เช้านี้อาอู่กับพี่เดชกำลังฝึกท่ามวยไทเก๊กที่อาจารย์ฉีเคยสอนไว้และบอกให้ฝึกทุกเช้า พี่เดชเห็นอาอู่ฝึกก็เลยฝึกตามไปด้วย ฝึกเสร็จ ก็เห็นองค์ชายสาธิตเดินมาเพียงคนเดียวไม่เห็นพี่สิงห์
“ องค์ชายสาธิต แล้วพี่สิงห์ไปไหน” พี่เดชถามไปก่อน
“ ข้าจะมาชวนพวกท่านไปดูพี่สิงห์ท้าสู้กับดาบคู่ฟ้าลั่น” ฟังองค์ชายสาธิตจบทุกคนก็ไปที่สนามประลองดาบทันที องค์ชายสาธิตเล่าให้ฟังว่า ดาบคู่ฟ้าลั่นนั้นเคยเอาชนะ พี่สิงห์ในการประลองดาบมาหลายครั้ง แต่ดาบคู่ฟ้าลั่นไม่ยอมเข้าสู่อันดับของศิษย์หลัก ดูแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสองน่าจะเป็เพื่อนกัน
พอกลุ่มของอาอู่มาถึงก็เห็นผู้คนมามุงดูกันพอสมควร เห็นพี่สิงห์ถือดาบเดียวยืนเด่นอยู่กลางเวที ส่วนคู่ต่อสู้ถือดาบสองมือ เตรียมพร้อมเช่นกัน องค์ชายสาธิตดูตื่นเต้นเป็พิเศษ อาจจะดูว่าที่ฝึกมานั้นใช้ต่อสู้จริงๆ แล้วจะเป็เช่นไรอาอู่ยังไม่คิดว่าพี่สิงห์ฝึกแค่วันเดียว จะกล้าท้าสู้กับคนอื่นเสียแล้ว ใจกล้าจริงๆ
ตอนนี้พี่สิงห์ยืนถือดาบชี้ไปที่ฟ้าลั่น ส่วนฟ้าลั่นทำท่างงกับท่าดาบของพี่สิงห์พี่สิงห์ยังไม่ขยับรอให้อีกฝ่ายโต้มาก่อน อีกฝ่ายก็ไม่ประมาทไม่กล้าโจมตีเพราะ
เห็นพี่สิงห์ถือดาบด้วยมือทั้งสอง แถมยังใช้ดาบที่ยาวกว่าชี้มาที่ตนอีก วนไปวนมาหลายรอบไม่มีใครโจมตีก่อนซะที ในที่สุดพี่สิงห์ก็ทนไม่ไหว ฟาดฟันดาบสามท่า
ที่ฝึกมานับร้อยนับพันครั้ง เข้าใส่ฟ้าลั่นทันที ฟ้าลั่นต้องะโถอยหลังไปตั้งหลัก พี่สิงห์ก็ฟันอีกสามดาบ ฟ้าลั่นก็ถอยหลังไปอีกหลายก้าว จะหลบซ้ายขวาก็ลำบากเพราะดาบที่ฟันมาครอบคลุมด้านข้างทั้งหมด ได้แต่ถอยหลังอย่างเดียวตอบโต้ก็ไม่ได้ รับก็ไม่ได้ พี่สิงห์ใช้แค่สามท่าดาบเท่านั้น แล้วสุดท้ายก็ใส่เกลียวแบบที่เทียนสอนไว้แต่ได้แค่รอบเดียว ฟ้าลั่นไม่คิดว่าพอพี่สิงห์หมุนตัวแล้วฟันรัศมีดาบจะเข้ามาลึกกว่าปกติหลายก้าวจึงต้องเอาดาบคู่ตั้งรับ แต่ก็รับไม่อยู่ถูกฟันไปที่ไหล่ซ้าย จนทรุดไปกองกับพื้น
“ ข้ายอมแพ้” เสียงฟ้าลั่นบอกอกมาอย่างจนใจ
