“ผมขอถามพี่หน่อยได้ไหมว่าพี่มีแต้มพัฒนาอะไรเท่าไรบ้าง?” เตชินท์เปิดด้วยคำตอบสุดตึงเครียดทันทีที่นั่งลงกินมื้อค่ำกับเกวลิน
คนถูกถามย่อมต้องใเป็ธรรมดา การถามถึงแต้มพัฒนาคนอื่น แทบไม่ต่างกับถามความลับส่วนที่ลึกที่สุดเลย
“นายจะอยากรู้ไปทำไม?” เกวลินอดไม่ได้ที่จะสงสัยในเจตนาของเตชินท์
“ก็ถ้าพี่อ่อนแอเกินไป ผมก็ไม่คงไม่ต้องให้พิกัดของผมไง” เตชินท์เบ้ปากใส่
“ปากคอเราะรายเหลือเกินนะ” เกวลินกัดฟันพูดใส่
“ก็เหมือนพี่ไง” เตชินท์ยักคิ้วให้อย่างยียวน
ริมฝีปากเกวลินถึงกับกระตุกเมื่อได้ยิน แต่เธอก็ยังยอมบอกสิ่งที่น้องชายของเธออยากรู้ว่า “แต้มสามัญฉันเก็บเต็มแล้ว ส่วนแต้มวิวัฒนาการมีอยู่ราวสามสิบแต้ม”
เมื่อเห็นพี่สาวหยุดพูดไป เตชินท์จึงถามเพื่อยืนยันว่า “แค่นั้นเหรอ?”
เกวลินเตรียมจะสวนกลับด้วยคำพูดบางอย่าง แต่ทันใดนั้นเธอเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอรีบพูดอย่างโอ้อวดทันทีว่า “มันมีแต้มขีดจำกัดสองแต้มด้วย เจ๋งใช่ไหมล่ะ?”
“ตั้งสองแต้ม พี่เข้าไปในมาตุภูมิตั้งหกปีแล้วนะ” เตชินท์พูดอย่างประชดประชัน
เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นของน้องชายเธอ เกวลินอารมณ์เดือดขึ้นทันที เธอโวยวายออกมาว่า “ก็เราต้องใช้เงินกันนี่นา จะให้ทำไง ฉันมีปัญญาแค่นี้แหละ”
เตชินท์รีบขอโทษทันที เขารู้สึกผิดต่อพี่สาวเป็อย่างมาก ด้วยความที่เขาห่างหายกับพี่สาวเป็สิบปี เขาจึงลืมไปแล้วว่าพี่สาวของเขาต้องลำบากขนาดไหนเพื่อเลี้ยงดูเขามาด้วยตัวคนเดียว
“เอานี่ครับ พิกัดที่อยู่ของผม” เตชินท์ยื่นเศษกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับเกวลิน “อย่ามาคนเดียวล่ะ หาคนมาเป็เพื่อนสักคนก็ยังดี เอาคนที่รู้เส้นทางมาด้วยจะดีมาก”
“บ่นยังกับเป็พ่อฉันไปได้” เกวลินเบ้ปากใส่
เตชินท์ไม่สนใจการเหน็บแนมจากพี่สาว เขากล่าวต่อว่า “แล้วก็หลังจากนี้พี่ไม่ต้องกังวลเื่เงินแล้วนะ ได้เนื้อมาก็กินเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งไปเลย”
“โอเว่อร์ซะไม่มี เพิ่งได้เข้ามิติมาตุภูมิแท้ ๆ ทำยังกับไปเจอเหมืองทองมายังไงยังงั้นแหละ” เกวลินมองเตชินท์อย่างดูแคลน
“ก็ไม่ถึงกับเหมืองทอง แต่เมืองก็อบลินขั้นสามก็น่าจะพอทำเงินได้บ้างแหละจริงไหม?” เตชินท์ยักไหล่ เขาพูดราวกับเป็เื่ปกติทั่วไปที่ทุกคนย่อมรู้อยู่แล้ว และแน่นอนว่าเกวลินก็รู้
