***นักรบสมองกล้าม เอรีส
หลังจากขับไล่ศัตรูด้วยวิธีราวสัตว์ป่า พวกเราก็รีบสร้างแนวป้องกันขึ้นมาทันที
ตอนแรกฉันยังรู้สึกเป็กังวลเื่สภาพจิตใจของทุกคน แต่ดูเหมือนความหวาดกลัวความตายจะมีชัยเหนือทุกสิ่ง
ทุกคนเริ่มลงมือทำงานของตัวเอง
มีการคัดเลือกผู้นำด้วยลงเสียงข้างมาก จนพวกเราได้ชายชาวจีนขึ้นมาเป็ผู้นำ
ฉันว่าไม่ใช่เื่แปลกที่ผลโหวตจะออกมาในลักษณะนี้ เพราะมากกว่าครึ่งที่อยู่ตรงนี้เป็คนชนชาติจีนละนะ
หลังจากที่ได้ผู้นำ พวกเราก็เริ่มลงมือแบ่งงานกันทำ
ก่อนอื่นคือการหาที่ตั้งเมือง
ฉันไม่รู้เื่วิธีการสร้างเมืองหรอกนะ แต่พอจะรู้อยู่ว่าควรทำอะไรเป็อย่างแรกด้วยสัญชาตญาณ
ดังนั้นฉันจึงเห็นด้วยกับคำสั่งของท่านผู้นำกัง
อย่างแรกคือการสร้างปัจจัยสี่ขึ้นมาก่อน
เครื่องนุ่งหม อาหาร ที่พักอาศัย และยารักษาโรค
แต่เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้คือทุ่งราบ พวกเราจึงไม่มีทรัพยากรอะไรเลยในการก่อสร้างปัจจัยพื้นฐานที่ว่านั้น
มีอย่างมากก็แค่หิน ดิน และหญ้า
ดังนั้นท่านผู้นำกังจึงให้ความสำคัญกับเื่การตั้งถิ่นฐาน หาพื้นที่ซึ่งมีทรัพยากรอันเหมาะสมเป็อันดับแรกก่อน
สถานที่พวกเราอยู่ในปัจจุบันคือทุ่งหญ้าที่กว้างไกลสุดลูกตา
ที่อีกฟากในระยะสายตา ยังคงมีสิ่งมีชีวิตอันแปลกประหลาดทำากันอยู่
สู้กันข้ามวันข้ามคืนเลยแฮะเ้าพวกนั้น
ช่างหัวเ้าพวกนั้นก่อน แล้วมาต่อกันเื่ของฉันดีกว่า
ประชากรมนุษย์ที่ถูกส่งมาโลกนี้ จากที่ประเมินด้วยสาย คิดว่าน่าจะมีราวหนึ่งถึงสามล้านคนได้
เพราะว่าการค้นหาทรัพยากรนั้น ได้ถูกจัดความสำคัญเป็อันดับที่หนึ่ง จึงมีการแบ่งกำลังหนึ่งในห้าออกไปค้นหา และทำแผนที่
และเนื่องจากพวกเรารู้แล้วว่าถ้าคริสตั้นถูกทำลาย พวกเราก็จะตายแบบไม่มีวันเกิดใหม่ได้อีก ประกอบกับที่เห็นฉันต่อสู้มือเปล่าได้อย่างป่าเถือนโเี้ ดังนั้นฉันเลยอยู่ในกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังคริสตั้นก้อนนี้ในแนวหน้าสุด
หน้าที่ของกลุ่มนี้จึงไม่มีอะไรมากไปกว่ายืนเฝ้าระวังเท่านั้น
ส่วนพวกกลุ่มมันสมอง ต่างกำลังระดมความคิดวางแผนเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน และทิศทางในอนาคตกันอยู่
“ถ้าเ้าพวกนั้นหันมาบุกทางนี้ พวกเราคงตายห่ากันหมดแน่”
การต่อสู้ที่อีกฟากระหว่างเผ่าั์กับเผ่ามนุษย์มด (ชื่อชั่วคราวที่ฉันตั้งเอง) ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“... ควรจะมีอาวุธให้อุ่นใจจริง ๆ นั่นละ”
ตอนนี้พวกเราไม่มีอะไรเลย
ถึงจะมีวิชาแม่ไม้มวยไทยที่สืบทอดมาจากแม่ แต่ยังไงก็ควรจะหาอาวุธติดมือเอาไว้บ้าง
สิ่งหนึ่งที่ฉันนึกออกก็คือการเอากระดูกจากศพตรงหน้ามาทำเป็กระบองคู่ชั่วคราว
หรือไม่ก็เอาหินมาผูกติดกับกระดูกขาด้วยลำไส้ของศพ เพื่อทำเป็ขวานหิน
ทำไมมีแต่อาวุธยุคหินทั้งนั้นเลยละเนี่ย?