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดข้าก็เอาชนะเ้าจนได้ “ พูดเสร็จก็ไปช่วยดูไหล่ทีเจ็บให้ฟ้าลั่น
“ นี่เ้าไปฝึกวิชาดาบแบบนี้มากจากไหน ข้าไม่กล้ารุกเ้าเลย เหมือนถ้ารุกเข้าไปคงโดนฟันหัวแบะแน่” ฟ้าลั่นถามเพื่อนอย่างสนใจ
“ ไปลงเวที่ข้าจะแนะนำให้รู้จัก ถ้าเ้าอยากฝึกบ้างข้าจะช่วยคุยให้” ฟ้าลั่นได้ยินก็ดีใจยิ่งนัก สุดท้ายฟ้าลั่นก็ได้เรียนวิชาดาบอีกคน
ทั้งหมดก็ได้ฝึกซ้อมเพลงดาบเพื่อให้คล่องแคล่ว ยิ่งขึ้น ตอนนี้อาอู เริ่มใช้ดาบคู่มาเป็คู่ซ้อมให้ทุกคน เริ่มจาก พี่สิงห์คนแรก
อาอู่ใช้ดาบสองมือ ส่วนพี่สิงห์ใช้ดาบเดียวถือสองมือจี้มาที่อาอู่ ดาบสองมือของอาอู่ก็พุ่งเข้าไปตรงๆ ที่ตัวพี่สิงห์ ตอนนี้พี่สิงห์ใกลัวว่าดาบไม้จะทิ่มไปที่อาอู่เลยได้แต่ยืนนิ่งไม่ทำอะไร อาอู่ปัดดาบไม้ออกไป แล้วถีบพี่สิงห์ไปนอนแผ่หรากับพื้น
“ ลุกขึ้นเอาใหม่ แค่ดาบไม้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” อาอู่รีบบอกพี่สิงห์เห็นว่าลังเลพี่สิงห์ลุกขึ้นใหม่ที่นี้เอาจริงนะ พี่สิงห์คิดในใจ พี่สิงห์ใช้ดาบจ่อไปที่อาอู่อีกครั้ง
อาอู่วิ่งเข้าหาอีกรอบ พี่สิงห์จี้ดาบไปที่อาอู่อีกครั้ง ตูม เทียนเบี่ยงหลบแค่นิดเดียวแล้วเข่าไปโดนลำตัวลอยไปกับพื้น เทียนบอกให้ลุกขึ้นมาอีก ลองอีกรอบ
พี่สิงห์คราวนี้ไม่เอาดาบจื้แล้ว พุ่งเข้าฟันดาบแรกก่อน ตูม แค่ยกดาบก็ถูกอาอู่ถีบลงไปนอนอีกรอบ
“ ช้าไป ลุกขึ้นมาอีก” พี่สิงห์ลุกขึ้นอีก คราวนี้เร็วกว่าเดิม อาอู่ใช้ดาบคู่ไขว้เป็กากบาทรับท่าดาบตรงไว้ แล้วถีบยอดอกไปอีก
“ ช้าไป ต้องเร็วกว่านี้” พี่สิงห์ลุกขึ้นอีก คราวนี้เร็วมากกว่าเดิม จนอาอู่ต้องใช้ดาบคู่ประกบกันแล้วปัดออกไป แล้วเตะลำตัวไปที เปรี้ยง พี่สิงห์เอียงไปติดต้นไม้ และไม่อยากออกมาแล้ว อาอู่หันไปหาที่เหลือ
“ เอาล่ะ ใครต่อไป” แต่ละคนบอกว่าขอซ้อมก่อนเหลือแค่พี่เดช กำลังจะปฏิเสธ
“ พี่เดชออกมา เป็ตัวอย่างให้พวกเขาดูกัน “ อาอู่เรียกพีเดช ซะก่อน
พี่เดชถือดาบด้วยสองมือ แล้วเริ่มรุกอาอู่ก่อนทันที อาอู่รับท่าดาบโดยใช้ดาบสองมือพร้อมกัน ไม่ว่าจะฟันมาแนวไหน ก็สามารถรับได้หมด จนอาอู่เริ่มรุกบ้าง
