หมอกขาวยังคลุมยอดไม้ของป่ามรณะไม่จาง
อี้ซินยืนอยู่หน้าถ้ำหินเพียงลำพัง
สายลมยามเช้าพัดชายเสื้อที่เปื้อนเืและเขม่าควันของเขาให้พลิ้วเบา ๆ
เื้ัคือถ้ำมืด
เบื้องหน้าคือเส้นทางอันยาวไกล
เขาไม่ได้หันกลับไปอีก
มิใช่เพราะไร้เยื่อใย
แต่เพราะเขารู้ดี…คนที่ก้าวขึ้นสู่เส้นทางยุทธ จำต้องฝังความอ่อนแอไว้เื้ั มิฉะนั้น ต่อให้มีใจกล้าเพียงใด สุดท้ายก็เป็ได้เพียงศพไร้นามข้างถนน
อี้ซินยกมือแตะอกเสื้อเบา ๆ
ในนั้นมี
ผ้าเช็ดหน้าลายเหมย
หยกรูปจันทร์เสี้ยว
และแหวนเหล็กสีหม่นที่เฒ่าหานมอบให้
ของสามสิ่งนี้
หนึ่งแทนอดีต
หนึ่งแทนความค้างคา
อีกหนึ่งแทนเส้นทางที่ยังไม่รู้ปลายทาง
ดวงตาของเขาค่อย ๆ หรี่ลง
“เมืองหลิงอวิ๋น…”
เขาพึมพำเบา ๆ
จากนั้นจึงก้าวออกจากป่ามรณะโดยไม่ลังเลแม้ครึ่งก้าว
เมืองหลิงอวิ๋นตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านฉางหลินกว่าสองร้อยลี้
หากเป็อี้ซินในอดีต ต่อให้เดินไม่หยุดทั้งวันทั้งคืนก็ยากจะไปถึงภายในสามวัน แต่หลังจากผ่านโพลงมรณะ หลอมร่างใหม่ด้วยหยกดารา ดูดซึมพลังจากแก่นอสูร และรอดชีวิตจากศึกกลางคืนต่อเนื่องหลายครา ร่างกายของเขากลับเปลี่ยนแปลงไปจนเกินคนธรรมดาอย่างสิ้นเชิง
แม้าแยังมี
แม้โลหิตยังพร่อง
แต่ทุกย่างก้าวกลับมั่นคง หนักแน่น และรวดเร็วกว่าคนเดิมหลายเท่า
ตลอดทาง อี้ซินไม่ได้เร่งเพียงอย่างเดียว
เขาฝึก
ฝึกทุกขณะ
ยามเดิน เขารับลมปราณฟ้าดินเข้าออกตามลมหายใจ
ยามหยุด เขานั่งขัดสมาธิหลอมพลังจากแก่นอสูรที่เหลือ
ยามค่ำ เขาใช้เงาไม้เป็คู่ต่อสู้ ฝึกการเคลื่อนตัว หลบ หยุด หักมุม และปล่อยหมัดโดยไม่ให้เสียแรงเปล่าแม้แต่น้อย
หากเป็คนทั่วไป ต่อให้ได้โอกาสเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะรุดหน้าเร็ว
แต่กับอี้ซิน ทุกอย่างกลับต่างออกไป
ชีพจรใหม่ในกายเขาราวกับแผ่นดินแห้งผากที่รอคอยสายฝนมานานนับปี พอได้รับลมปราณเข้าไปแม้เพียงเสี้ยว ก็เหมือนแม่น้ำทั้งสายถูกดึงลงสู่ทะเลลึกอย่างบ้าคลั่ง
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งลึกลับในอกซึ่งหลับใหลอยู่ใต้พลังของหยกดารา ยังช่วยกลืนความหยาบกร้าวและสิ่งเจือปนจากแก่นอสูรออกไปอย่างเงียบงัน ทำให้พลังที่เหลือบริสุทธิ์ขึ้น แน่นขึ้น และเชื่องมือขึ้นอย่างน่าตกตะลึง
กล่าวได้ว่า
