ตอนที่ 12: เมื่อโชคชะตามาถึง
(เช้าวันรุ่งขึ้น)
ผมมาถึงสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ในขณะที่ฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง ผมซื้อตั๋วรถตู้สายกรุงเทพฯ-สมทรสาคร (บ้านบ่อ) แล้วขึ้นไปนั่งรอเวลาออกรถ
ความรู้สึกตื่นเต้นเย็นเยียบแล่นไปทั่วร่างกาย
รถตู้ออกเดินทาง ผมเอนหลังพิงกับเบาะ ปล่อยให้ทิวทัศน์นอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไป แล้วเผลอหลับไป
แล้วทันใดนั้นเอง มือถือก็สั่น หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมกับการแจ้งเตือนข้อความ LINE...
Sasithorn P.: ‘คุณชาญคะ พอดีมีเื่ด่วนเกี่ยวกับหยกชิ้นนั้นค่ะ...’
หัวใจผมกระตุกวูบ ผมรีบกดโทรกลับไปหาเธอทันที ศศิธรรับสายแทบจะในทันที น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
"คุณชาญ! ขอโทษที่รบกวนแต่เช้านะคะ ผลเบื้องต้นออกแล้วค่ะ" พอดี ดร. เอก เพื่อนร่วมงานดิฉัน เขาไม่ได้นอนทั้งคืนเพื่อรันผล... และมันเหลือเชื่อมาก..."
"เจออะไรเหรอครับ" ผมถาม พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น
"เื่แรกคือองค์ประกอบค่ะ... เรายืนยันได้ 100% ว่ามันมีธาตุอิริเดียมปะปนอยู่ในเนื้อหยกจริงๆ เป็ลักษณะเฉพาะของวัตถุที่มาจากนอกโลก... มันคือหยกที่ทำจากหินอุกกาบาตค่ะ"
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก... หินจากนอกโลก...
"แต่ที่สำคัญกว่านั้นค่ะ" ศศิธรพูดต่อ "จากการวิเคราะห์ชั้นคาร์บอนที่เคลือบผิววัตถุ เราสามารถระบุอายุของมันได้แล้วค่ะ... คุณชาญคะ หยกชิ้นนี้ถูกแกะสลักขึ้นเมื่อประมาณ 1,380 ปีที่แล้ว บวก-ลบ ไม่เกินสิบปี... ซึ่งหมายความว่ามันถูกสร้างขึ้นใน่คาบเกี่ยวระหว่างปลายราชวงศ์สุยถึงต้นราชวงศ์ถัง... เป็่เวลาเดียวกับองค์รัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิงไม่มีผิดเพี้ยนเลยค่ะ!"
ผมอึ้งไปชั่วขณะ ข้อมูลสองอย่างที่ดูเหมือนจะมาจากคนละโลกกำลังโคจรมากัน
"คุณชาญคะ!" เสียงของศศิธรดังรัวและเร็วด้วยความตื่นเต้น "ตอนนี้ที่แล็บวุ่นวายมาก! ดร. เอก เขากำลังจะรันการตรวจยืนยันซ้ำอีกรอบ นี่มันเื่ใหญ่ระดับโลก! ฉันต้องวางสายก่อนนะคะ ไว้จะรีบรายงานความคืบหน้าอีกที!"
ผมยังไม่ทันได้ตอบอะไร เธอก็วางสายไป ทิ้งให้ผมมึนงงอยู่กับข้อมูลที่เพิ่งได้รับ
สมองของผมขาวโพลนไปชั่วขณะ ผมเอนศีรษะพิงกับกระจกเย็นๆ ของรถตู้ ปล่อยให้ภาพทิวทัศน์ข้างทางเคลื่อนผ่านไปโดยที่ผมไม่ได้มองมันจริงๆ เลย
ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่จนกระทั่งรถเริ่มชะลอความเร็วและคนขับก็ะโบอกจุดหมายปลายทาง
"ถึงแล้ว ตลาดบ้านบ่อ!"