อาอู่บุกเข้าใกล้โดยใช้ดาบซ้ายกันดาบออกไป แล้วใช้ดาบขวาเข้าฟันลำตัวพี่เดชทันที พี่เดชถอยหลังไปอีก แต่ไม่ทันแล้วอาอู่ะโพุ่งตัวเข้ามาประชิด แล้วใชศอกกระทุ้งเข้ากลางลำตัว ลงไปนอนเหมือนพี่สิงห์เช่นกันหลังจากฝึกเสร็จทุกคนก็ไปกินอาหารร้านใหม่ที่เชิงเขา โดยมีพี่ฟ้าลั่นเป็เ้ามือในครั้งนี้
“ ข้าต้องขอบคุณอาอู่ที่ช่วยแบ่งบันวิชาดาบให้ข้าในครั้งนี้ ข้าขอบอกตามตรงนะ
ในสำนักตักศิลาแห่งนี้ เวลาใครมีความรู้ไม่มีใครยอมบอกหรือสอนกันเลย ก็มีกลุ่มพวกเ้านี่แหละ ที่ข้าเห็นความมีน้ำใจ ยังไงข้าขอเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเ้าด้วยนะ”ฟ้าลั่นพูดนำซะยาว สุดท้ายก็อยากร่วมกลุ่มนี่เอง อาอู่ยิ้มแล้วพยักหน้าไม่มีปัญหา
เพราะอาอู่รู้ว่าจิตใจของฟ้าลั่นนั้นเป็คนดี เหมือนพี่สิงห์ในขณะที่กลุ่มของอาอู่กำลังกินอาหารอยู่นั้น ก็มีกองกำลังทหารลาดตระเวนก็เข้ามาเพื่อขอตรวจค้นที่ร้าน เพื่อหาตามหาคนร้าย
“ พี่ทหาร คนร้ายนี่หน้าตาเป็อย่างไรหรือ” พี่สิงห์ถามทหารลาดตระเวน
“ มันเป็โจรที่ฆ่าคนมาแล้วหลายสิบคน ตอนนี้มันแหกคุกออกมาแล้ว มันเป็ชายอายุราว 40 ปีมีแผลเป็บนใบหน้า หากพวกเ้าเห็นต้องรีบแจ้งทางการด้วย”พอทหารลาดตระเวนออกไปแล้ว
”พวกเรากลับกันเถอะ พรุ่งนี้จะได้เตรียมตัวไปงานเทศกาลเหมันต์ประจำปี “อาอู่ชวนกลับ
พอถึงสำนักทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าห้องตัวเอง แต่อาอู่กลับย้อนไปที่ ข้างหลังร้านอาหารมีห้องเล็กอยู่ห้องหนึ่งเลยเปิดเข้าไป
“ เ้าเป็ใคร รู้ได้อย่างไรว่าข้าหลบอยู่ที่นี่” นักโทษชายคนนี้อาอู่เห็นแล้วน่าคุ้นๆ
“ ข้าชื่ออาอู่ เป็ศิษย์ของท่านอาจารย์เมฆา ตอนนี้มาฝึกวิชาที่สำนักตักศิลา”อาอู่แนะนำตัวด้วยความนอบน้อม เพราะอาอู่รู้ว่าผู้ชายคนนี้ เป็คนดีไม่ใช่คนร้าย
“ เ้าเป็ศิษย์ของแม่ทัพเมฆา ข้าคงไว้ใจเ้าได้” นักโทษชายเริ่มสบายใจขึ้น
“ ถ้าท่านไว้ใจอาจารย์ของข้า แสดงว่าท่านต้องเป็คนดี ท่านเป็ใคร?”