คนอื่นดูดซึมหนึ่งส่วน
อี้ซินกลับได้ถึงสามส่วน
คนอื่นฝึกหนึ่งคืน
อี้ซินกลับเหมือนฝึกไปสิบคืน
นี่มิใช่เพียงพร์
แต่เป็การพลิกชะตาอย่างแท้จริง
คืนที่สองหลังออกจากป่ามรณะ
อี้ซินพักอยู่ในศาลาร้างริมเขา
ฝนเพิ่งหยุดตกไม่นาน หยดน้ำยังค้างอยู่ตามปลายชายคา เสียงหยดลงพื้นดังติ๋ง…ติ๋ง…สม่ำเสมอ
เขานั่งขัดสมาธิอยู่กลางศาลา
แก่นอสูรเม็ดใหญ่จากอสูรหัวหน้าถูกวางอยู่บนฝ่ามือ
แสงจันทร์ลอดผ่านเมฆบาง ส่องให้เห็นแก่นนั้นชัดเจนขึ้น มันมีสีคล้ำอมแดง ภายในคล้ายมีหมอกหมุนวนไม่หยุด ปลดปล่อยกลิ่นอายหยาบกร้าวที่หนักกว่าพวกเม็ดเล็กหลายเท่า
หากเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำทั่ว ๆ ไป
การฝืนดูดซึมแก่นชนิดนี้โดยตรงไม่ต่างจากฆ่าตัวตาย
แต่ดวงตาของอี้ซินกลับนิ่งลึก
ไม่มีความลังเล
ไม่มีแม้แต่ความหวั่นเกรง
“คนอื่นไม่กล้าฝืน...ข้าจะฝืน”
“คนอื่นทนไม่ไหว...ข้าจะทน”
“หากแม้แต่แก่นอสูรเม็ดเดียวข้ายังข้ามไม่ได้ วันหน้าจะไปยืนเหนือผู้ใดได้”
สิ้นคำพึมพำ
เขาก็ปิดเปลือกตาลงทันที
ลมหายใจเข้า...ออก...
ช้า...ยาว...มั่นคง...
ไม่นาน พลังภายในแก่นอสูรก็ค่อย ๆ ถูกชักนำเข้าสู่ฝ่ามือขวา แล้วไหลผ่านแขนเข้าสู่ร่างกายราวกระแสน้ำเชี่ยว
ตูม!
เพียงชั่วพริบตา อี้ซินก็รู้สึกเหมือนมีสัตว์อสูรทั้งฝูงคำรามอยู่ในเส้นเื
ความหยาบกร้าวนั้นรุนแรงกว่าครั้งก่อนหลายเท่า
ลมปราณดิบเถื่อนพุ่งชนชีพจรใหม่ในร่างอย่างไม่ยั้ง
กล้ามเนื้อเกร็งแน่น
เส้นเอ็นบิดตัว
กระดูกลั่นแ่
เหงื่อเย็นไหลลงตามขมับทันที
แต่แทนที่อี้ซินจะปล่อยมือ เขากลับเร่งโคจรพลังให้เร็วขึ้นอีก
ทันใดนั้น
กลางอกของเขาก็อุ่นวาบ
ตึก!
เสียงเต้นอีกจังหวะดังชัดกว่าเดิม
จากนั้นพลังบางส่วนในแก่นอสูรก็ถูกดูดหายไปอย่างกะทันหัน ราวกับมีปากไร้รูปซึ่งเร้นอยู่ลึกในร่างกำลังกลืนกินส่วนที่ปั่นป่วนที่สุดเข้าไป
แรงกดในชีพจรพลันลดลงกว่าครึ่ง
อี้ซินแววตาวาบ
จิตใจยิ่งนิ่ง
เขารีบนำพลังส่วนที่เหลือไหลลงสู่จุดตันเถียน หมุนวนเป็วัฏจักรเล็กหนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ...
ทุกครั้งที่หมุน
ลมปราณยิ่งแน่นขึ้น
ร่างกายยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
าแทั่วกายยิ่งฟื้นตัวเร็วขึ้น
ผ่านไปครึ่งก้านธูป
เสียงบางอย่างพลันดังขึ้นในร่าง
ปะ!