“น่าเบื่อจังเลยน้า~”
ฉันบ่นเช่นนั้น แล้วเบนสายตาไปดูาที่อยู่อีกฟากของทุ่งหญ้าอีกครั้ง
***ยักษาแห่งปฐี [บานา]
ช่างเป็การต่อสู้ที่หลักหนายิ่งนัก
ต่อสู้ข้ามคืนโดยที่ไม่มีชุดเกราะและอาวุธ
อีกทั้งยังไม่ทันได้กำหนดผู้นำชัดเจน พวกข้าก็ถูกโจมตีเสียแล้ว
ผิดกับกองทัพศัตรูซึ่งเคลื่อนพลอย่างเป็ระบบระเบียบ
พวกมันใช้ขบวนทัพหน้ากระดานเพื่อข่มขวัญ
จากนั้นก็แปรรูปเป็ขบวนหัวลิ่มเน้นบุกทะลวงไปที่คริสตัลแห่งชีวิตของพวกเรา
และเพื่อป้องกันที่จะถูกฝ่ายเราตีขนาบข้าง พวกมันจึงไม่ลืมที่จะแบ่งทัพย่อยเข้าจับแยกกองทัพที่ไร้ระเบียบของพวกเราออกเป็กลุ่มเล็กกลุ่มน้อย
แถมยังจงใจเปิดช่องทางหนี เพื่อให้ฝ่ายเราแตกทัพอีกด้วย
สุดท้ายเลยทำให้เป็ฝ่ายที่เสียเปรียบไปแทน
ข้ายอมรับแล้วว่าศัตรูเป็สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญายิ่งนัก
แถมยังมีร่างกายที่มีพลังชีวิตสูง ต่อให้ข้าบดขยี้หัวของมันทิ้งไป ร่างกายของมันก็ยังสามารถขยับต่อไปได้อีกถึงหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว
ถึงจะขยับแบบไร้ทิศทางก็เถอะนะ
สาเหตุเดียวที่ปัจุบันพวกข้ายังไม่พ่าย มันก็เพราะว่าในด้านพละกำลังแล้ว พวกข้านั้นมีเหนือกว่า
พวกศัตรูสูงเพียงหนึ่งในสามของข้า อีกทั้งยังมีร่างกายที่เปราะบาง
ที่ต้องระวังก็มีแค่ความว่องไว กับเขี้ยวของมันเท่านั้น
“แต่ถ้าเป็เช่นนี้ อีกเดียวคงได้พ่ายแพ้แน่นอน…”
ข้าต้องหาทางกู้สถานการณ์
ในอดีตข้าเป็ถึงนายพลที่นำทัพยึดครองทั่วทั้งทวีปไกอามาแล้ว
ไอพวกลูกหมา อย่าคิดว่าจะเอาชนะข้าได้แล้วนะเฟ้ย!