ขนาดเมืองที่เธออาศัยอยู่ในตอนนี้ยังเป็เพียงเมืองก็อบลินขั้นสองเท่านั้น ดูจากที่เธอมีค่าใช้จ่ายมากมายเพื่อให้ได้อาศัยใบบุญคนอื่น เธอยังต้องเสียเงินหลายหมื่นเหรียญต่อเดือนเลย เพียงแค่นับด้วยตาเปล่า เมืองที่เธออาศัยอยู่ก็มีคนทั้งขาจรทั้งขาประจำเป็ร้อยเป็พัน หากเธอเองได้เป็เ้าเมืองคงมีรายได้นับล้านเข้ากระเป๋า แต่แล้วน้องชายเธอกลับบอกว่าเขาเป็เ้าเมืองก็อบลินขั้นสาม เธอไม่อยากจะคิดเลยว่าในอนาคตเขาจะมีรายได้เข้ามามากมายขนาดไหน
“ให้มันได้ก่อนเถอะ ค่อยมาโม้” เกวลินรู้สึกหมั่นไส้น้องชายของเธออย่างบอกไม่ถูก แต่เธอก็เป็ห่วงด้วยเช่นกัน เธอจึงกล่าวเพื่อเตือนเขาว่า “ยังไงก็ระวังตัวหน่อย ถ้านายได้เป็เ้าเมืองจริงก็คงมีหลายคนจ้องจะเล่นงานนายอย่างแน่นอน”
“ก็คงจะยากหน่อย” เตชินท์เคี้ยวอาหารให้เสร็จก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจต่อว่า “เว้นแต่จะมีใครล้มเ้าจ่าฝูงก็อบลินรับใช้ผมได้ล่ะนะ”
เมื่อได้ยินน้องชายของเธอพูดถึงเ้าจ่าฝูงก็อบลินรับใช้ หน้าของเธอเหยเกทันที เกวลินดุน้องชายของเธอทันที “นายจะโม้โอเว่อร์กับฉันขนาดไหนก็ได้ แต่อย่าเที่ยวไปโม้ให้คนอื่นฟังล่ะ ถ้าเกิดใครมาได้ยินเขา นายจะไม่ปลอดภัยเอานะเข้าใจไหม?”
แค่บอกว่าตัวเองได้เมืองก็อบลินขั้นสามมาก็บ้ามากพอแล้วสำหรับคนเพิ่งเข้ามิติมาตุภูมิได้แค่วันสองวัน นี่เล่นบอกว่าตัวเองสามารถทำให้จ่าฝูงก็อบลินยอมเป็ทหารรับใช้อีก มันเกินไปหน่อยสำหรับเธอ เธออยู่ภพมรรตัยมาถึงหกปีแล้ว เธออาจเคยได้ยินมาบ้างว่ามีคนมีจ่าฝูงก็อบลินเป็ทหารรับใช้ แต่เธอก็ไม่เคยเห็นกับตามาก่อน เธอจึงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งมาตลอด แต่ตอนนี้น้องชายของเธอกลับมาบอกว่าเขามีจ่าฝูงก็อบลินเป็ทหารรับใช้ ทั้ง ๆ ที่เขาเพิ่งเข้ามิติมาตุภูมิได้แค่สองวัน ต่อให้อมพระมาทั้งวัดเธอก็ไม่มีทางเชื่อแน่นอน
เตชินท์ไม่แปลกใจเท่าไรกับท่าทางของพี่สาวของเขาที่ดูจะไม่เชื่อเขา สำหรับเขาแล้ว หากเธอเชื่อก็ดีไป หากไม่เชื่อก็ไม่เป็ไร ไว้เธอมาเห็นเองย่อมดีกว่า อย่างน้อยเขาก็บอกเพื่อให้เธอสบายใจว่าเขายังอยู่อย่างสบายดีไม่จำเป็ต้องห่วงเขา
“ผมอิ่มแล้ว เดี๋ยวล้างจานเสร็จจะไปนอนเลย” เตชินท์ลุกขึ้นเก็บจาน และกล่าวต่อว่า “ถ้ากลับมาแล้วไม่เจอผมก็ไม่ต้องในะ ผมอาจต้องนอนค้างในมาตุภูมิในบางวัน”
“ฉันก็เหมือนกัน เพราะดูเหมือนฉันคงต้องพิจารณาอย่างจริงจังเื่ที่จะไปหานายดูแล้วจริง ๆ” เกวลินหยุดพูดก่อนหรี่ตามองน้องชายของเธอและพูดว่า “นายบอกว่านายเป็ถึงเ้าเมือง นายก็ต้องกลับมาได้ทุกวันสิ ถูกไหม?”
