากังก็นั่งคุมรถม้าสัมภาระอยู่ด้านหลัง
ขบวนเดินทางค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากประตูจวนสกุลเซี่ยอันยิ่งใหญ่ มุ่งหน้าผ่านถนนในเมืองหลวงที่เริ่มคึกคัก...ตรงไปยังประตูเมืองทางทิศตะวันออก...สู่การเดินทางบทใหม่ที่ไม่มีผู้ใดคาดเดาได้...
…..
กงล้อรถม้าเคลื่อนบดไปบนถนนดินที่ทอดยาวออกจากนครฉางอันอันยิ่งใหญ่ กำแพงเมืองที่เคยสูงตระหง่าน บัดนี้กลายเป็เพียงเงาตะคุ่มอยู่เื้ั ทิวทัศน์สองข้างทางค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากบ้านเรือนที่แออัด เป็ทุ่งหญ้าและผืนนาอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เป็ครั้งแรกที่เสิ่นอี้ได้ัักับโลกภายนอกกำแพงสูงเ่าั้อย่างแท้จริง
ขบวนเดินทางเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อนนัก เสียงกีบม้าที่ย่ำเป็จังหวะ เสียงล้อรถที่เสียดสีกับพื้นดิน และเสียงพูดคุยหยอกล้อกันของซูเหวินจื่อกับเหล่าบ่าวชาย ก่อเกิดเป็บทเพลงแห่งการเดินทางที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
ฟุ่บ..!
สายลมยามสายที่ค่อนข้างเย็นสบายสายหนึ่งพัดผ่านมาอย่างแรง จนม่านหน้าต่างรถม้าที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดีปลิวสะบัดขึ้นอย่างแรง
เสิ่นอี้ที่กำลังนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย แต่แล้ว...เมื่อสายลมนั้นปะทะเข้ากับใบหน้าของนางโดยตรง ความรู้สึกบางอย่างที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาดก็พลันแล่นริ้วขึ้นมาในห้วงคำนึง
นางนึกถึงอดีต...ชาติภพก่อนที่แสนห่างไกล...ภาพของตนเองที่กำลังขับรถสปอร์ตหรูเปิดประทุน แล่นไปตามถนนหลวงที่ทอดยาวสุดสายตา เสียงเพลงดังกระหึ่ม สายลมปะทะใบหน้าอย่างแรงกล้า และเสียงหัวเราะอย่างเป็สุขของเหล่าสหายรักที่นั่งอยู่ข้างกาย...
‘อิสรภาพ...’ นางพึมพำกับตนเองในใจ ‘นี่คือกลิ่นอายของอิสรภาพสินะ’
ความคิดนั้นราวกับเป็กุญแจที่ไขปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่างที่ถูกกักขังอยู่ในใจของนางมาโดยตลอด...ความอึดอัดจากการต้องใช้ชีวิตอยู่ในจวน...ความเหนื่อยหน่ายจากการต้องวางแผนรับมือผู้คน...และความรู้สึกของการเป็ “นักโทษ” ในยุคสมัยที่ไม่คุ้นเคย...
ทันใดนั้นเอง..! โดยไม่ทันได้ไตร่ตรอง..!
เซี่ยหยางก็เลิกม่านหน้าต่างขึ้นจนสุด แล้วชะโงกศีรษะออกไปนอกตัวรถในทันที!
“คุณชาย!” เสี่ยวชุ่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับร้องเสียงหลง! ภาพของคุณชายที่จู่ๆ ก็โผล่พรวดออกไปนอกรถม้านั้น ทำให้นางหัวใจแทบวาย ความทรงจำอันเลวร้ายในวันที่คุณชายะโสระบัวหวนกลับมาทำร้ายนางอีกครั้ง!
“อย่านะเ้าคะ! คุณชาย! อย่าคิดสั้นนะเ้าคะ..!” นางตื่นตระหนกจนลืมสิ้นทุกสิ่ง รีบถลันเข้าไปคว้าชายเสื้อของเ้านายไว้แน่น พยายามจะดึงร่างนั้นกลับเข้ามาด้านใน
ทว่า...เสิ่นอี้กลับไม่ได้สนใจเสียงร้องโวยวายของนางเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่สายลมเย็นสดชื่นปะทะเข้ากับใบหน้างดงามของนางอย่างจัง เขาก็สูดกลิ่นอายอันบริสุทธิ์นั้นเข้าเต็มปอด..! อากาศที่นี่...ช่างสะอาดและสดชื่นกว่าโลกที่เต็มไปด้วยมลพิษที่นางจากมามากนัก!
ความรู้สึกปลดปล่อยอย่างท่วมท้นถาโถมเข้ามาในหัวใจ! นางไม่สามารถเก็บกักมันไว้ได้อีกต่อไป!