“ ข้าชื่อสินธู เป็ทหารองครักษ์ของาาองค์ก่อน” สินธูแนะนำตัวเอง
จำได้แล้วท่านสินธูนี่เอง แต่ทำไมหน้าตาถึงได้เปลี่ยนขนาดนี้นะ จากเคยหล่อเหลาเหมือนเทพบุตร แต่เวลานี้ เปลี่ยนไปเพราะรอยแผลเป็ที่หน้าเต็มไปหมด
“ ทำไมหน้าท่านถึงเป็แบบนี้” อาอู่สงสัย
“ มันก็แค่ทรมานข้าให้บอกความลับ ข้าไม่บอกก็เลยเป็สภาพนี้” สินธู เอ่ยด้วยความคับแค้นใจ
“ ท่านมีแผนอะไร แล้วข้าพอจะช่วยอะไรได้บ้าง” อาอู่บอกไปตามตรง
“ เ้าหนู เ้าไม่ต้องมาช่วยหรอกเ้ายังเด็กเกินไปที่จะรับรู้ความชั่วของคน ข้าหลบหนีมาได้ถือว่าเป็บุญของข้าแล้ว” สินธูเอ่ยอย่างสบายใจ
“ ท่านคิดผิดแล้ว ข้าว่านี่เป็แผนหลอกให้ท่านพาพวกมันไปในที่ที่มัน้าหรือไม่ก็ ให้ท่านพาไปหาพรรคพวกเดียวกัน จะได้กวาดล้างให้หมดในคราวเดียวกัน” อาอู่บอกความคิดของศัตรู ฟังคำพูดของอาอู่จบ สินธูก็ใทันทีมันจะเป็ไปได้อย่างไร ว่ายามจะทำกุญแจตกที่หน้าตัวเอง แล้วทหารก็เมาหลับไปกันแทบทุกคน นี่มันเป็กับดักจริงๆ หรือนี่
“ บอกความจริงข้ามาเถอะ มันคือความลับอะไรที่ทำให้ท่านถูกกระทำขนาดนี้”อาอู่อยากรู้ความลับเช่นกัน
“ ตอนนี้ข้าถูกพวกมันหลอกจริงๆ หากข้าตายไปความลับนี้ก็สูญสิ้น ข้าฝากให้เ้าไปบอกกับท่านแม่ทัพเมฆาด้วย ว่าป้ายคำสั้งทหารนั้นอยู่ที่ในวังหลวง าาองค์ก่อนตได้สั่งกับข้าให้เอาไว้ให้องค์รัชทายาท แต่ว่าท่านถูกลอบสังหารไปเสียก่อน ป้ายคำสั่งทหารอยู่ในเสาเตียงของาาองค์ก่อน หากได้ป้ายคำสั่งนี้ไปก็สามารถนำกำลังทหารนับหมื่นที่ประจำอยู่เมืองพริบพรี ทำการใดใดก็ได้”
อาอู่ได้ฟังแล้วนึกขึ้นมาได้ว่ากองทหารกองนี้เป็เขาเองที่สั่งให้อยู่ที่พริบพรีถ้าไม่ใช่ตัวเขามาเอง ก็ต้องมีป้ายคำสั่งทหารของเสด็จพ่อ เท่านั้นถึงจะสั่งการได้
“ เื่นี้ข้าจะไปบอกกับอาจารย์ ว่าแต่ท่านคิดจะไปไหนตอนนี้” อาอู่ถาม
“ ข้าจะไปไหนได้ ถ้าเป็อย่างที่เ้าว่า เวลานี้พวกมันคงล้อมข้าไว้หมดแล้ว”สินธูพูดอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“ อีกไม่กีวันข้าจะต้องเดินทางไปเมืองนครศรีธรรมราช เราคงต้องเดินทางไปขึ้นเรือที่เกาะเมืองสยาม ท่านก็ติดตามข้าไปฐานะ ผู้คุ้มกัน พอถึงเกาะเมืองสยาม