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
“มดทหารเลว ทัพที่เจ็ด ศัตรูทางขวาใกล้แตกแล้ว ปล่อยมันไป แล้วไปช่วยทัพที่แปดด่วน”
“รับทราบ”
กระผม [สเลบ] ทหารเลวระดับล่างของอณาจักรอาร์โธรโพดาที่ยิ่งใหญ่
ลักษณะเด่นของเผ่าเรานั้น คือการสื่อสารผ่านด้วยคลื่นไฟฟ้า
ถึงจะมีกล่องเสียง และเขียวหลายซี่ที่ทำให้สื่อสารด้วยเสียงได้ แต่การสื่อสารผ่านคลื่นไฟฟ้าจะสะดวกสบายมากกว่านัก
“ (หนวกหูชะมัดยัยป้าเอ้ย) ”
แต่เพราะแบบนั้น เสียงขององค์ราชินีเลยดังก้องหนวกหูมาก
สังคมของพวกเรานั้น คำสั่งจากองค์ราชินีถือเป็ที่สุด
ตอนแรกที่กระผมตายเพราะจมน้ำ ยังคิดอยู่เลยว่าโลกหลังความตายนั้นเป็ยังไง
ใครจะไปคิดละว่ามันคือสถานที่ให้มาฆ่าฟันกันเองแบบนี้
แถมยังมาบอกว่า ถ้าเอาชนะได้ จะได้รับการปลดปล่อยิญญา และไปถือกำเนิดใหม่ได้
ใครเชื่อก็บ้าแล้ว
แต่อย่างที่บอก คำสั่งจากองค์ราชินีคือที่สุด
พวกองราชินีทั้งห้าได้ลงมติเห็นชอบเล่นตามเกมส์ที่แสงประหลาดนั้นได้แจ้งพวกเราเอาไว้
“ (อยากขัดคำสั่งชะมัดยาด) ”
กระผมบ่นอิดออดในระหหว่างที่มุดลอดใต้แขนของศัตรู แล้วพุ่งขึ้นไปกัดที่ต้นคอของมัน
เืเป็สายได้พุ่งออกมาราวกับน้ำพุ
กระผมถ่มเนื้อและเืออกจากปากทิ้งไป
ศัตรูพวกนี้น่ากลัวชะมัด
กล้ามเนื้อแข็ง มีพละกำลังมหาศาล แค่หมัดเดียวของพวกมัน ก็สามารถบี้หัวของพวกเราได้แล้ว
“แต่ยังไงผู้ชนะก็คือฝ่ายเราละนะ”
อีกสิบเมตร ทัพของกระผมก็จะไปถึงคริสตั้นได้แล้ว
รีบจบเกมส์---
“กำแพง!? ”
ทันใดนั้น ที่ตรงหน้าของกระผมก็ได้มีแนวกำแพงปรากฏขึ้นมา
ดูท่าจะเอาชนะไม่ได้ง่าย ๆ แล้วละสิ
สิ่งนั้นคือกำแพง
แต่หาใช่กำแพงอันเกิดจากสิ่งก่อสร้างไม่
เช่นเดียวกับมนุษย์ ยามเมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤติความเป็ความตาย เหล่าั์ก็ได้หันมาตื่นตัว และเริ่มร่วมมือกันอย่างจริงจัง
เสียงปฐีได้กู่ก้อง
เสียงคำรามได้ขับขาน
แนวกำแพงอันเกิดจากทิวแถวของเหล่าั์ ได้เข้าขวางกั้นรูปขบวนลิ่มของเหล่ามดทหาร
“ไอพวกลูกหมา! หลบไปซะ! จงหนีไปกับคริสตั้น ไอห่ารากพวกนี้ข้าจะอยู่รับมันเอง! ”
ท่ามกลางความสับสนต่อท่าทีศัตรูที่เปลี่ยนไป วีรบุรุษาผู้หนึ่งก็ได้กระโจนขึ้นมายืนรับหัวขบวนของกองทัพมด
เหล่าั์ที่สับสนต่างวิ่งกรูหนีตามที่วีรบุรุษผู้นั้นสั่ง
เขาเป็ชายที่มีผิวสีเืหมู ตัวสูงใหญ่ ไหลกว้าง และมีกล้ามดุลเหล็กไหล
ผมของเขามีสีส้มดั่งเปลวเพลิง
ดวงตาสีทองที่คมกริบได้จับจ้องไปที่กองทัพมดตรงหน้า
ในเวลาเดียวกัน กองทัพมดเองก็บุกเข้าใส่ด้วยรูปทรงขบวนลิ่มอย่างไม่คิดจะลอดความเร็วลง
นี่คือการท้าทาย
เป็การท้าทายของวีรบุรุษกับกองทัพมดนับร้อย
สายลมได้หยุดนิ่ง
แมกไม้ได้สั่นไหว
ฝุ่นได้ลอยคละคลุ้งขึ้นมา
สิบเมตร
เก้าเมตร
แปดเมตร
