อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 66 ซ่อมแซมบ้าน

            ไลลารีบตั้งสติพูดว่า

            “พูดอะไรออกมาน่ะลิลลี่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอจะพูดพล่อยๆ ได้นะ”

            “เอ๊ะ?”

            “เธอรู้หรือเปล่าว่าเขาเป็นเจ้าชายน่ะ”

            ลิลลี่พยักหน้า

            “รู้สิก็เรียกเขาว่าเจ้าชายโรคจิตอยู่นี่นา”

            “ฉันหมายถึงว่าเธอรู้สถานะจริงๆ ของเขาไหม”

            “ก็เขาเป็นเจ้าชายไม่ใช่หรอ”

            ไลลานิ่งไปทันทีไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อส่วนมีเรียนั้นก็เรียกคืนสติกลับมาพร้อมกับมองลิลลี่ด้วยความรู้สึกสงสาร เธอรู้เพราะลิลลี่เล่าให้เธอฟังว่าลิลลี่กับพี่น้องทั้งสามโตมากับเผ่าที่อยู่กลางป่ากลางเขา ซึ่งคงเข้าใจว่าเออร์วินที่เป็นเจ้าชายนั้นช่างดูวิเศษโดยที่ไม่รู้เลยว่าสายตาของชาวเมืองไพร์ล็อกนั้นมองเจ้าชายคนนี้เป็นยังไง ดังนั้นเหตุผลเดียวที่ลิลลี่สัญญาแบบนั้นก็คงเป็นถูกเจ้าชายขยะขอแน่นอน มีเรียที่คิดแบบนี้จึงถามลิลลี่ไปว่า

            “เขาขอให้เธอสัญญาแบบนั้นหรอ?”

            ลิลลี่ส่ายหน้าทันทีบอกว่า

            “ไม่ใช่หรอกเป็นฉันสัญญาเองต่างหาก”

            มีเรียอึ้งเล็กน้อยเธอรู้สึกว่าลิลลี่เหมือนจะเป็นสาวน้อยช่างฝันขั้นรุนแรงเสียแล้ว มีเรียสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะถามว่า

            “ถ้าอย่างนั้นทำไมเธอถึงไปสาบานแบบนั้นล่ะ”

            ลิลลี่ตอบหน้าตาเฉยว่า

            “ก็เขาหน้าตาน่ารักดีนี่แถมทำอาหารก็เก่งด้วย”

            มีเรียนิ่งไปอีกคนพร้อมกับพึมพำว่า

            “หน้าตาน่ารัก...ทำอาหารเก่ง...”

            มีเรียยังเด็กอยู่ดังนั้นเธอจึงไม่ประสีประสาเรื่องแบบนี้เท่าไรนัก แต่เธอก็พอรู้มาตรฐานผู้ชายที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ในทวีปอาร์เคนัสให้ความสนใจเป็นแบบไหน ดังนั้นการที่ลิลลี่พูดว่าสัญญาเพราะหน้าตาน่ารักกับทำอาหารเก่งทำเอามีเรียสงสัยว่า มาตรฐานผู้ชายในโลกนี้มันเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่

            ลิลลี่ยังพร่ำเพ้ออีกว่า

            “ต้องแต่ที่ได้เห็นเจ้าหญิงลิลิธอุ้มเจ้าชายโรคจิตในท่านั้นฉันก็อยากอุ้มเขาในท่านั้นบ้างจัง”

            ไลพูดทันทีว่า

            “เธออยากตายเรอะ”

            พูดจบไลลาก็รีบหันไปมองตำแหน่งที่เจ้าหญิงลิลิธฝึกพบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในขณะที่ลิลลี่งุนงงจนร้องเอ๊ะออกมาส่วนมีเรียนั้นก็มองไลลาด้วยความสงสัยเช่นกัน

             

            ยามบ่ายภายในเขตสลัมที่หน้าบ้านของจูนเวลานี้มีคนสิบกว่าคนยืนอยู่หนึ่งในนั้นคือ เออร์วิน เรเวน เนีย อันนา จูน เจค รอน บาส และคนอื่นในแก๊งของเจค ท่ามกลางพวกเขามีชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ ในบรรดาคนเหล่านี้มีสามคนที่สีหน้าดูไม่ปกติ

            เจคที่ยืนข้างเออร์วินถามขึ้นว่า

            “ที่นี่คือ?”