“หู้ววววววววววว…!!!”
เสียงะโก้องอย่างสะใจดังลั่นขึ้นไปทั่วท้องทุ่ง!
“ลาก่อนฉางอัน! หู้ววววววว!! ไม่นานข้าจะกลับมา! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!”
การกระทำอันแปลกประหลาดของคุณชายใหญ่สกุลเซี่ย ทำให้ทุกคนในขบวนเดินทางถึงกับหยุดชะงักงันไปในทันที!
ซูเหวินจื่อที่กำลังควบม้าหยอกล้อกับอาหู่อยู่นั้นถึงกับต้องดึงบังเหียนม้าของตนเองไว้จนสุดกำลัง อาหู่และอากังที่นั่งอยู่บนรถม้าสัมภาระอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง...ส่วนอู๋อิ่ง...องครักษ์เงาผู้สุขุมเยือกเย็น...ถึงกับต้องเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด!
นี่มันอะไรกัน! คุณชายเซี่ยผู้สุภาพอ่อนโยนและสงบนิ่งราวกับภาพวาดในวันนั้น...เหตุใดพอเดินทางออกมาจากฉางอันได้ไม่ถึงครึ่งวัน...กลับมีท่าทีเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคนเช่นนี้!
“เกิดอะไรขึ้น!” “เสี่ยวหยาง!”
อู๋อิ่งและซูเหวินจื่อรีบควบม้าเข้ามาขนาบข้างรถม้าประธานในทันทีด้วยความเป็กังวล ซูเหวินจื่อเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เสี่ยวหยาง! เ้าเป็อะไรไปหรือไม่? เหตุใดจึงะโเสียงดังเช่นนั้น?”
เซี่ยหยางที่บัดนี้อารมณ์ดีอย่างถึงที่สุด หันกลับมายิ้มกว้างให้สหายรัก รอยยิ้มนั้นสดใสและจริงใจอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นมาก่อน
“ข้าไม่เป็อะไร!” เขาตอบเสียงดังฟังชัด “เพียงแค่...สายลมมันทำให้ข้ารู้สึกเป็อิสระก็เท่านั้น..! สบายใจอย่างบอกไม่ถูก..!”
เมื่อเห็นรอยยิ้มและแววตาที่เปี่ยมสุขของสหาย ซูเหวินจื่อก็พลันเข้าใจได้ในทันที...เขาหัวเราะร่วนออกมาอย่างชอบใจ
“ฮ่าๆๆๆ! ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง..!” เขากล่าวพลางส่ายหน้าเบาๆ “หากแค่สายลมทำให้เ้ารู้สึกดีได้ถึงเพียงนี้...ลองเ้าได้ขึ้นมาขี่อาชาตัวโปรดไปกับพวกข้าสิ...เ้าจะรู้สึกราวกับกำลังโผบินอยู่บนท้องฟ้าเลยทีเดียว!”
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของเซี่ยหยางเปล่งประกายขึ้นมาในทันที! “จริงหรือ! ต้าซู! ท่านสอนข้าได้หรือไม่?”
“ได้สิ!” ซูเหวินจื่อตบอกรับคำอย่างแข็งขัน “วันหลังข้าจะสอนเ้าขี่ม้าเอง! ชายชาตรีเช่นเรา...ไม่ควรจะมานั่งอุดอู้อยู่ในรถม้าเช่นอิสตรี! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!”
“คุณชายเ้าขา!” เสี่ยวชุ่ยที่เพิ่งจะตั้งสติได้ รีบดึงแขนเสื้อเ้านายของตนยิกๆ “เอาศีรษะเข้ามาด้านในดีกว่าเ้าค่ะ! อันตรายจะตายไป!”
เซี่ยหยางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยอมกลับเข้ามานั่งในรถม้าแต่โดยดี เขายังคงอารมณ์ดีไม่หาย ฮัมเพลงแปลกๆ ที่ไม่มีใครเคยได้ยินเบาๆ อยู่ในลำคอ
อู๋อิ่งที่ขี่ม้าขนาบอยู่อีกด้านหนึ่งลอบมองภาพทั้งหมดนั้นด้วยความขบขันระคนทึ่งอยู่เงียบๆ
‘ข้าไม่เคยคิดเลย...’ เขาครุ่นคิดในใจ ‘ว่าคุณชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์ จะมีด้านที่เป็เหมือนเด็กน้อยเช่นนี้อยู่ด้วย...น่าสนใจ...น่าสนใจจริงๆ’
การเดินทางในวันแรกดำเนินต่อไปด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ...เป็สัญญาณว่าการเดินทางครั้งนี้...จะต้องไม่น่าเบื่ออย่างแน่นอน
หนึ่งคอมเม้น หนึ่งดวงหัวใจ คือกำลังใจสู่นักประพันธ์