บทที่ 5
อาจารย์...ศิษย์เจอเรื่องยุ่งยากเข้าแล้ว
ต้นเดือนเจ็ด ผลผลิตทั้งหมดถูกเก็บเกี่ยวทั้งหมด เหลือแค่มันหวานและมันฝรั่งที่พึ่งเพาะปลูกไปเมื่อสองเดือนก่อน คนของฝ่ายผลิตมาช่วยเก็บเกี่ยวพืชผล และจัดเก็บผลผลิตเข้าส่วนกลาง ที่เหลือฉีมู่หรงนำมาเก็บเอาไว้ในห้องเก็บของ จัดวางพวกมันอย่างเป็นระเบียบ นำตะกร้าไม้ไผ่มาใส่จัดวางไว้บนชั้นเก็บของ
“พี่ฉี”
“พี่ฉีอยู่ไหมครับ”
“คุณชายเฉิง?” ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเรียกขานเขาอย่างสนิทสนม ทั้งที่พบเจอกันครั้งก่อนอีกฝ่ายวางท่าและอำนาจใส่เขาอยู่เลย คิ้วของฉีมู่หรงขมวดเป็นปม
“คุณชายเฉิง”
“พี่ฉี นี่เป็นน้องอ้ายฉิงแล้วก็น้องซูเมิ่ง ตามมาเที่ยวเล่นนอกเมืองด้วย”
“ครับ” ฉีมู่หรงมองหญิงสาวทั้งสองคน อีกคนแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารังเกียจเขา อีกคนไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เธอแค่กวาดสายตามองไปรอบๆเท่านั้น
“อ้ายฉิง ซูเมิ่ง น้องอยากไปดูชาวบ้านเขาเก็บเกี่ยว พี่มีธุระจะคุยกับพี่ฉี เดี๋ยวให้คนของพี่พาไป” อีกฝ่ายบอกกับสองสาว สายตาของอีกฝ่ายดูแปลกๆ แต่ฉีมู่หรงไม่คิดอะไรมาก มันไม่ใช่เรื่องของเขา
“ไปกันเถอะอ้ายฉิง อยากไปเก็บข้าวโพดหวานไม่ให้เหรอ?”
“อืม ไปกันค่ะ” หญิงสาวอีกคนเอ่ยออกเสียงเบา นัยน์ตามีความสดใสไร้เดียงสา ดูใสซื่อยิ่งนัก ผิดกับหญิงสาวอีกคนที่นัยน์ตาแสดงออกถึงความเจ้าเล่ห์และชิงชังอยู่ลึกๆ โดยที่หญิงสาวอีกคนไม่รู้เลย
“คุณชายเฉิงเชิญเข้ามานั่งก่อน”
“จริงสิ ผมมาเป็นตัวแทนคุณปู่ ขอบคุณพี่ฉีมากสำหรับโสม”
“นี่เป็นโสมที่เตรียมเอาไว้ให้ เป็นโสมอายุมากกว่าครั้งก่อน โสมน่าจะอายุ 60-80 ปี จำนวน 4 ต้น”
“สมบูรณ์มาก ถ้าพี่ฉีได้มาอีกอย่าลืมเก็บเอาไว้ให้ผมนะ” เฉิงเฟยมองโสมที่เก็บเอาไว้ในกล่องไม้ด้วยความพอใจ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา แต่กลับมีของล้ำค่าอย่างโสม เขาก็พอจะลดตัวไปคบหาอีกฝ่ายได้ การที่เขาได้โสมมามันทำให้ปู่โปรดปรานเขามากกว่าหลานชายคนอื่นๆ ตระกูลให้ความสำคัญกับเขา
“เห็นทีจะไม่มีครั้งต่อไปแล้ว ต้องขอโทษด้วย”
“ทำไมล่ะ?”