            “บ้านของคุณจูนไงครับ”

            เจคเหลือบมองจูนที่ยืนข้างอันนาพบว่าเธอเองก็มองมาทางเขาด้วยสายตาแปลกๆ เจครีบดึงสายตากลับ

            “รู้ครับว่าเป็นบ้านของยัยนั่นแต่ที่ผมสงสัยคือเรามาทำอะไรกันที่นี่”

            “ผมบอกไปแล้วนี่ครับว่าวันนี้เราจะซ่อมแซมบ้านกัน”

            วันนี้ตอนเช้าเออร์วินมาหาพวกเจคเหมือนเช่นทุกวันซึ่งวันนี้เป็นวันสอนหนังสือ ก็เป็นไปตามปกติเออร์วินสอนหนังสือให้พวกเจคพอตกเที่ยงก็เลี้ยงอาหารพวกเขา ทว่าเมื่อเลี้ยงมื้อเที่ยงเสร็จแทนที่เออร์วินจะกลับไปเหมือนวันอื่นๆ วันนี้เขากลับอยู่ต่อแล้วพูดว่า

            “วันนี้เรามีบทเรียนพิเศษครับนั่นก็คือเราจะซ่อมแซมบ้านกัน” เสร็จแล้วเออร์วินก็แบ่งคนแล้วรอสักพักก็มีชายหลายคนเดินมาหาพวกเจค เออร์วินแนะนำว่าคนพวกนี้เป็นช่างภายในเมืองซึ่งเขาจ้างให้มาสอนพวกเจค โดยบอกว่าหน้าที่ของพวกเจคก็คือไปซ่อมแซมบ้านที่เขากำหนดโดยมีช่างเหล่านี้คอยสอน และเมื่อบ้านเหล่านั้นได้รับการซ่อมแซมจนเสร็จทุกคนก็จะได้ค่าแรงเป็นของตอบแทน ตอนที่ทุกคนได้ยินเรื่องนี้ต่างก็พากันขมวดคิ้ว พวกเขาไม่ได้มีปัญหาที่จะทำงานช่างแต่ที่พวกเขามีปัญหาก็คือพลังเวทย์อันน้อยนิดของพวกเขา แม้ว่าจะเป็นเพียงช่างแต่อุปกรณ์ที่ที่ใช้ในการทำงานก็ล้วนเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ทั้งสิ้น เจคที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่างเออร์วินก็ตัดบทเขาทันที

            “ผมรู้ว่าพวกคุณสงสัยอะไรแต่ผมแนะนำว่าให้พวกคุณลองลงมือดูก่อนหลักการก็ง่ายๆ ครับลงมือแล้วเจอปัญหาจากนั้นก็แก้ปัญหาไปทีละอย่าง”

            คำพูดของเออร์วินทำใหเจคได้คิดพบว่าเขายังคงยึดติดกับเวทย์มนต์ จากนั้นเออร์วินก็สั่งให้แต่ละกลุ่มแยกย้ายไปซ่อมแต่บ้านที่ได้รับมอบหมายโดยมีช่างคอยทำหน้าที่เป็นคนสอนงานให้ ในขณะที่คนอื่นๆ ได้รับมอบหมายให้ซ่อมแซมบ้านของพวกตนเอง กลุ่มของเจคกลับถูกเออร์วินบอกว่า

            “บ้านที่พวกคุณจะต้องซ่อมถึงบ้านหลังนี้ครับตามผมมาเลย”