เหมือนมีม่านบาง ๆ ฉีกขาด
ลมปราณฟ้าดินรอบศาลาร้างพลันไหลมารวมที่ตัวเขาเร็วกว่าก่อนหลายเท่า ใบไม้แห้งบนพื้นสั่นเบา ๆ หยดน้ำบนชายคายังไหวตาม
อี้ซินลืมตาขึ้นในทันใด
ดวงตาทั้งสองข้างคมกระจ่างกว่าก่อน
ลมหายใจลึกและสงบ
กล้ามเนื้อทั่วร่างแน่นประหนึ่งซ่อนพลังะเิไว้ภายใน
เขาก้าวข้ามมาแล้ว
ชำระลมปราณขั้นต้น
แม้จะเพิ่งเข้าสู่ประตูแห่งผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริง
แต่ความหนาแน่นของลมปราณในตัวเขากลับแน่นหนักผิดสามัญชน ยิ่งเมื่อรวมกับร่างกายที่ถูกหยกดาราหลอมใหม่มาก่อนแล้ว พลังต่อยหนึ่งหมัดของเขาในตอนนี้ อย่างน้อยก็เหนือกว่าผู้ที่เพิ่งเข้าสู่ขั้นต้นธรรมดาสามถึงห้าเท่า
อี้ซินค่อย ๆ กำหมัด
ปราณบางเบาสายหนึ่งเคลื่อนไหวตามใจนึก ไหลจากตันเถียนไปสู่ปลายแขนอย่างรวดเร็ว
เขาพลันชกออกไปหนึ่งหมัด
ฟุ่บ—ปัง!
หมัดนั้นมิได้แตะสิ่งใด
แต่ลมหมัดกลับกดโต๊ะไม้เก่าด้านหน้าให้สั่นะเื จนขอบโต๊ะเกิดรอยร้าวเล็ก ๆ ขึ้นจริง
อี้ซินมองหมัดตนเองนิ่ง
จากนั้นรอยยิ้มบางเย็นก็ค่อย ๆ ปรากฏที่มุมปาก
“นี่หรือ...พลังของผู้ฝึกยุทธ์”
มันมิใช่เพียงแข็งแรงขึ้น
แต่มันคือความรู้สึกว่าทุกอณูในกายตื่นขึ้น
ทุกเส้นเอ็นประสานเป็หนึ่ง
ทุกการเคลื่อนไหวล้วนมีรากฐานรองรับ
ที่สำคัญกว่านั้น...
เขาััได้ชัดว่าตนยังไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก
มากจนผู้คนคาดไม่ถึง
เช้าวันถัดมา
อี้ซินออกจากศาลาร้างอีกครั้ง
ฝีเท้าของเขาเบากว่าเดิม
เร็วกว่าเดิม
การรับรู้รอบด้านคมกว่าก่อนหลายเท่า
ระยะทางที่เคยต้องใช้เวลาครึ่งวัน บัดนี้กลับผ่านพ้นไปในเวลาเพียงครึ่งเดียว
ระหว่างทาง เขายังเผชิญกับโจรข้างทางกลุ่มหนึ่งซึ่งดักปล้นพ่อค้าเกวียนเล็ก ๆ ตรงทางแคบเชิงเขา
หัวหน้าโจรผู้นั้นเห็นอี้ซินเดินมาคนเดียวในชุดขาดวิ่น ก็หัวเราะหยันลั่น
“เด็กกะโปโล กล้าผ่านทางนี้ คงเบื่อชีวิตแล้ว!”
อี้ซินไม่แม้แต่จะหยุดเดิน
“ถอยไป”
เสียงเขาราบเรียบ
หัวหน้าโจรชะงักอยู่เสี้ยวอึดใจ ก่อนหัวเราะดังยิ่งกว่าเก่า
“ถอย? เ้าสวะนี่สั่งใคร!”
สิ้นเสียง มันก็ชักดาบผุ ๆ ออกมาแล้วฟันใส่ทันที
อี้ซินเพียงเอียงตัวครึ่งก้าว
คมดาบเฉียดชายเสื้อไปเปล่า ๆ
จากนั้นเขาจึงยกมือขึ้น ปล่อยหมัดง่าย ๆ หนึ่งหมัดใส่หน้าอกอีกฝ่าย
ปัก!
เสียงกระดูกยุบดังทึบ
หัวหน้าโจรถลึงตา เืพุ่งจากปาก ร่างทั้งร่างลอยกระเด็นไปกระแทกก้อนหินจนแน่นิ่งในหมัดเดียว
พวกโจรที่เหลือแข็งค้าง
แม้แต่พ่อค้าบนเกวียนยังอ้าปากค้าง
หมัดเดียว...สังหารหัวหน้าโจรที่ร่างใหญ่กว่าตนเกือบเท่าตัว
ภาพนั้นทำให้ทุกคนชะงักดั่งถูกสาป
อี้ซินกวาดสายตามองพวกโจรที่เหลือ
“ข้าบอกให้ถอย”
เสียงยังคงราบเรียบ
แต่คราวนี้ไม่มีใครหัวเราะอีก
พวกโจรหน้าซีด ร่างสั่นเทา ก่อนทิ้งอาวุธแล้วพากันหนีเตลิดไปคนละทิศละทาง
อี้ซินไม่ไล่ตาม
กับคนพวกนี้
ฆ่าหนึ่งพอให้ที่เหลือรู้จักกลัวก็เพียงพอ
พ่อค้าชราบนเกวียนรีบลงมาคำนับแทบติดดิน
“คุณชายช่วยชีวิต ข้าน้อยซาบซึ้งจนมิรู้จะตอบแทนอย่างไร”
อี้ซินไม่รับคำคำนับนั้นเต็ม ๆ เพียงถามเสียงนิ่ง
“จากที่นี่ไปเมืองหลิงอวิ๋น อีกไกลเท่าใด”
พ่อค้าชราตอบรีบเร่ง “หากเดินตรงตามทางหลวง อีกครึ่งวันก็ถึงประตูเมืองขอรับ”
อี้ซินพยักหน้า
กำลังจะจากไป แต่พ่อค้าชรากลับรีบเรียกไว้
“คุณชายช้าก่อน!”
