ลู่เสี่ยวหยากลับมาบ้านด้วยความหงุดและคิดที่จะให้บิดาช่วยหาทางออกเรื่องของหยวนเกา ถึงแม้ตอนนี้สถานะทางการเงินของที่บ้านจะไม่ดี แต่ก็มีคนรู้เรื่องนี้ไม่มากนัก อีกอย่างพ่อของเธอก็รู้จักกับคนมากมายหลายวงการ เธอเชื่อว่าพ่อของเธอต้องช่วยเธอจัดการกับหยวนเกาได้อย่างแน่นอน
แต่ลู่เสี่ยวหยานั่งรอบิดามาตั้งแต่บ่าย จนเวลานี้ฟ้ามืดลงแล้วบิดาก็ยังไม่กลับ โทรศัพท์ที่เพิ่งติดตั้งก็ไม่มีเสียงดังขึ้นมาเลยเช่นกัน ครั้นจะให้เธอโทรไปสอบถามกับเพื่อนของบิดาเธอก็ทำไม่ได้ เพราะเวลานี้มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ติดตั้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน เนื่องจากค่าติดตั้งโทรศัพท์นั้นแสนจะแพง ดังนั้นเธอจึงไม่รู้ว่าเพื่อนของบิดาคนไหนบ้างที่เธอจะสามารถติดต่อได้
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
ลู่เสี่ยวหยาได้ยินเสียงโทรศัพท์ก็รีบวิ่งไปรับสายทันที และรู้ว่าต้องเป็นบิดาโทรมาแน่ๆ
“สวัสดีค่ะพ่อ พ่อคะ ตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหนคะ ทำไมถึงยังไม่กลับบ้าน หนูมีเรื่องอยากปรึกษาพ่อค่ะ”
“คุณคือคุณหนูลู่หรือ” เสียงปลายสายดังขึ้น
“คุณเป็นใคร?” ลู่เสี่ยวหยาถามออกไป เพราะเสียงปลายสายไม่ใช่เสียงที่เธอคุ้นเคย
“เสี่ยวหยา! เสี่ยวหยาใช่ไหมลูก หนู...หนูต้องช่วยพ่อนะ ตอนนี้พ่ออยู่ที่...”
“คุณพ่อ! คุณพ่อคะ” ลู่เสี่ยวหยาตะโกนกลับเมื่อเสียงของบิดาขาดหายไป
“คราวนี้เราจะคุยได้ดีๆ ได้หรือยังครับคุณหนูลู่” เสียงปลายสายดังขึ้นอีกครั้ง
“คุณ...คุณต้องการอะไร แล้วตอนนี้คุณพ่อของฉันอยู่ที่ไหน” สถานการณ์ตรงหน้าทำให้ลู่เสี่ยวหยากลัวขึ้นมาจริงๆ แล้ว
“เขาจะอยู่ที่ไหนก็ไม่สำคัญหรอก แต่ถ้าคุณอยากเจอหน้าเขา คุณก็ต้องเอาเงินมาใช้หนี้ เมื่อผมได้รับเงินครบตามจำนวน ผมก็จะปล่อยคุณพ่อของคุณไป”
“เท่าไหร่?” ลู่เสี่ยวหยาถาม เธอรู้ว่าบิดามีหนี้สินเพราะช่วงนี้ธุรกิจของครอบครัวไม่ค่อยดี เมื่อปลายสายพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เธอจึงไม่แปลกใจ
“ห้าแสนเหรียญ” เสียงปลายสายตอบอย่างสบายๆ
“หา! ห้าแสนเหรียญ ฉันไม่มีเงินมากมายขนาดนั้นหรอก”
“ถ้างั้น...คุณก็รอเก็บศพคุณพ่อของคุณกลับไปก็แล้วกัน”
“เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อน เงินเยอะขนาดนั้นฉันจะไปหามาจากไหน เอาอย่างนี้ได้ไหม ฉันขอจ่ายดอกเบี้ยให้คุณไปก่อน แล้วคุณก็ปล่อยคุณพ่อของฉันมา ภายในเวลาไม่เกินหกเดือน ฉันจะหาเงินมาใช้หนี้คุณทั้งหมด”
“ตกลง คุณหาเงินมาจ่ายให้ผมห้าหมื่นเหรียญก่อนก็ได้ คุณเอาเงินไปวางไว้ที่...”