            พูดจบเขาก็เดินดุ่ยๆ จากไปทำให้พวกของเจคต้องเดินตามอย่างช่วยไม่ได้ จนเมื่อเดือนมาถึงหน้าบ้านของจูน เจค รอนและบาส ถึงกับนิ่งค้างไปทันที

            เรเวนเหลือบมองพวกเจคก่อนจะหันไปมองเออร์วินพบว่าเด็กชายคล้ายกับมองไม่เห็นปฏิกิริยาของพวกเจค เขาหันมาถามจูนว่า

            “คุณจูนครับพ่อของคุณอยู่บ้านไหมครับ”

            จูนตอบว่า

            “อยู่ค่ะ”

            “ถ้าอย่างั้นรบกวนแจ้งพ่อของคุณด้วยครับ”

            จูนเหลือบมองไปที่เจคพบว่าเขาเองก็เหลือบมองเธอเช่นกัน อันนาที่เห็นเจคกับจูนมีปฏิกิริยาแปลกๆ ก็ถามขึ้นว่า

            “ทั้งสองคนมีอะไรเหรอ?”

            เจครีบตอบทันทีว่า

            “ไม่มีอะไรหรอก”

            อยู่รอนก็พูดโพล่งออกมาว่า

            “ลูกพี่เจคพอดีนึกขึ้นได้ว่าผมลืมของครับ”

            บาสที่เห็นรอนพูดเช่นนั้นก็พูดเสริมทันที

            “ผมเองก็ด้วยครับลูกพี่”

            จากนั้นทั้งสองก็หมุนตัวเตรียมกับไปแต่เจคคว้าคอเสื้อของทั้งสองไว้ทันที บาสกับรรอนเหลียวหน้ามาพบว่าเจคตอนนี้กำลังมองมาที่พวกตนด้วยสีหน้าประมาณว่าถ้าพวกมึงทิ้งตรูล่ะก็ตรูเอามึงตายแน่ รอนรีบกลับคำว่า

            “โอ๊ะผมนึกขึ้นได้แล้วครับลูกพี่ดูเหมือนว่าผมจะไม่ได้ลืมของ”

            บาสก็เสริมทันที

            “ใช่แล้วครับลูกพี่พวกผมเผลอเข้าใจผิดคิดว่าลืมของกันไปเองฮะฮะฮะ”

            ทั้งสองคนหมุนตัวกลับมาทำให้เจคปล่อยมือจากคอเสื้อพวกเขา อันนารู้สึกว่าไม่เพียงแต่เจคกับจูนที่ทำตัวผิดปกติ แม้แต่รอนกับบาสเองก็เช่นกันทำให้อันนารู้สึกว่าพวกเขามีอะไรปิดบังเธออยู่ จูนเหลือบมองเจค บาส แล้วก็รอนทั้งสามคนที่ตอนนี้จับกลุ่มรวมกัน ถ้าถามความรู้สึกของเธอเลยตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่าเธอไม่ได้เกลียดพวกเขาเหมือนกันแรกๆ เพราะเธอรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำอย่างน้อยก็เพื่อพวกพ้องของตนเอง แต่ถ้าถามว่าความรู้สึกตอนนี้ของเธอเป็นยังไงคำตอบก็คือหมั่นไส้และเหม็นขี้หน้า

            จูนไม่สนใจพวกเจคก่อนจะเดินไปเปิดประตูพร้อมกับถามขึ้นว่า

            “พ่อคะอยู่บ้านไหม?”

            ได้ยินเสียงชายชราดังจากในบ้านว่า

            “อ้าวจูนกลับมาแล้วเหรอ”

            “พ่อคะคือว่า...”

            ได้ยินเสียงจูนเงียบไปสักพักเธอก็โผล่หน้ามาจากในบ้านถามเออร์วินว่า

            “นี่ฉันควรบอกพ่อว่ายังไงดี?”