ผมลงจากรถตู้ ก้าวขาขึ้นไปนั่งบนรถสองแถวไม้สีฟ้าที่ดูเก่าแก่ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปทันที จากถนนหลวงกลายเป็ถนนเส้นเล็กๆ ที่ขนาบข้างไปด้วยบ้านเรือน
ไม่นานนัก รถสองแถวก็จอดลงตรงหน้าซอยเล็กๆ คนขับชี้เข้าไปด้านใน "ศาลเ้ากวนอูอยู่ในนั้นแหละ"
ขณะที่ผมเดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ สายตาของผมก็ไปสะดุดกับป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนผนังของบ้านหลังหนึ่งตรงกลางซอย มันไม่ใช่ป้ายประกาศทั่วไป แต่เป็แผ่นไม้สีเข้มที่ถูกขัดจนขึ้นเงาอย่างดี สลักตัวอักษรไทยและจีนสีทองบอกเล่าเื่ราวไว้อย่างน่าสนใจ
ผมหยุดยืนอ่านข้อความบนนั้น หัวข้อของมันคือ "ตำนานชุมชนชาวหลี่แห่งบ้านบ่อ" เนื้อหาบอกเล่าถึงการอพยพของบรรพบุรุษกลุ่มแรกที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากที่นี่เมื่อหลายร้อยปีก่อน และการร่วมแรงร่วมใจกันสร้างศาลเ้ากวนอูขึ้นเพื่อเป็ศูนย์รวมจิตใจ
วินาทีนั้นเอง คำพูดของศศิธรก็ดังก้องขึ้นในหัวของผม...
"...ชุมชนที่เข้มแข็งและมีประวัติศาสตร์ยาวนานขนาดนั้น อาจจะมีเบาะแสหรือข้อมูลอะไรบางอย่างที่คุณตามหาอยู่ก็ได้"
บัดนี้ คำพูดที่เป็เพียงความหวังของคุณศศิธร ไม่ได้เป็แค่การคาดเดาอีกต่อไป แต่มันคือประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตจับต้องได้อยู่ตรงหน้าผม! ชุมชนแห่งนี้ไม่ได้เป็แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็เหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่บันทึกรากเหง้าของตัวเองเอาไว้จริงๆ
ความรู้สึกดึงดูดที่ผมมีอยู่แล้วยิ่งรุนแรงขึ้น มันไม่ใช่แค่แรงดึงดูดลึกลับอีกต่อไป แต่เป็ความรู้สึกเหมือนว่า... ผมกำลังเดินกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของเื่ราวทั้งหมด
ผมละสายตาจากป้ายไม้แผ่นนั้น สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสติ ความตื่นเต้นและความประหวั่นใจตีรวนอยู่ในอก ก่อนจะตัดสินใจก้าวเดินต่อไปตามทางและในที่สุดก็ได้เห็นภาพของศาลเ้าอยู่ตรงหน้า...
มันไม่ใช่ศาลเ้าขนาดใหญ่โตโอ่อ่า แต่เป็ศาลเ้าเก่าแก่ที่ตั้งอยู่อย่างสงบและสง่างามในใจกลางชุมชน สีสันที่สดใสของเครื่องประดับบนหลังคานั้น ตัดกับโครงสร้างไม้สีเข้มของตัวอาคารที่ผ่านกาลเวลามานานได้อย่างน่าทึ่ง กลิ่นธูปควันที่อบอวลสะสมมานานหลายร้อยปีลอยมาปะทะจมูก เป็เครื่องยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้ยังคงเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศรัทธา
ผมก้าวเท้าเข้าไปในตัวอาคารหลักที่แสงสลัวกว่าด้านนอก สายตาของผมถูกตรึงไว้ที่แท่นบูชากลางโถง บนนั้นมีรูปปั้นองค์กวนอูในท่วงท่าออกศึกตั้งตระหง่านอยู่
ไม่ใช่รูปปั้นกระเบื้องเคลือบสีสันสดใส แต่เป็ รูปปั้นสำริด ที่เก่าแก่มากจนเกิดสนิมเขียวจับไปทั่วองค์ ทว่าดวงตาที่คมปลาบและท่วงท่าที่จับง้าวัเขียวไว้อย่างมั่นคงนั้นยังคงดูน่าเกรงขาม
ผมจุดธูปไหว้ฟ้าดินและองค์เทพต่างๆ ก่อนจะเข้าไปปักธูปลงในกระถางใหญ่หน้าองค์กวนอูองค์ประธาน และในวินาทีนั้นเอง ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างประหลาดก็แล่นไปทั่วร่าง... เหมือนเป็เสียงกระซิบที่ไร้เสียง
หลังจากปักธูปเรียบร้อยแล้ว มีแรงบางอย่างดึงดูดให้ผมลองเดินสำรวจศาลเ้าต่อ จนกระทั่งไปหยุดอยู่หน้าห้องๆ หนึ่งที่อยู่ด้านข้างของโถงหลัก
ผมก้าวเข้าไปในห้องที่ดูสลัวกว่าเดิม... และก็ได้เห็นแท่นบูชาอีกแท่นหนึ่งตั้งอยู่อย่างสงบเสงี่ยม บนนั้นมีรูปปั้นองค์กวนอูองค์ขนาดเล็ก สูงราวหนึ่งศอก และดูเก่าแก่ยิ่งกว่าองค์ประธานเสียอีก...