จนกระทั้งเหลือเพียงแค่หนึ่งเมตร
“ย้ากกกก! ”
ดั่งกระแสนคลื่นที่ถูกก้อนหินขว้างเข้าใส่
ดั่งผู้แข็งแกร่งที่บดขยี้ผู้อ่อนแอ
กองทัพมดกลับเป็ฝ่ายปราชัยด้วยพละกำลังของชายเพียงคนเดียว
รูปขบวนลิ่มได้พังทลาย
แต่มิอาจหยุดยั้งการบุกทะลวงของพวกมดได้
ฝูงมดได้แยกออกเป็สองเส้นทาง
ดั่งคลื่นมหาสมุทรที่ถูกเสาอันทรงพลังกั้นขวางเอาไว้
แต่แนวหลังของเสาที่ว่าคือกำแพงอันทรงพลัง ซึ่งกำลังเตรียมตั้งรับคลื่นมหาสมุทรที่ว่านั้น
บรรดาั์ภายใต้การนำของบานาต่างสูดลมหายใจจนเต็มปอด
ง้างแขน ยึดเท้าให้มั่น เพื่อพร้อมที่จะรับคลื่นมดตรงหน้า
กล้ามเนื้อกับคมเขี้ยวได้เข้าปะทะกัน
ฝนโลหิตได้สาดกระเซ็นขึ้น
[สเลบ] หนึ่งในทหารเลวได้หยุดชะงัก
ไม่ใช่เพราะขลาดกลัว แต่เป็เพราะเขาเห็นการเคลื่อนไหวที่ต่างไปจากเดิมของศัตรูต่างหาก
“ (พวกมันกำลังถอยหนี) ”
สิ่งที่เขาเห็นคือการเคลื่อนไหวของคริสตั้นโปร่งแสง ซึ่งอยู่ที่ด้านหลังของแนวกำแพงเนื้อตรงหน้า
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกมันคงได้เลือกผู้นำขึ้นมาแล้ว ถึงได้มีรูปแบบการเคลื่อนไหวที่มีแบบแผนเช่นนี้ขึ้นมาได้
ให้กลุ่มหนึ่งมาตั้งรับถ่วงเวลา และอีกกลุ่มก็ทำการล่าถอยหนีไป
“ (ความคิดของเ้านั้นอย่างงั้นหรือ?) ”
สเลบหันไปมองวีรบุรุษของศัตรู
ชายผู้น่ากลัวซึ่งใช้เพียงพละกำลังแหวกกองทัพศัตรูจนเป็สองส่วนได้ด้วยมือเปล่า
“ช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก”
สเลบได้เข้าใจแล้วว่าศัตรูเองก็มีสติปัญญาเช่นกัน ห่าใช่สัตว์ที่รวมฝูงไม่
“ (สเลบ จงบุกไปฆ่าเ้าั์ผมสีส้มตรงนั้นซะ) ”
“ไม่อยากทำโว้ย! ”
ในตอนนั้นเองที่สเลบได้รับค่ำสั่งมาจากองค์ราชินีอีกครั้ง
สเลบไม่อยากสู้กับปีศาจที่ใช้มือเปล่าแยกกองทัพออกเป็สองส่วนได้
ถ้าเขามีอาวุธถืออยู่ ก็ว่าไปอย่างหรอกนะ
“ช่วยไม่ได้…”
สเลบเข้าไปยืนตรงหน้าของบานา
ด้วยร่างของเผ่ามดระดับทหารเลว เลยทำให้เป็ภาพที่ดูน่าขัน
ฝ่ายหนึ่งคือสิ่งมีชีวิตร่างั์ ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
อีกฝ่ายคือมด ที่ตัวเล็กเพียงร้อยห้าสิบเซ็นติเมตร อีกทั้งังมีแขนขาที่เรียวดูบอบบาง
ต่อให้มีด้วยกันอยู่สี่แขน มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้ดูน่าเกรงขามเลยแม้แต่น้อย
แต่พอทั้งคู่ได้มายืนประจันหน้า บรรยากาศกลับฉับพลันตึงเครียดขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด
สนามรบที่บ้าคลั่งได้สงบลงราวกับจะเคารพการประลองของเขาทั้งสอง
ในที่แห่งนั้น ทั้งสองฝ่ายได้หยุดต่อสู้ลง
“... ข้ายักษาแห่งปฐี [บานา] ”
“กระผม นักรบไร้นินทรา [สเลบ] ”
แม้ว่าจะเป็คนละภาษา และมิอาจเข้าใจถึงความหมายได้ แต่ทั้งคู่กลับรู้สึกว่าควรพูดแนะนำตัวออกไป
บางทีสัญชาตญาณของนักรบ คงได้บอกให้พวกเขาทำเช่นนั้น