“ป่าลึกอันตรายเป็นอย่างมาก ปีนี้โสมก็ถูกเก็บมาจนหมดแล้ว”
“น่าเสียดายจังเลย แต่ผมยินดีจ่ายให้ในราคาสูง”
“ไม่ใช่ว่าไม่อยากแลกเปลี่ยนกับคุณชายเฉิง แต่ขอให้คุณชายเฉิงเห็นถึงความจำเป็นของผมด้วย” ฉีมู่หรงเอ่ยออกมาอย่างสุภาพ แม้ว่าอีกฝ่ายจะแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน เขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ขายโสมให้ตระกูลเฉิงอีก
“เอาไว้ปีหน้าถ้าพี่ฉีมีโสมอีก แจ้งคนของผมได้เลย”
“ถ้าเข้าป่าแล้วพบจะเก็บเอาไว้ให้อย่างแน่นอน” ถ้าไม่พบก็ไม่จำเป็นต้องเก็บเอาไว้ให้ เขาตอบอย่างถนอมน้ำใจของอีกฝ่าย ก่อนจะรับคูปองและเงินที่เพิ่มจำนวนขึ้นมา คูปองอย่างละ 15 ใบและเงินสดอีก 500 หยวน เขามองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย น่าแปลกที่อีกฝ่ายไม่ได้เดินไปทางศาลาส่วนกลาง หรือพื้นที่แปลงผลิต แต่กลับเดินไปทางป่าลึก
ฉีมู่หรงไม่คิดจะใส่ใจ ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของตน เขานำเอาสมุนไพรที่ตากเอาไว้เก็บใส่โหลแก้ว จะเก็บไว้ดองสุราดอกหอมหมื่นลี้ในมิติเร้นเมฆากำลังเบ่งบาน ทุกปีเขาจะทำสราดอกท้อเอาไว้ดื่มกับอาจารย์
นึกถึงเรื่องนี้ก็ทำให้เขาคิดถึงอาจารย์ ไม่รู้ว่าอาจารย์จะเป็นอย่างไรบ้าง ได้แต่หวังว่าอาจารย์จะสุขสบายดีอยู่ที่ไหนสักแห่ง สักวันหนึ่งเราสองคนศิษย์อาจารย์คงได้พบหน้ากันอีกครั้ง
ผู้ฝึกปราณขั้นราชัน สามารถใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายได้ โดยการวางค่ายกลและให้หยกมังกรเป็นตัวกลาง ฉีมู่หรงทุ่มเทในการสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะเสียพลังปราณไปไม่น้อย แต่ถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้ถือว่าคุ้มค่ากับพลังปราณที่เสียไป
“สำเร็จ”
“น่าเสียดายที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มสิบส่วน แต่ก็ถือว่าใช้ได้” เขาสามารถพาตัวเองมาที่ถ้ำใต้น้ำตกกลางป่าลึกได้ในทันที แบบนี้เขาก็สามารถฝึกลมปราณในยามกลางคืนที่นี่ได้
“พลังปราณเข้มข้น” ฉีมู่หรงนั่งลงดูดซับพลังปราณเข้าไปทดแทนพลังปราณที่เสียไปในการสร้างค่ายกลเคลื่อนย้าย ใช้เวลาไม่นานก็ชดเชยพลังปราณที่เสียไป ตอนนี้พลังปราณกลับมาเต็มสิบส่วนอีกครั้ง
อยู่ก็นึกได้ว่าเห็นทุ่งดอกบัวอยู่อีกฝั่งหนึ่งของหน้าผา เย็นนี้กินนึกอยากกินตุ๋นรากบัวขึ้นมาพอดีไปเก็บเสียหน่อย เวทย์อักขระปักษามรกตพัฒนาขึ้นมาอีกขั้น มันเพิ่มความเร็วและลดการผลาญพลังปราณยามใช้ลงไป ใช้พลังปราณเพียงหนึ่งส่วนก็สามารถใช้เวทย์ปักษามรกตได้