มันคือรูปปั้นสำริด เนื้อโลหะสีดำสนิทจนดูดกลืนแสงรอบตัว แต่เมื่อแสงสลัวๆ ในห้องตกกระทบในมุมที่พอดี... ผมก็ได้เห็นมัน
มันไม่ใช่ประกาย... แต่เป็ สายแร่สีแดงฉานราวกับเืสด ที่แทรกตัวอยู่ในเนื้อสำริด ก่อตัวเป็ลวดลายบางๆ ที่ดูคล้าย แผนที่ของเส้นเืซึ่งยังคงมีชีวิต อยู่ภายใต้ผิวโลหะที่เย็นเยียบนั้น
ลวดลายแบบเดียวกัน... สีแดงเืนกแบบเดียวกันกับบนขุนหยก!
ทันทีที่ความคิดนั้นตกผลึก หัวใจของผมก็ไม่ได้แค่เต้นรัว... แต่มันเหมือนถูกกระชากอย่างรุนแรง!
ผมขยับเข้าไปใกล้แท่นบูชานั้นอย่างเชื่องช้าราวกับต้องมนตร์สะกด ผมเผลอเอื้อมมือขึ้นช้าๆ... หวังเพียงจะได้ัักับโลหะเย็นๆ ที่ดูเหมือนจะเรียกหาผมมาตลอดชีวิต...
"อาตี๋..."
เสียงทุ้มๆ ที่ดังขึ้นจากตรงประตูห้องทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว ผมหันขวับไปเจอกับชายสูงวัยในชุดขาวคนหนึ่ง กำลังมองมาที่ผมด้วยสายตาเรียบนิ่ง
"องค์นั้น... แตะต้องไม่ได้นะ"
"อ๊ะ... ขอโทษครับ" ผมรีบชักมือกลับด้วยความใ แต่ด้วยความที่ยังตื่นตระหนกอยู่ หลังมือของผมจึงสะบัดไปโดนปลายแหลมของง้าวสำริดขนาดเล็กที่องค์กวนอูถืออยู่อย่างจัง!
ความเจ็บแปลบแล่นจากหลังมือมาถึงแขน ผมร้องออกมาเบาๆ และเมื่อก้มลงดู ก็เห็นรอยขีดเป็ทางยาว และมีหยดเืสีแดงสดเริ่มซึมออกมา...
หยดเืหยดหนึ่ง... ร่วงหล่นจากมือของผม... ผ่านอากาศที่เหมือนจะเชื่องช้าลง...
แปะ...
มันหยดลงบนฐานสำริดขององค์กวนอูพอดี
วินาทีที่เืของผมัักับโลหะโบราณ... มันไม่ได้กระเซ็นออก แต่กลับซึมหายเข้าไปในเนื้อสำริดราวกับฟองน้ำที่กระหาย!
และในชั่วพริบตานั้นเอง... ลวดลายเส้นเืสีแดงที่เคยซ่อนอยู่ในเนื้อโลหะสีดำ... พลันส่องสว่างวาบขึ้นพร้อมกันทั้งองค์!
มันไม่ได้เป็แค่แสงนิ่งๆ แต่มันเต้นตุบๆ ตามจังหวะที่ผมไม่เคยได้ยิน... จังหวะของหัวใจดวงอื่นที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนาน
และพร้อมกับแสงนั้นเองที่เสียง "หึ่ง" ในหัวะเิขึ้น! มันไม่ใช่เสียงอีกต่อไป แต่มันคือแรงสั่นะเืที่เริ่มต้นจากรูปปั้นเบื้องหน้า แล่นผ่านพื้นศาลเ้า... ผ่านฝ่าเท้า... และฉีกกระชากกระดูกทุกข้อของผมให้เ็ปรวดร้าวราวกับจะแตกเป็เสี่ยงๆ
ความทรงจำไม่ใช่แค่ถูกเขียนทับ แต่มันกำลังถูกขยี้...
ภาพใบหน้าของอาม่าที่เคยแจ่มชัดกลับเลือนรางเหมือนภาพวาดที่ถูกน้ำสาด...
กลิ่นกำยานที่หอมกรุ่นถูกแทนที่ด้วยกลิ่นไหม้ของค่ายทหารและกลิ่นสนิมของศาสตราวุธที่กระทบกันอย่างรุนแรง...