            เออร์วินยิ้มบอกว่า

            “ไม่ต้องห่วงครับเดี๋ยวผมจัดการ”

            พูดจบเออร์วินก็เดินผ่านจูนเข้าไปในบ้านพบว่ามีชายแก่คนหนึ่งนั่งอยู่บนโต๊ะ ชายแก่คนนั้นหันหน้ามาเห็นเออร์วินก็มีสีหน้าตกใจระคนยินดี เขารีบลุกขึ้นทักทาย

            “อ้าวคุณหนูนี่เองสะสวัสดีครับคุณหนู”

            เขายังจำได้ดีถึงเด็กผู้ชายที่ได้มอบยาแปลกๆ ให้เขากินแล้วพบว่ามันรักษาอาการป่วยของเขาได้จริงๆ เออร์วินยิ้มให้ชายแก่

            “สวัสดีครับคุณลุงวันนี้พวกผมจะมาซ่อมแซมบ้านให้คุณลุงนะครับ”

            พ่อของจูนที่ได้ยินดังนั้นก็ทำหน้างงถึงกับสงสัยว่าตนฟังผิดไปหรือเปล่า

            “ซ่อมแซมบ้าน?”

            “ใช่ครับแล้วไม่ต้องไปนะครับคุณลุงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่เหรียญเดียว”

            พ่อของจูนยังไม่เข้าใจกับสิ่งที่เขาพูดเออร์วินก็เดินออกจากบ้านไปพบว่าพวกของเจคบอกว่าที่เขา

            “คุณเจคเริ่มงานกันเถอะครับ” หันไปพูดกับช่างที่เตรียมมาฝึกพวกเจคว่า “รบกวนด้วยนะครับ”

            ช่างคนนั้นดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะมองไปที่พวกเจคและคนอื่นๆ

            “คนหนูครับเอาจริงเหรอครับที่จะให้ผมฝึกคนพวกนี้”

            เขาเป็นช่างที่เออร์วินจ้างให้มาสอนพวกเจค เดิมทีเขาคิดว่าจะให้มาสอนคนที่มีพลังเวทย์ระดับมาตรฐานแต่ไม่นึกเลยว่าคนที่จะให้สอนนั้นจะเป็นพวกที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อย เขาเรียกเออร์วินว่าคุณหนูเพราะเห็นการแต่งกายก็เดาว่าน่าจะมีชาติภูมิหลังไม่ธรรมดา

            “แน่นอนครับ”

            ชายคนนั้นดูลังเลก่อนจะพูดว่า

            “แต่ว่าพลังเวทย์ของพวกเขา...”

            เออร์วินยิ้มก่อนจะพูดว่า

            “มีอยู่ไม่ใช่หรอครับเครื่องมือฉุกเฉินที่ไว้ใช้ยามที่พลังเวทย์หมด”

            ช่างคนนั้นนิ่งไปทันทีเขามองหน้าเด็กชายแล้วถามว่า

            “คุณหนูหมายความว่า?”

            “ใช่ครับเราจะใช้ไอ้นั่นกัน”

            เขายืนนิ่งไปทันทีเจคที่ได้ยินบทสนทนาของเออร์วินกับช่างจึงเดินไปหาบอกเขาว่า

            “ขอคุยด้วยหน่อย”

            “ครับ”

            เออร์วินเดินตามเจคมาคุยส่วนตัวกับเขา

            “ต้องการจะทำอะไรกันแน่?”

            เออร์วินตอบว่า

            “ดำเนินแผนการณ์ขั้นต่อไปครับ”

            “แผนการณ์?”