นี่คือความต่างของผู้ฝึกปราณขั้นปรมาจารย์และราชัน นอกจากพลังปราณที่เพิ่มขึ้น ความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นด้วย
“พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า” ช่างเป็นภาพที่งดงาม ฉีมู่หรงลงไปเก็บรากบัว ในแหล่งน้ำมีปลาและกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ๆ อุดมสมบูรณ์ เพราะอยู่ในป่าลึก ชาวบ้านเข้ามาไม่ถึงเพราะมีสัตว์นักล่าอย่างเสือโคร่งตัวใหญ่และหมี เลยไม่มีใครเสี่ยงเข้ามา ชาวบ้านหมู่บ้านไน่เหอโชคดีกว่าที่หลายหมู่บ้าน ที่มีหัวหน้าฝ่ายผลิตที่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ พื้นที่การเกษตรอุดมสมบูรณ์ การเพาะปลูกให้ผลผลิตจำนวนมาก อีกทั้งมีป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านสามารถหาของป่า อย่างพวกเห็น ล่าสัตว์ป่า หน่อไม้ ผลไม้ป่าตามฤดูกาลมาเป็นอาหารได้ โดยอาหารที่ได้จากป่า ฝ่ายผลิตไม่ได้เก็บเข้าส่วนกลาง ยกเว้นเนื้อสัตว์เท่านั้น ส่วนใครที่อยากนำไปให้ส่วนกลางเพื่อสะสมแต้ม หัวหน้าหวังก็รับแลก นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ชาวบ้านได้คนอย่างหัวหน้าหวังมาเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต
สองเท้าของฉีมู่หรงเดินลัดเลาะมาตามป่า โดยให้วิชาตัวเบาเพื่อไม่ให้ผลาญพลังปราณจนมากเกินไป อีกทั้งยังแวะเก็บสมุนไพรด้วย อากาศในช่วงเย็นจะเย็นลงเล็กน้อยเพราะนี่เป็นปลายฤดูใบไม้ผลิ อีกไม่นานฤดูร้อนก็มาเยือน
เขาเดินจนมาถึงแถบชายป่ารอบนอก มีชาวบ้านเข้ามาหาของป่าและมาวางกับดักสัตว์อยู่บ้าง อีกฝั่งเป็นเขาสูงชันไม่ค่อยมีชาวบ้านเข้าไป
ฉีมู่หรงสังเกตเห็นบางอย่าง
“แม่นาง” เขาจำชุดที่อีกฝ่ายสวมใส่ได้ ทำไมถึงได้มานอนหมดสติอยู่ด้านล่างแบบนี้
“แม่นาง” ฉีมู่หรงรีบจับชีพจรของอีกฝ่าย มีโลหิตสีแดงไหลออกมาจากศีรษะของอีกฝ่าย ดูเหมือนจะตกมาจากที่สูงชัน
ฉีมู่หรงแทบจะสัมผัสไม่ได้ถึงชีพจรของอีกฝ่าย เขาขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ ก่อนจะจับใหม่อีกครั้ง เขาค่อยเดินลมปราณแล้วจับชีพจรของหญิงสาวอีกครั้ง มันเต้นแต่แผ่วเบามาก
“แม่นาง”
“แม่นางอ้ายฉิง”
ฉีมูหรงจำต้องอุ้มร่างบางที่ลมหายใจแผ่วเบากลับมาที่บ้าน เขาใช้วิชาปักษามรกต ในการพาร่างไม่สติของหญิงสาวกลับมาที่บ้านอย่างรวดเร็ว
เขาวางร่างลงบนที่นอนของตัวเอง ปัดเศษใบไม้แห้งออกจากผมของอีกฝ่าย จากนั้นนำโอสถรักษาบาดแผลภายนอกมาป้อนให้อีกฝ่าย