“อย่างที่เคยบอกไปว่าผมเองก็ต้องอยู่คอยดูแลหมู่บ้านของผมบ้างในบางวัน” เตชินท์เบ้ปาก “ไหนว่าจะมาหาผมไง พี่เองก็คงไม่ได้กลับมาทุกวันเหมือนกันนี่”
“เพื่อความสบายใจของฉัน เวลาฉันได้กลับมา จะได้อัปเดตข่าวสารนายได้ตลอด ทำให้พี่หน่อยได้ไหม?” เกวลินพูดอย่างจริงจัง
เตชินท์ถอนหายใจอย่างเข้าใจ เขาจึงตอบออกมาว่า “ก็ได้ เอาเป็ว่าถ้าไม่มีอะไรผมจะพยายามกลับมาให้ทุกวัน หรืออย่างน้อยจะเข้าประตูมิติมาแวะบอกข่าวคราวหากจำเป็ต้องค้างที่นั่นจริง ๆ”
แม้จะใช่คำตอบที่้านัก แต่ก็ทำให้เกวลินพึงพอใจได้ในระดับหนึ่ง เธอจึงกล่าวลาและปล่อยให้เตชินท์ไปนอนตามที่เขา้า
ติ๊ง!
ทันทีที่เก้าโมงตรง เสียงเตือนที่คุ้นเคยดังขึ้นทันทีพร้อมกับข้อความในดวงตาของเตชินท์เริ่มหลั่งไหลออกมา ข้อความแรกเขาไม่แปลกใจนักเมื่อเห็นว่าเป็ภารกิจประจำวัน แต่ทันทีที่เขาอ่านเนื้อหาของมัน เขาทั้งดีใจและผิดหวังไปพร้อม ๆ กัน
< ภารกิจประจำวัน 2 : บุรุษผู้รักบ้านเกิด
เป้าหมาย : ไม่ออกนอกเขตหมู่บ้านของตน
ระยะเวลาที่คงเหลือ : 8 ชั่วโมง 59 นาที 01 วินาที
รางวัล : ใบแปะก๊วย 1 กำ
บทลงโทษ : ระงับการเพิ่มแต้มพัฒนา 24 ชั่วโมง >
เตชินท์ดีใจที่หนนี้เขาไม่ถูกจำกัดห้ามต่อสู้อีกแล้ว แต่ก็ปวดหัวขึ้นมาทันทีเมื่อภารกิจสั่งห้ามออกมานอกเขตหมู่บ้าน นั่นเท่ากับว่าเขาทำได้เพียงอยู่แต่ในบริเวณหมู่บ้านขวานเหล็กของเขาเท่านั้น เขาไม่สามารถเตร็ดเตร่ออกไปหาล่าสัตว์อสูรด้วยตัวเองในวันนี้
อย่างไรก็ตาม นั่นถือว่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาในวันนี้นัก เพราะเมื่อวานเขาได้ทำการตุนเนื้อสัตว์อสูรไว้มากเกินพอที่จะกินหมดภายในวันนี้ด้วยซ้ำไป
แม้ภารกิจจะน่ารำคาญ แต่ที่สุดแห่งความน่ารำคาญคือของรางวัลและบทลงโทษมากกว่า
‘ผักอีกแล้ว’ ไม่มีคำอื่นใดแล้วนอกจากคำนี้ในหัวของเตชินท์ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมระบบถึงพยายามยัดเยียดให้แต่ผักกับเขาเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม บทลงโทษเหมือนกับภารกิจเมื่อวาน และเขาไม่้ารับบทลงโทษอีกแล้ว หนนี้ให้ตายอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมก้าวออกจากหมู่บ้านไปก่อนเวลากำหนดอย่างแน่นอน เขายอมกินผักที่เขาเกลียดดีกว่าถูกระงับการเพิ่มแต้มพัฒนาอีกครั้งแน่นอน
< คุณแต้มได้รับแต้มพัฒนาขั้นสามัญ 1 แต้ม >
< คุณแต้มได้รับแต้มพัฒนาขั้นสามัญ 1 แต้ม >
< คุณแต้มได้รับแต้มพัฒนา… >
เสียงประกาศในหัวของเตชินท์ดังอย่างต่อเนื่อง สำหรับเตชินท์แล้วนี่มันเสียง์สำหรับเขาชัด ๆ เขารู้สึกคิดถึงเสียงประกาศในหัวแบบนี้เหลือเกิน แม้จะรู้สึกแย่ที่เป็เพียงแต้มขั้นสามัญเท่านั้น แต่มันนานเป็ปีแล้วที่เขาไม่ได้ยินคำพูดนี้นับั้แ่แต้มสุดท้ายที่เขาได้รับมา