ปลายสายบอกสถานที่ส่งเงินและสถานที่รับตัวคุณพ่อลู่กับลู่เสี่ยวหยาอยู่สักพักก็วางสายไป
“คุณเป็นพ่อที่ใจดำเหมือนกันนะคุณลู่ เงินห้าหมื่นไม่ใช่น้อยๆ แต่คุณก็หลอกให้ลูกสาวหามาจ่ายให้คุณจนได้ นับว่าลูกสาวของคุณกตัญญูกับคุณมากทีเดียว แต่คุณไม่กลัวหรือว่าถ้าเธอรู้ความจริงแล้วเธอจะโกรธคุณ” เหวินเซี่ยพูดกับคุณพ่อลู่ ซึ่งเหวินเซี่ยก็คือเจ้าของเสียงปลายสายที่พูดสายอยู่กับลู่เสี่ยวหยาเมื่อครู่นี้เอง
“เด็กคนนี้ยังพอมีสมบัติที่เป็นเครื่องประดับโบราณของแม่เธอเก็บเอาไว้อยู่อีกหลายชิ้น ผมก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่ามันมีมากเท่าไหร่ แต่คงมีราคาไม่น้อยกว่าห้าหมื่นเหรียญแน่” พ่อลู่ตอบ
“เธอจะยอมขายสมบัติแม่ของตัวเองเชียวหรือ”
“ผมเป็นพ่อของเธอนะ ทำไมเธอจะไม่ยอมล่ะ”
“ผมถึงบอกว่าคุณเป็นคนใจร้ายและเชื่อถือไม่ได้ แม้แต่ลูกสาวของตัวเองยังหลอกได้เลย”
“ผมแค่ให้แกแสดงความกตัญญูกับผมเท่านั้นจะเรียกว่าหลอกลวงได้ยังไง ผมไม่พูดเรื่องนี้กับคุณแล้ว ช่วงนี้มีเด็กใหม่เข้ามาบ้างไหม ตอนนี้ผมรู้สึกเหนื่อยมาก อยากผ่อนคลายสักหน่อย”
“มีเข้ามาใหม่อยู่คนหนึ่ง เป็นเด็กสาวที่มีประสบการณ์แล้ว แต่หน้าตาผิวพรรณก็นับว่าใช้ได้” เหวินเซี่ยตอบ
“ถ้าเป็นคนที่คุณเหวินเอ่ยปากชมได้ก็แสดงว่าผ่าน คืนนี้ผมจะค้างที่นี่สักคืน รบกวนคุณเหวินช่วยจัดที่พักให้ผมด้วย อืม...ลงบัญชีไว้เหมือนเดิมก็ได้นะ”
“ได้สิครับ ยังไงบัญชีของคุณลู่ก็ไม่เคยมีปัญหาอยู่แล้ว เดี๋ยวผมจะสั่งให้เด็กไปเตรียมห้องให้ คุณลู่รอสักครู่นะครับ ส่วนตอนนี้ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมคงต้องขอตัวก่อน”
เหวินเซี่ยเดินหันหลังยิ้มออกไปจากห้อง บัญชีที่คุณพ่อลู่ค้างไว้หากรวมกับดอกเบี้ยคิดว่าแม้แต่จะให้คุณพ่อลู่ขายบ้านมาชดใช้ก็คงจะใช้หนี้ไม่หมด แต่เหวินเซี่ยไม่ได้ต้องการแค่เงิน เพราะเขาแอบหลงรักลู่เสี่ยวหยามานานแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เรียนมัธยมด้วยกัน เพียงแต่ลู่เสี่ยวหยามักจะดูถูกที่เขาจน ตั้งแต่วันนั้น เหวินเซี่ยก็ผันตัวเองมาทำงานในธุรกิจมืด เพียงเพื่อที่เขาจะได้หาเงินมาให้ได้เยอะๆ ในเมื่อผู้หญิงที่เขารักหลงใหลในทรัพย์สิน เช่นนั้นเขาก็จะใช้สิ่งนี้ดึงเธอให้มาอยู่กับเขาให้ได้ ส่วนเขาจะยังทนุถนอมเธอเหมือนที่เขาเคยตั้งใจเอาไว้หรือไม่นั้น...เขาคงต้องขอคิดดูอีกที
ในขณะที่คุณพ่อลู่มีความสุขอยู่กับสาวน้อยผู้เร่าร้อน ลู่เสี่ยวหยากลับกำลังกลุ้มใจว่าจะหาเงินจากไหนไปช่วยบิดา เธอนั่งมองเครื่องประดับโบราณที่มารดาทิ้งไว้ให้อย่างนึกเสียดาย เธอรักและหวงแหนเครื่องประดับเหล่านี้มาก เพราะมันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่มารดาทิ้งไว้ให้ ถึงแม้สถานะทางการเงินของครอบครัวจะตกต่ำแค่ไหน แต่ลู่เสี่ยวหยาก็ไม่เคยคิดที่จะเอาเครื่องประดับในกล่องนี้ออกไปขาย ซึ่งบิดาของเธอก็รู้ดี เธอยังนึกขอบคุณบิดาด้วยซ้ำที่ไม่เคยเข้ามายุ่งกับสมบัติของเธอ
แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิม เพราะบิดากำลังตกอยู่ในอันตราย ในเมื่อเธอไม่สามารถไปหยิบยืมเงินใครได้ ดังนั้นเธอคงทำได้เพียงแค่ต้องเอาเครื่องประดับเหล่านี้ออกไปขายเท่านั้นเอง