ก่อนจะส่งพลังปราณเข้าร่างของอีกฝ่ายให้โอสถที่เพิ่งกินเข้าไปเห็นผลเร็วขึ้น เมื่อบาดแผลภายนอกหายแล้วก็จับชีพจรของอีกฝ่ายอีกครั้ง มันกลับมาเต้นเป็นจังหวะที่คงที่แล้วแต่อีกฝ่ายยังไม่ได้สติ
ฉีมู่หรงนำโอสถรักษาบาดแผลภายในที่ปรุงด้วยโสมโลหิตมังกรพันปีมาป้อนอีกฝ่าย แล้วค่อยๆ ส่งพลังปราณให้กับร่างบาง ช่วยให้การหลอมโอสถโสมโลหิตมังกรละลายได้ง่ายขึ้น ร่างกายของนางดูบอบบาง อีกอย่างศีรษะของนางได้รับการกระทบกระเทือนจำต้องใช้โอสถโสมโลหิตมังกรให้นางฟื้นคืนสติได้เร็วที่สุด
เวลาผ่านไปราว ๆ ยี่สิบนาที ร่างของหญิงสาวก็ค่อยๆรู้สึกตัว
“อื้อ ปวดหัวชะมัดให้ตายเถอะ”
“แม่นาง....เออคุณอ้ายฉิง” เขาปรับคำเรียกเมื่อนึกได้ว่าเผลอใช้สำนวนการพูดในอดีต
“ที่นี่ที่ไหน?"
"...." หรือว่านางจะความจำเสื่อม ถึงจำไม่ได้
"ที่นี่ที่ไหน? ใช่ที่รักหรือเปล่า?”
“!!!!”
“ว้าวววว....หล่อจัง”
“!!!!”
“หล่อราวกับเทพเลยในซีรีส์จีนเลย ดวงตาดุดัน ใบหน้าโคตรหล่อ เทพมารหรือเปล่า? ใจอิอ้ายบางมาก” ฝันดีจังเลย ฝันว่าเจอผู้ชายในฝัน ฟินสุดๆ
“!!!!”
“ดาเมจความหล่อกระแทกตา เหมือนจะวูบ หล่อจนจะเป็นลม”
แล้วหญิงสาวก็หมดสติไปอีกครั้ง ทำเอาฉีมู่หรงทำอะไรไม่ถูกพักหนึ่งก่อนจะจับชีพจรที่ข้อมือของอีกฝ่าย พบว่าแค่หมดสติไปเท่านั้นไม่มีอะไรน่าห่วง แต่ที่น่ากังวลไม่ใช่ร่างกายแต่เป็นสมองของนาง บางทีอาจจะเป็นอาการแค่ชั่วคราวเท่านั้น
ท่านอาจารย์ ศิษย์คิดว่าศิษย์ให้โอสถโสมโลหิตมังกรพันปีแก่นาง เหตุใดโอสถของศิษย์ถึงไร้ประโยชน์เยี่ยงนี้ แม่นางอ้ายฉิงเสียสติไปแล้ว ขอให้เป็นอาการชั่วคราวเท่านั้น แม้ว่าเขาจะฝึกหลอมโอสถแต่โอสถที่เขาหลอมก็ไม่เคยถูกนำมารักษาคนอื่นมาก่อน มีเพียงอาจารย์ที่มาทดสอบโอสถให้
ในขณะที่ฉีมู่หรงกำลังกังวลใจกับอาการของหญิงสาว ก็มีทหารกลุ่มหนึ่งกำลังกระจายกำลังตามหาคุณหนูลู่ หรือลู่อ้ายฉิง ลูกสาวคนเล็กของผู้พันลู่ นอกจากจะมีทหารของผู้พันลู่แล้วยังมีทหารของนายพลเฉิงช่วยกันค้นหา เพราะทั้งสองครอบครัวกำลังจะเกี่ยวดองกัน การหายตัวไปของลู่อ้ายฉิงจึงทำให้นายพลเฉิงร้อนใจไม่น้อย
“เฉิงเฟย แกมันไม่ได้เรื่อง อีกสองเดือนก็จะตบแต่งกันอยู่แล้ว ฉันต้องการเกี่ยวดองกับตระกูลลู่มากแค่ไหนแกน่าจะรู้ดีแก่ใจ”
“พ่อครับ ผมผิดเอง” เฉิงเฟยได้แต่ทนฟังคำด่าของคนเป็นพ่อ
“ใช่แกผิด ผู้พันลู่จะตำหนิตระกูลเฉิงเอาได้ แกเป็นคนไปขออนุญาตพาอ้ายฉิงไป กลับเกิดราวไม่คาดฝัน แบบนี้ฉันกับผู้พันลู่จะมองหน้ากันยังไง?”