ท่านก็ไปหาท่านอาจารย์เมฆา อยู่ที่นั่น ท่านจะปลอดภัยที่สุด” อาอู่เสนอสินธูได้แต่พยักหน้า
“ เวลานี้ ท่านตามข้าไปพักที่สำนักตักศิลาก่อน ยังไงพวกมันยังไม่กล้าทำอะไรท่านใน่นี้แน่” อาอู่กล่าวอย่างมั่นใจ
“ เื่นี้มันจะทำให้เ้าเดือดร้อน ข้าเกรงใจจริงๆ”
“ เื่นี้ท่านไม่ต้องห่วง ทางการไม่กล้ามีปัญหากับสำนักตักศิลาหรอก” อาอู่รู้ว่า
ทางการไม่กล้าส่งคนเข้ามาที่นี่เพราะ ในสำนักมีคนสำคัญมากมายอาศัยอยู่หากทำอะไรลงไปอาจเกิดความขัดแย้งกับเมืองต่างๆ จากนั้นอาอู่ก็พาสินธูไปพักที่สำนักตักศิลา โดยให้พักที่ห้องใกล้กับเขาในฐานะผู้คุ้มกัน
ณ ที่ว่าการแม่ทัพรักษาเมืองละโว้
“ ท่านรองแม่ทัพ ตอนนี้สินธูได้เข้าไปหลบอยู่ในสำนักตักศิลา โดยมีเด็กชายชื่ออาอู่ พาเข้าไปในฐานะผู้คุ้มกัน” หน่วยสืบของกองทัพรายงานเื่ที่สืบมา
“ สะกดรอยต่อไป แล้วตามสืบประวัติของเด็กชื่ออาอู่มาด้วย” รองแม่ทัพสั่งการลงไป หน่วยสืบถอยออกไป
“ แผนนี้มันจะได้ผลหรือ ท่านอาจารย์แก้ว " รองแม่ทัพถามเพื่อความแน่ใจ
“ ต้องได้ผลซิ ข้าส่งโหงพรายติดตามคอยดูอยู่ห่างๆ ไม่ว่ามันจะอยู่ตรงไหนมันก็หนีไม่รอดหรอก” อาจารย์แก้วคนนี้ที่เคยไปปราบปีศาจกุมารทองแล้วถูกอัดจนสลบไปก่อนนี่เอง
“ ท่านจะทำอย่างไรก็ได้ ขอให้ได้ป้ายคำสั่งทหารมาก็พอ" รองแม่ทัพตัดบท
“ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” อาจารย์แก้วเอ่ยปากด้วยความมั่นใจ
ณ สำนักตักศิลา
“ อาอู่ ตื่นหรือยัง” เสียงะโปลุกเรียกแต่เช้าจากพี่สิงห์ และเพื่อนๆอาอู่เดินออกมาด้วยสภาพ ที่พร้อมเต็มที่ โดยมีท่านสินธู เดินตามออกมาด้วยตอนนี้ท่านสินธูแต่งกายด้วยชุดผู้คุ้มกันสวมหน้ากากสีดำ ที่ปิดเฉพาะปากและจมูกดูทะมัดทะแมง เข้มแข็งยิ่งนัก
“ นี่คือท่านสินธู ต่อไปจะมาเป็ผู้คุ้มกันประจำตัวของข้า” อาอู่บอกทุกคน
สร้างความสงสัยให้ทุกคนเป็อย่างยิ่ง แล้วอาอู่ก็เล่าเื่ท่านสินธูว่าเป็นักโทษให้ทุกคนฟัง แล้วบอกว่าจะพาท่านสินธูไปหาอาจารย์เมฆาอีก ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็ห่วงอาอู่ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้
“ ไปกันเถอะ งานเทศกาลเหมันต์ประจำปี คงจะเริ่มแล้ว พวกเราถือโอกาสไปเดินเที่ยวเล่นกันก่อน ได้เวลาค่อยไปเปรียบมวยกัน”