เขาล้วงถุงเล็กจากเกวียนออกมาสองสิ่ง
หนึ่งคือหมั่นโถวแห้งห่อผ้า
อีกหนึ่งคือแผนที่หยาบ ๆ ของทางเข้าเมืองกับตลาดหลัก
“ข้าน้อยมีของเพียงเท่านี้ หวังว่าคุณชายจะรับไว้เถิด”
อี้ซินมองของสองชิ้นนั้นครู่หนึ่ง ก่อนรับมา
เขาไม่ได้พูดคำขอบคุณยืดยาว
เพียงกล่าวสั้น ๆ ว่า
“รักษาชีวิตตนให้ดี”
จากนั้นก็จากไป
ทิ้งพ่อค้าเฒ่าไว้กับสายตาเลื่อมใสและหวาดเกรงปนกัน
ยามตะวันคล้อยต่ำ
กำแพงเมืองหลิงอวิ๋นก็ปรากฏแก่สายตาในที่สุด
มันสูงใหญ่กว่าหมู่บ้านฉางหลินราวฟ้ากับเหว
กำแพงหินเทาเข้มทอดยาวดุจันอนพาด
เหนือประตูเมืองมีป้ายไม้ดำแกะสลักตัวอักษรสามคำ “หลิง อวิ๋น เฉิง” อย่างสง่างาม
ผู้คนเข้าออกไม่ขาดสาย
ทั้งพ่อค้า นักเดินทาง ผู้ฝึกยุทธ์ คนแบกของ และรถม้าตระกูลใหญ่
สำหรับคนจากหมู่บ้านเล็ก ๆ
สถานที่เช่นนี้ไม่ต่างจากอีกโลกหนึ่ง
แต่อี้ซินเพียงมองนิ่ง
ไม่มีความตื่นตะลึงปรากฏบนใบหน้า
มีเพียงความสงบเย็น
เพราะเขารู้ว่า...
เมืองนี้มิใช่ปลายทาง
หากเป็เพียงก้าวแรกของยุทธภพ
และที่นี่เอง
เขาจะเริ่มเปล่งประกายอย่างแท้จริง
ขณะอี้ซินก้าวเข้าสู่แถวคนหน้าเมือง เสียงพูดคุยของผู้คนรอบข้างก็ดังเข้าหูเป็ระยะ
“ได้ยินหรือไม่ อีกสามวันสำนักเมฆาครามจะเปิดทดสอบรับศิษย์แล้ว!”
“จริงหรือ!”
“แน่นอน คราวนี้ยังมีคนจากตระกูลใหญ่หลายแห่งมาเข้าร่วมดูด้วย ได้ยินว่าแม้แต่คุณหนูจากตระกูลมู่ก็อาจปรากฏตัว...”
ฝีเท้าของอี้ซินหยุดลงเพียงเสี้ยววินาที
สายลมยามเย็นพัดปลายผมเขาไหวเบา ๆ
แววตาซึ่งสงบนิ่งมาตลอดทาง พลันลึกขึ้นเล็กน้อย
สำนักเมฆาคราม...
ตระกูลมู่...
ชะตากำลังเริ่มหมุนอีกครั้งแล้ว
และครั้งนี้
เขาจะไม่ใช่เด็กอ่อนแอที่ยืนอยู่ไกล ๆ ให้คนดูถูกอีกต่อไป
เขาจะก้าวเข้าไป
ยืนต่อหน้าอัจฉริยะทั้งหลาย
แล้วทำให้ทุกผู้คนได้รู้ว่า...
อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะที่แท้จริงเป็เช่นไร