“ผมไม่คิดว่าอ้ายฉิงจะเข้าป่าไปเก็บเห็ดกับชาวบ้าน”
“ส่งกำลังคนของเราไปค้นหาอ้ายฉิงในป่า”
“ครับ ผมสั่งการลงไปแล้ว” เฉิงเฟยบอกกับผู้เป็นพ่อ ท
ทางฝั่งบ้านตระกูลลู่ก็ร้อนใจเป็นอย่างมากยิ่งกว่าฝั่งตระกูลเฉิง โดยเฉพาะผู้พันลู่และภรรยาที่เป็นห่วงลูกสาวคนเล็กเป็นอย่างมาก ภรรยาถึงกับเป็นลมล้มพับไปทันทีที่ทราบเรื่อง
“ฮรึ่กๆ คุณลุง คุณป้า ฉันขอโทษ ฉันผิดเองที่ปล่อยให้อ้ายฉิงคาดสายตา”
“ลงโทษฉันได้เลย ฮื่อออ” ซู่เมิ่งร้องไห้ออกมาด้วยความน่าสงสาร ผู้พันลู่และคุณนายลู่แม้ว่าจะโกรธมาก แต่ก็เข้าใจดีว่าทุกอย่างมันเป็นอุบัติเหต ยังไงซูเมิ่งกับอ้ายฉิงก็เติบโตมาด้วยกัน คงไม่อยากให้เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
คุณนายลู่รู้ดีว่า ลูกสาวของนางเป็นคนเอ่ยปากขออนุญาตออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกเอง และนางก็เป็นคนเอ่ยปากอนุญาต ในขณะที่ซูเมิ่งที่ตามไปเป็นเพื่อนเท่านั้น
“เอาละ ไปพักผ่อนก่อน ตอนนี้ลุงให้คนค้นหาอ้ายฉิงแล้ว หวังว่าอ้ายฉิงจะไม่เป็นอะไร” เขาได้แต่หวังว่าลูกสาวเขาจะปลอดภัย คงหลงอยู่ในป่าลึก ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง เขาได้แต่หวังว่าลูกสาวของเขาจะยังปลอดภัยดี และรีบเร่งการค้นหาให้ทั่วทั้งป่า
“ถ้าอ้ายฉิงเป็นอะไรไป หนูคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ฮรึ่ก...เป็นความผิดของหนูเอง” ซูเมิ่งร้องไห้และเอาแต่โทษตัวเอง
“คุณพาซูเมิ่งกลับไปพักที่บ้านเถอะ ผมจะอยู่รอฟังข่าวที่นี่”
“ค่ะ ได้ข่าวยังไงให้คนมาแจ้งด้วยนะคะ ซูเมิ่งกลับบ้านกับป้า”
การค้นหาผ่านไปค่อนคืนแต่ก็ไม่พบความคืบหน้า จนผู้พันลู่สั่งให้หยุดการค้นหา ก่อนจะสั่งให้ค้นหาอีกครั้งตอนเช้ามืดในป่าแถบนั้น
“ผู้พันลู่ครับ พบร่องรอยของคุณหนูแล้วครับ”
“ที่ไหน?” อีกฝ่าเอ่ยถามออกไปอย่างร้อนใจ
“หน้าผาชั้นนอกครับ มีรอยเลือดด้วย แต่ไม่พบคุณหนูลู่ครับ”