ทันทีที่หมดระยะเวลาบทลงโทษระงับการเพิ่มแต้มพัฒนาจบลง เขาสวาปามเนื้อสัตว์อสูรทุกอย่างที่เหล่าก็อบลินรับใช้ของเขาหามาได้เมื่อวาน เดชะบุญที่ขนาดของแต่ละตัวไม่ได้ใหญ่เกินกว่าเขาจะกินไม่ไหว จึงทำให้เขากินเข้าไปได้ค่อนข้างมาก บวกกับเตชินท์พยายามเลือกชนิดกินให้ไม่ซ้ำก่อนเพื่อที่เขาจะได้แต้มพัฒนามากที่สุด
และแน่นอนว่าเขาก็ไม่ลืมที่จะกินเพียงห้าตัวต่อชนิดเท่านั้น เพราะเขารู้ว่าส่วนที่เหลือเขายังทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีก เขาสามารถขายพวกมันให้กับผู้สนใจได้ถึงแม้ตอนนี้หมู่บ้านของเขาจะยังไม่มีผู้อื่นเข้าร่วมก็ตาม แต่อย่างน้อยในตอนนี้เขายังสามารถใช้เนื้อสัตว์อสูรเสมอเหมือนค่าจ้างเหล่าก็อบลินที่ไม่ใช้เ้าจ่าฝูงยังคงภักดีต่อเขาต่อไป
ในยามบ่าย หลังย่อยอาหารมื้อเช้าที่เขายัดเข้าไปอย่างมากมาย ก็ถึงเวลามื้อเที่ยงที่เขาพยายามกินสัตว์อสูรที่หามาได้ให้หมด เพราะวันนี้เขาก็สั่งให้เ้าจ่าฝูงก็อบลินพาทหารลูกน้องของพวกมันออกไปล่าสัตว์อสูรให้กับเขาอีก เพียงแต่วันนี้เขาออกไปด้วยไม่ได้เท่านั้น เพราะถูกกฎในภารกิจสั่งห้ามเอาไว้
< คุณแต้มได้รับแต้มพัฒนาขั้นวิวัฒนาการ 1 แต้ม >
“เยี่ยม!” เตชินท์ร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
ในขณะที่เตชินท์พยายามยัดเนื้อสัตว์อสูรทุกชนิดที่เหลือลงท้องไปให้ได้ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงประกาศที่เขาอยากได้ยินมากที่สุดขึ้นหลังแทะท่อนขาหลังของหมูป่าขนสีเพลิงตัวสุดท้ายไปได้ครึ่งขา เขารู้สึกอวดดีอย่างบอกไม่ถูกที่เพียงสามวันนับจากวันแรกที่เขาเข้ามาในมิติมาตุภูมิตามที่พี่เขาบอก เขาก็มีแต้มพัฒนาขั้นวิวัฒนาการแล้ว ซึ่งต่างกับเขาในวัยสิบแปดเมื่อครั้งที่แล้วที่กว่าจะได้ัักับแต้มขั้นวิวัฒนาการก็ปาไปปีที่สองที่เข้ามาสู่มิติมาตุภูมิแล้ว
แต่ในขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินกับเนื้อหมูป่าขนสีเพลิงและแต้มพัฒนาที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นก็เกิดเสียงเอะอะโวยวายขึ้น เตชินท์หันไปมองทางเข้าหมู่บ้านของเขาและเห็นเหล่าก็อบลินกำลังะโไปมาอย่างร้อนรนราวกับพยายามจะเรียกเขา มันจึงช่วยไม่ได้ที่เขาจะต้องลุกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
และทันทีเขาเห็นสิ่งที่เหล่าก็อบลินของเขาพยายามจะบอก เตชินท์ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใหรือประหลาดใจทั้งนั้น เพราะเขาคิดไว้แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น
ชายผมทองและกลุ่มของเขากำลังยืนอยู่หน้าประตูเข้าหมู่บ้าน แต่เขาไม่ได้มาด้วยกันแค่สี่คนเหมือนเมื่อวาน เขามาพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่งที่ดูเหมือนกับนักเลงหัวไม้
กดใจหรือคอมเมนต์เป็กำลังใจกันด้วยนะครับ