ผมเห็นภาพถนนในกรุงเทพฯ ซ้อนทับกับภาพกำแพงเมืองฉางอาน แสงไฟจากรถยนต์สาดส่องปะปนกับแสงคบเพลิงในลานฝึกทหาร ผมรู้สึกถึงความเย็นของกระจกรถตู้ที่เพิ่งพิงมา แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความหนักอึ้งของชุดเกราะบนบ่า เสียงะโของคนขับรถสองแถวกลายเป็เสียงโห่ร้องของเหล่าทหารหาญ ทุกอย่างปะปนจนแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความฝัน อะไรคือตัวผม และอะไรคือ... ใครอีกคน
แขนขาของผมไม่ใช่ของผมอีกต่อไป ผมพยายามจะกรีดร้อง แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา มีเพียงเสียงกระซิบในหัวที่เป็ภาษาที่ผมไม่เคยเรียนรู้ แต่กลับเข้าใจทุกถ้อยคำ... มันกำลังเรียกชื่อใครคนหนึ่ง... ชื่อที่ไม่ใช่ของผม...
และก่อนที่สติของผมจะแตกสลายเป็ผุยผง ผมได้ยินเสียงสุดท้าย... เสียงม้าศึกที่ควบตะบึงกึกก้อง... แล้วทุกอย่างก็ดำมืดสนิท
ผมรู้สึกตัวอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะเสียง แต่เพราะัั...
ความรู้สึกของผ้าไหมเนื้อดีที่เสียดสีกับผิว... เตียงที่นอนอยู่นุ่มเกินไป... และ... เบา...ร่างกายนี้มันเบาและเพรียวกว่าที่ผมคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ทว่ากลับมีความรู้สึกปวดตุบๆ ที่ศีรษะและร้าวระบมไปทั่วหัวไหล่ขวา ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เพดานไม้ที่เห็นไม่ใช่ฝ้าเพดานสมัยใหม่ แต่เป็ท่อนซุงขนาดใหญ่ที่ถูกขัดจนขึ้นเงา
ผมลองยก มือข้างซ้าย ขึ้นมาดูช้าๆ... และหัวใจของผมก็แทบหยุดเต้น
นี่ไม่ใช่มือของผม
ฝ่ามือนี้เรียวและเล็กกว่ามาก ผิวเนียนละเอียดตามวัยของเด็กหนุ่มที่ยังไม่ผ่านโลกมานัก จะมีก็แต่เพียงรอยด้านแข็งที่ฝ่ามือและข้อนิ้ว... ร่องรอยของการฝึกดาบและจับพู่กันอย่างหนักหน่วง
แล้วสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นแขนอีกข้างที่นอนนิ่งอยู่... แขนขวาข้างที่เจ็บ... มันถูกพันด้วยผ้าลินินสีขาวสะอาดตาั้แ่่แขนท่อนบนลงมา
เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ ประตูไม้ถูกเลื่อนเปิดออกพร้อมกับร่างของหญิงสาวในชุดจีนโบราณ เธอมองมาที่ผมแล้วเบิกตากว้าง ก่อนจะกล่าวอะไรบางอย่างด้วยความยินดี... เป็ภาษาจีน... แต่ทำไม... ทำไมผมถึงเข้าใจทุกคำพูดของเธอ?
"คุณชาย! ในที่สุดคุณชายก็ฟื้นแล้ว!"
--- จบตอนที่ 12 ---
จากใจนักเขียน:
และแล้ว... มันก็เกิดขึ้น!
การเดินทางสู่ "บ้านบ่อ" นำไปสู่การค้นพบรูปปั้นกวนอูที่มี "สายแร่สีแดง" เหมือนขุนหยก!
หยดเืของเพ้งหยดลงบนรูปปั้น และมันได้ปลุกทุกอย่างขึ้นมา... โลกปัจจุบันสลายไป...
เพ้ง "ย้อนเวลา" แล้วครับ! และตื่นขึ้นมาในร่างใหม่ พร้อมกับเสียงเรียก "คุณชาย!"
เจอกันพรุ่งนี้ครับ!
ตอนที่ 13 "ลมหายใจที่ไม่คุ้นเคย" มาแน่ เวลา 2030 ครับ!
ฝากกดหัวใจ ❤️ และเพิ่มเข้าชั้น ???? ด้วยนะครับ! — เสวี่ยซื่อจื้อ / ธ.ปณิทัศน์