“นำทางฉันไป” ผู้พันลู่เข้าไปในป่าด้วยตนเอง อ้ายฉิงเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาและภรรยา เป็นลูกสาวคนเล็ก เขาและครอบครัวรักและเอ็นดูเธอเป็นอย่างมาก ลูกสาวเป็นคนเรียบร้อย ว่าง่าย ไม่เคยทำให้เขาและภรรยาหนักใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่การแต่งงานอีกฝ่ายก็ยินยอมแต่งงานเกี่ยวดองกับตระกูลเฉิงด้วยความเต็มใจ นับว่าเป็นลูกสาวที่ดี ไม่เคยทำให้ตระกูลลู่เสื่อมเสีย
ช่วงสายๆ ผู้พันลู่ให้คนของตัวเองค้นหาตามบ้าน เขานึกหวั่นใจของอย่าให้ลางสังหรณ์ของเขาเป็นจริง
ฉีมู่หรงตื่นมาแต่เช้ามืด เขาเข้าไปดูหญิงสาวในห้องนอน ในขณะที่เขานอนห้องอ่านหนังสือ พบว่าเธอกำลังนอนหลับอย่างมีความสุข ราวกับกำลังหลับฝันดี เขาตัดสินใจไม่ปลุกอีกฝ่าย
ฉีมู่หรงมาเตรียมมื้อเช้า เขาตุ๋นรากบัว แล้วทำโจ๊กฟักทองทานคู่กัน ทำหมั่นโถวฟักทองเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง ก่อนจะไปล้างผลไม้และปอกใส่จานเอาไว้
ไม่รู้ว่าหญิงสาวจะตื่นขึ้นมาหรือยัง ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วสมองที่ได้รับความกระทบกระเทือนจะหายดีหรือเปล่า
“คุณอ้ายฉิง”
“คุณตื่นหรือยัง”
“ฉันตื่นแล้วค่ะ” เสียงของคนในตอบรับ ทำเอาฉีมู่หรงรู้สึกโล่งใจที่อีกฝ่ายไม่พูดประโยคประหลาดๆ ออกมาเหมือนอย่างเมื่อคืน
แกร๊ก...
“ไม่ใช่ความฝันสินะ เอ๊ะไม่สิยังฝันอยู่สินะ ทำไมไม่ยอมตื่นสักที” เสียงพึมพำเบาๆ ออกจากปากของหญิงสาว สายตาจับจ้องใบหน้าของชายในฝันตรงหน้าอย่างไม่วางตา
“รู้สึกเจ็บหรือเปล่า? คุณอ้ายฉิงพลัดตกเขา ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง”
“โคตรหล่อ เมื่อคืนว่าหล่อแล้ว ตอนนี้หล่อกว่า” โคตรหล่อ โคตรแบด ตรงสเปคเลย
“!!!!”
“เออ...ผมเตรียมอาหารเช้าไว้ คุณหิวหรือยัง”
โคร่กกก....
“น่าอายจัง ฉันหิวมากเลยค่ะ” อีกฝ่ายเอ่ยออกมา แล้วส่งสายตาเขินอายมาให้เขา แววตาของเธอดูแตกต่างจากตอนพบเจอกันครั้งแรก ราวกับคนละคน
กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยมาให้คนที่เดินพ้นจากประตูห้องนอนได้กลิ่น ท้องของเธอร้องในทันที แม้มันจะดูน่าอายแต่ว่าเธอรู้สึกหิวมากจริงๆ
“ตามสบาย ผมทำเอาไว้เยอะ”
“ฉันไม่เกรงใจแล้วนะคะ” เธอส่งยิ้มให้ชายตรงหน้า แม้จะพึ่งรู้จักกันแต่เขาก็ให้ความช่วยเหลือเธอ
“หอมมม....”