“คุณแม่ขา คุณแม่อย่าโกรธหนูเลยนะคะที่หนูรักษาสมบัติชิ้นสุดท้ายของคุณแม่ไว้ไม่ได้ ตอนนี้คุณพ่อกำลังตกอยู่ในอันตราย หนูจะปล่อยให้คุณพ่อเป็นอะไรไปไม่ได้จริงๆ ค่ะ” ลู่เสี่ยวหยากอดกล่องสมบัติไว้และร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
“ขอบใจนะลูกที่ช่วยพ่อออกมา พ่อสัญญานะว่าในอนาคตพ่อจะซื้อเครื่องประดับที่ดีที่สุดให้ลูก” พ่อลู่กอดลูกสาวทั้งน้ำตา
“มันไม่เหมือนกันหรอกค่ะคุณพ่อ เครื่องประดับชุดนั้นเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของคุณแม่ที่ทิ้งไว้ให้หนู” ลู่เสี่ยวหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “แต่ก็ช่างมันเถอะค่ะ ของนอกกายทั้งนั้น คุณพ่อค่ะ คุณพ่อสัญญากับหนูได้ไหมคะว่าคุณพ่อจะไม่ก่อหนี้สินเพิ่มขึ้นมาอีก ธุรกิจของเราถ้ามันไปไม่ไหว...เราปล่อยมันไปก่อนดีไหมคะ เอาไว้เราพร้อมเมื่อไหร่ค่อยหาอย่างอื่นทำ ตอนนี้เงินที่หนูขายเครื่องประดับไปยังพอมีเหลืออยู่ เราใช้เงินนี้ไปพลางๆ ก่อนดีไหมคะ”
“ไม่ได้หรอก พ่อทำงานหนักมาตลอดชีวิต จะให้พ่อมานั่งๆ นอนๆ อยู่บ้านเฉยๆ ได้ยังไง อีกอย่างเงินพวกนี้ก็เป็นเงินของหนู จะให้พ่อเอาเงินหนูมาใช้พ่อคงทำใจไม่ได้ แค่ที่หนูใช้หนี้ให้พ่อวันนี้พ่อก็ละอายใจกับหนูมากพอแล้ว” พ่อลู่ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ‘ไม่ได้หรอกเสี่ยวหยา พ่อเข้าบ่อนมาทั้งชีวิตจะให้พ่ออยู่แต่ในบ้านเหมือนที่แกบอก พ่อก็เฉาตายก่อนพอดีสิ แล้วยังมีแม่สาวน้อยชนบทคนนั้นอีก แค่นึกถึงหล่อนพ่อก็กระชุ่มกระชวยขึ้นมาแล้ว’
ลู่เสี่ยวหยาไม่รู้ความคิดของบิดา รู้แต่ว่าตั้งแต่แม่ของเธอเสียไป คุณพ่อก็เอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาพักเพื่อให้ลืมความทุกข์ใจจากการสูญเสียภรรยา เมื่อบิดายืนกรานว่าจะยังทำธุรกิจต่อ เธอก็คงต้องได้แต่ยอม แต่เงินในมือเธอมีน้อยแค่นี้เธอจะทำยังไงได้ล่ะ ลู่เสี่ยวหยานั่งหน้าเครียดและนิ่งอยู่นานจนคุณพ่อลู่เริ่มร้อนใจ
“เสี่ยวหยา พ่อรู้ว่าเรื่องนี้ทำให้ลูกลำบากใจ ถ้าอย่างนั้นพ่อจะเลิกกิจการทั้งหมดแล้วกลับมาอยู่ที่บ้านก็ได้ แต่ลูกต้องรู้ว่ากิจการของเราใหญ่โต เรามีทั้งคนงานและคู่ค้ามากมาย พ่อต้องขอเวลาจัดการเรื่องพวกนี้ให้เรียบร้อยก่อน ลูกเข้าใจพ่อใช่ไหม”
“หนูเข้าใจค่ะ พ่อจะใช้เวลาจัดการเรื่องนี้นานเท่าไหร่คะ”
“คงสักเดือนหรือสองเดือน”
“สัปดาห์หน้าหนูก็จะสอบเสร็จ หลังจากนั้นก็จะปิดภาคเรียน หนูจะเข้าไปช่วยพ่อที่บริษัทนะคะ”
“ไม่ต้อง!” พ่อลู่ตะโกนขึ้นเสียงดัง ก่อนที่จะหาทางเกลี้ยกล่อมลูกสาว ถ้าขืนเขาปล่อยให้ลูกสาวไปดูบริษัทที่ไม่มีอยู่จริงของเขา ถึงตอนนั้น ลูกสาวยังจะหาเงินมาให้เขาเข้าบ่อนได้อีกหรือ “เอ่อ...พ่อหมายถึงว่าลูกไม่ต้องไปช่วยพ่อหรอก พ่อจัดการคนเดียวได้ ปิดภาคเรียนทั้งทีทำไมลูกไม่หาที่เที่ยวพักผ่อนสักหน่อยล่ะ”
คำแนะนำของคุณพ่อลู่ตรงกับใจของลู่เสี่ยวหยาพอดี เพราะเธออยากจะหลบหน้าหยวนเกาอยู่สักพักจริงๆ แต่จะให้เธอหลบไปไหนได้ ลู่เสี่ยวหยาได้แต่รับคำบิดาไปก่อน “รอสอบเสร็จแล้วหนูจะลองหาสถานที่พักผ่อนสักที่ก็แล้วกันนะคะ”