            “ตอนนี้พวกคุณก็เริ่มอ่านออกเขียนได้ในระดับหนึ่งแล้ว ก่อนที่ผมจะฝึกทักษะการต่อสู้ให้พวกคุณก็มีสิ่งหนึ่งที่ผมต้องทำควบคู่ไปด้วยก็คือดึงศักยภาพของสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ออกมาให้มากที่สุด ซึ่งมนุษย์ที่ผมหมายถึงก็ไม่ใช่แค่พวกคุณครับแต่เป็นเหล่าผู้คนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยในสลัมแห่งนี้”

            เจคทำสีหน้าไม่เข้าใจเออร์วินจึงพูดต่อว่า

            “ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดในการพัฒนาเมืองก็คือมนุษย์ และเมืองจะพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของมนุษย์ในเมืองนั้นๆ สาเหตุที่อาณาจักรใหญ่ยังคงครองความยิ่งใหญ่มาได้หนึ่งในนั้นก็เป็นเพราะเขาสามารถจึงมนุษย์ที่มีคุณภาพเข้ามาได้ ทำให้เมืองเล็กๆ ส่วนใหญ่ขาดแคลนบุคลากรเลยเกิดการใช้งานคนแบบตามมีตามเกิด การที่เมืองไพร์ล็อกยังมีคนที่ทั้งมีความสามารถและซื่อสัตย์อย่างดยุคกาเลออนและบารอนเอเดรียนนับว่าเป็นอะไรที่หาได้ยากมากครับ”

            “ซึ่งตอนนี้ผมได้เริ่มแผนแรกคือการเพาะต้นอ่อนด้วยการสร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาลไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำในขั้นต่อไปก็คือยกระดับศักยภาพของผู้คนในสลัมให้สามารถใช้งานได้ครับ”

            เจคเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่เออร์วินบอกแต่เขาก็ยังสงสัยอยู่ดี

            “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการซ่อมแซมบ้านด้วยแล้วทำไมต้องเป็นบ้านหลังนี้”

            “สำหรับคำถามแรกนั้นก็เพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นครับว่าแม้จะไร้พลังเวทย์แต่ในฐานะมนุษย์แล้วพวกเขาทำอะไรได้บ้าง ส่วนสำหรับพวกคุณนั้นนอกจากเป็นการฝึกทักษะที่ใช้สร้างเงินได้แล้วมันยังเป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างตัวตนอีกด้วยครับ”

            “ตัวตน?”

            เจคทวนคำด้วยความสงสัย

            “เป็นตัวตนที่ใช้ในการอำพรางตัวจริงของเราครับส่วนถ้าคุณจะถามว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้คำตอบนั้นก็อยู่ในข้อที่สามที่ผมบอกคุณเมื่อคราวก่อนไงครับ”

            เจคขมวดคิ้วเรื่องสามข้อที่เออร์วินพูดกับเขาในวันนั้นที่พาหญิงสาวเผ่ามารหูสัตว์มาที่บ้านเขาครั้งแรกเจคก็จำได้ขึ้นใจ

            “เรื่องศัตรูที่แท้จริงน่ะเหรอ?”

            เออร์วินไม่ตอบอะไรเพียงยิ้มแล้วพูดว่า

            “ไม่ใช่เพียงเท่านี้นะครับแต่ภายหลังยังมีอีกเยอะที่พวกคุณยังต้องเรียนรู้ ส่วนคำถามที่ว่าทำไมถึงเป็นบ้านของคุณจูนนั้นคุณคงคิดไปเองแหละครับ อย่าใส่ใจพวกเราซ่อมแซมบ้านให้คุณจูนกันเถอะครับ”

            พูดจบเออร์ก็เดินไปที่บ้านของจูนโดยไม่สนเจคที่ยืนงงอยู่อย่างนั้น เจคพึมพำว่า

            “คิดไปเองเหรอ?” เขามองไปที่บ้านของจูนแล้วก็มั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเองเด็ดขาด กลุ่มของเจคแบ่งกันหลายกลุ่มแยกกันไปซ่อมแซมบ้านแต่ละหลัง แต่กลับมีกลุ่มของเขาได้มาที่บ้านของจูน ไม่พอสามคนเขายังได้มาด้วยกันพร้อมหน้า บ้านในสลัมมีตั้งหลายหลังไม่ไปดันไปบ้านของจูนเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง

            “ลูกพี่เอาไงดีครับ”

            รอนเดินมาถามเจคพร้อมกับบาสที่เดินตามมาติดๆ เจคนวดขมับพลางตอบว่า

            “ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจำไว้เราพึ่งมาที่นี่ครั้งแรก”

            “ “ครับลูกพี่” ”

            ทั้งสองคนขานรับพร้อมกันพวกเขาต่างพยายามสะกดความกระอักกระอ่วนและความรู้สึกผิดจากสิ่งที่ได้ทำลงไปในคราวก่อน เดิมที่พวกเขาก็ไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรอยู่แล้วยิ่งมาได้ขัองแวะกับจูนก็ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกผิดในสิ่งที่เธอทำลงไปกับเธอและพ่อเธอ การที่ได้มาบ้านของจูนในวันนี้จึงทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง

            เออร์วินเดินมาหาทุกคนแล้วบอกว่า

            “เอาล่ะทุกคนมาซ่อมแซมบ้านของคุณจูนกันเถอะครับ” เออร์วินชะโงกหน้าเข้าไปในบ้าน “คุณจูนครับนอกจากซ่อมแซมบ้านแล้วอยากได้อะไรบอกได้นะครับไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบไหนบอกมาได้เลยเดี๋ยวคุณเจคจะจัดการให้ทันที”

            เสียงพ่อของจูนดังมาว่า

            “เจค?”

            เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยงไปทันทีก่อนที่ประตูจะเปิดอ้าเป็นชายแก่คนหนึ่งเขามองว่าที่เจคพร้อมกับทำหน้าตกใจก่อนจะพูดติดตลก

            “เป็นพ่อหนุ่มนี่เองวันนั้นมือหนักจังเลยนะแถมตีนก็หนักเลย”

            เจคทำได้เจื่อนส่วนบาสกับรอนหันไปมองทางอื่นแกล้งเป็นไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ความจริงเรื่องที่เจคทำร้ายเขาตอนที่ยังป่วยอยู่นั้นเขาไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว เพราะเขาได้เห็นลูกสาวของตนดูมีชีวิตชีวาขึ้นจากการที่ได้ไปบ้านของเจคและเรียนหนังสือทำอย่างมีเพื่อนที่เข้ากันได้ดีอย่างอันนา ซึ่งทุกวันเธอมักจะเล่าเรื่องของอันนาและเนียหรือเรื่องอาหารที่เออร์วินสอนเธอทำให้เขาฟังอย่างร่าเริง จึงทำให้เขาเลือกที่จะปล่อยผ่านเรื่องที่เขาถูกพวกเจคทำร้าย

            เรเวนถามเออร์วินว่า

            “ฉันเองก็ต้องทำด้วยหรอ?”

            “พี่สาวก็ต้องทำด้วยครับ”

            เออร์วินตอบพร้อมรอยยิ้มของเขา จากนั้นพวกเจคก็เริ่มทำการซ่อมแซมบ้านของจูนซึ่งเออร์วินเองก็ช่วยด้วย โดยมีเนียคอยช่วยหยิบจับสิ่งต่างๆ ให้ เครื่องมือที่ใช้เป็นเครื่องมือช่างธรรมดาไม่มีอักขระเวทมนต์ช่วยหนุนเสริม แต่ด้วยกล้ามเนื้อที่พวกเขาสร้างมาทำให้การใช้เครื่องมือช่างไม่เป็นอุปสรรคเท่าไหร่นัก จะมีปัญหาก็ด้วยพื้นฐานการช่างและการใช้เครื่องมือที่ไม่คุ้นเคย สุดท้ายก็จบวันโดยที่ทำงานให้เสร็จ แต่พวกเขาก็เริ่มคุณชินกับการใช้เครื่องมือช่างขึ้นมาบ้างแล้ว