“ง่ำๆ อร่อยมาก”
“คุณชื่ออะไรคะ?” ของรู้ชื่อชายในฝันหน่อยว่ามีชื่อว่าอะไร
“ฉีมู่หรง”
“พี่มู่หรง ชื่อเพราะจัง ฉันลู่อ้ายฉิงเรียกว่า อ้ายฉิงเฉยๆ ก็ได้”
“.....”
“ฉันอายุน้อยกว่าเรียกว่าพี่มู่หรงไม่ได้เหรอ?”
“อื้ม” เมื่อสบกับแววตาของอีกฝ่าย ฉีมู่หรงก็ตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน
“อิ่มมากเลย อาหารที่พี่มู่หรงทำอร่อยทุกอย่างเลย”
“ขอบคุณมากที่ช่วยชีวิตของฉันเอาไว้”
“ฉันจะพาเธอไปส่งที่ฝ่ายผลิต มีทหารอยู่ เขาจะพาเธอกลับบ้าน” พูดจบเขาก็พบว่าใบหน้าของหญิงสาวดูเศร้าสร้อยลงทันที เหมือนกำลังเสียดายอะไรสักอย่าง
"....." อีกทั้งเธอไม่พูดอะไรเลย มองหน้าเขาตาปริบๆ
“ถ้า คุณหนูอ้ายฉิงชอบหมั่นโถว ผมจะแบ่งให้กลับไปกินที่บ้าน” ฉีมู่หรงคิดว่าเธอคงชอบหมั่นโถวมาก เขาทำเอาไว้เยอะพอสมควร แบ่งให้เธอกลับไปกินที่บ้านได้
“ขอบคุณค่ะ” สีหน้าแสดงออกถึงความผิดหวังหรือว่าเธอไม่ได้ชอบหมั่นโถวขนาดนั้น ฉีมู่หรงนำหมั่นโถวใส่ถุงกระดาษสี่ลูก นำไปให้หญิงสาว
“อากาศข้างนอกบ้านเย็นกว่าที่คิด ดีที่มีเสื้อคลุมของพี่มู่หรง” แววตาของหญิงสาวกวาดมองไปรอบๆ บ้านของพี่มู่หรงน่าอยู่มาก
“นี่เป็นหมั่นโถว”
“อ่า...หล่อเป็นบ้า ยิ่งมองใกล้ๆ ยิ่งหล่อ หัวใจฉันจะละลายเพราะความหล่อของพี่มู่หรงอยู่แล้ว รู้ตัวบ้างไหม” มองใกล้ๆยิ่งหล่อ ฝันดีจนไม่อยากจะตื่นเลย ในฝันจะทำอะไรก็ได้
“....” เธอยังไม่หายดีสินะ ถึงได้พูดอะไรแบบนี้ออกมา
“ผมจะเดินไปส่ง”
“พี่มู่หรงฉันรู้สึกเวียนหัว” ฉีมู่หรงเห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปประคองหญิงสาว พอดีกับจังหวะที่เขาและเธอเดินออกมาจากรั้วบ้าน
“บ้านหลังสุดท้ายแล้วครับคุณลุง เป็นบ้านพี่ฉี” เฉิงเฟยบอกกับพ่อของคู่หมั้นสาว ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองไปที่ประตูรั้วบ้าน ทำให้เขามองไปเช่นกัน
“อ้ายฉิง” น้ำเสียงดุดันเอ่ยเรียกลูกสาวของตัวเองอย่างไม่พอใจ สภาพลูกสาวในตอนนี้คนอื่นจะคิดเป็นอื่นได้อย่างไร? นอกจากลูกสาวเขาค้างอ้างแรมกับชายแปลกหน้าทั้งคืน
“น้องอ้ายฉิง”
“!!!!”
“คุณพ่อ.... พี่เฉิงเฟย?”
----TBC-----