            เมื่อตะวันเริ่มตกดินทุกคนก็มารวมตัวกันที่หน้าบ้านของเจค

            “ขอบคุณมากนะครับที่สละเวลามาในวันนี้ไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะรบกวนคุณอีกนะครับ”

            “เออร์วินพูดกับช่างแต่ละคนพลางส่งเหรียญเงินให้พวกเขาคนละสองเหรียญ”

            ช่างที่เป็นหัวหน้าซึ่งเป็นคนสอนพวกเจครับเหรียญเงินมาแล้วมองเออร์วินก่อนจะมองไปที่พวกเจคแล้วกลับมามองเออร์วิน เขาไม่รู้ว่าเด็กคนนี้มีชาติตระกูลอย่างไรแตกต่างคำพูดมารยาทและเสื้อผ้าที่ใส่บ่งบอกได้ว่าเป็นคนมีฐานะ

            “คุณหนูคิดจะให้พวกเขาทำอะไรกันแน่ครับถ้าต้องการสร้างบ้านล่ะก็เพียงแค่บอกพวกผมมาผมก็ยินดีทำให้ทันที”

            เออร์วินยิ้มให้เขาแล้วตอบอย่างสุภาพว่า

            “ขอบคุณนะครับแต่ว่าตอนนี้ผมยังไม่ได้คิดจะสร้างอะไรไว้ถ้าผมต้องการจะสร้างบ้านล่ะก็จะนึกถึงพวกคุณเป็นคนแรกเลยครับ ไว้พรุ่งนี้ผมจะรบกวนพวกคุณอีกนะครับ”

            หัวหน้าช่างพยักหน้าเห็นว่าตนสามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกคุณหนูมือเติบที่จริงยอมจ่ายเงินถึงสองเหรียญเงินต่อช่างหนึ่งคนที่ยินยอมจ่ายเงินให้พวกเขามาฝึกขยะใช้เครื่องมือช่างสำรองที่ไม่ใช่อุปกรณ์เวทย์มนต์ สำหรับเขาแล้วนี่ต่างหากคือกำไรที่แท้จริง

            เมื่อช่างเหล่านั้นกลับไปเออร์วินก็เดินไปหาพวกเจคที่ตอนนี้กำลังนั่งพักกันอยู่ เจคเห็นกับตาว่าเออร์วินจ่ายเงินให้พวกช่างเท่าไหร่ เขาจึงลุกขึ้นเดินมาหาเออร์วิน

            “คุณจ่ายเงินไปตั้งขนาดนั้นเพียงเพื่อให้คนพวกนั้นมาสอนงานช่างพวกเราเนี่ยนะ คุณรู้ไหมว่าเงินที่คุณจ่ายไปใช้ซื้ออะไรได้บ้าง”

            เงินสองเหรียญเงินในสายตาของพวกเจคนั้นมันมากพอที่จะให้พวกเขาอยู่ได้หลายเดือนโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ ทว่าเออร์วินกลับจ่ายเงินเหล่านี้ต่อช่างหนึ่งคนเพียงเพื่อให้พวกเขามาสอนงานช่าง พวกเขาต่างรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ฟุ่มเฟยมาก ทว่าเออร์วินกลับตอบเจคไปว่า

            “การจ่ายเงินเพื่อความรู้ไม่มีคำว่าแพงหรอกครับ”

            เออร์วินเดินผ่านเจคเข้าไปในบ้านพบว่าเนียกำลังนอนแผ่หราอยู่บนเตียง ส่วนอันนา จูน กับเรเวนกำลังนั่งพักเหนื่อยที่โต๊ะ เออร์วินยิ้มให้พวกเธอก่อนจะพูดว่า

            “ทุกคนมาทำอาหารแล้วมาทานมื้อเย็นกันเถอะครับ”

            เนียที่ยืนแผ่หรอดีดตัวขึ้นมาทันทีพร้อมกับร้องว่า

            “มื้อเย็น!!!”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    เทพกระบี่เงาสังหาร

    เทพกระบี่เงาสังหาร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    717K 554
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734