ระฆังต่อสู้ได้ดังขึ้นด้วยสายลมที่กลับมาพัดผ่านอีกครั้ง
เป็ฝ่ายสเลบที่เคลื่อนไหวก่อน
พวกโธรโพดาอย่างพวกเขานั้น มีจุดเด่นที่มีร่างกายเบา และมีคมเขี้ยวที่ทรงพลัง
และยังมีขาที่ถูกออกแบบโดยธรรมชาติ เพื่อใช้ในการถีบตัวได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนเผ่าั์อย่างบานามีดีที่ิัหนา กล้ามเนื้อที่ทรงพลัง และรูปร่างที่ได้เปรียบกว่า
สเลบใช้ขาหลังดันร่างพุ่งออกไปอย่างรุนแรง
ส่วนบานาได้ใช้แขนขวาหวดลงไปในทิศที่สเลบพุ่งเข้าใส่
สเลบโค้มตัวลงต่ำเพื่อหลบหมัดนั้น
หูที่เป็หนวดรับััของสเลบได้ถูกหมัดของบานาหักลงไปข้างหนึ่ง
ส่วนสเลบที่พุ่งส่วนก็ใช้เขี้ยวของตน กัดเอาเนื้อ่ต้นขาของบานาไป
สเลบคิดที่จะใช้แขนทั้งสี่ข้างถีบพื้นดันตัวกลับ
อีกข้อเด่นหนึ่งของโธรโพดา ก็คือพวกเขาสามารถใช้แขนแทนขา และขาแทนแขนได้
เพราะแต่เดิมนั้น พวกเขาพัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตที่ต้องใช้ทั้งหกขาในการเคลื่อนไหว
จากแขนได้กลายเป็ขา
จากขาได้กลายเป็แขน
สเลบใช้แขนดันตัว หมายจะจู่โจมต่อเนื่องจากทางด้านหลังของบานา
ด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตและเทอะทะ เลยทำให้เขาไม่อาจหันกลับมารับมือได้ทัน
แต่ด้วยทักษะและประสบการณ์ บานาจึงใช้แขนซ้ายยกขึ้นมาปกปิดที่ต้นคอของตัวเองเอาไว้
“ชิ”
สเลบใช้ขาถีบร่างของบาน่าเพื่อสร้างระยะห่างถอยหนีออกมา
ไม่จำเป็ต้องดันทุรังสร้างรอยแผลไร้สาระ เพราะอาจจะโดนสวนจนเจ็บหนักกลับมาได้แทน
แต่จากการทดลองแลกหมัดเมื่อกี้ ประกอบกับปฏิกิริยาของบาน่า สเลบเลยยิ่งมั่นใจว่าจุดอ่อนของพวกั์อยู่ที่ลำคอ
บาน่าหันกลับมาตั้งหมัดตรงหน้าของสเลบอีกครั้ง
สเลบไม่เห็นช่องโหว่ของวีรบุรุษตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
เขาคิดว่าคงต้องแลกเนื้อเฉือนหนัง ถึงจะเอาศัตรูตรงหน้าลงได้
คงต้องยอมเตรียมใจที่จะแลกชีวิตของตัวเองเพื่อชัยชนะ
สเลบได้ตัดสินใจแล้ว
ขาหลังทั้งสองข้างได้เริ่มย่อตัวลง
ออกแรงทั้งหมดพุ่งตัวออกไปราวลูกปืน
กางคมเขี้ยวอันแข็งแกร่งของตนออกมา
เป้าหมายคือลำคอของศัตรู
บาน่าเองก็รู้ดีว่าศัตรูกำลังเล็งสิ่งใดเอาไว้
หากเขาเลือกใช้แขนทั้งสองข้างปัดป้องเอาไว้ การต่อสู้ก็คงยืดเยื้อออกไปอีก
แต่ศัตรูที่เหลือคงไม่อดทนยืนรอการต่อสู้ของพวกเขาทั้งสองให้จบลงก่อน
เพราะเป้าหมายคือคริสตั้นของพวกเขา ดังนั้นอีกเดียวพวกมันคงเริ่มเคลื่อนไหวต่อแล้ว
ดังนั้นบาน่าจึงตัดสินใจที่จะแลกหมัดให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
บาน่าใช้แขนขวาของตัวเอง ชกตรงออกไปทางด้านหน้า
กำปั้นอันรุนแรงและใหญ่โตนั้น สามารถบดขยี้หินผาให้เป็ผุยผงได้
สเลบใช้่เสี้ยววินาทีที่กำลังจะรับหมัดอันรุนแรงและรวดเร็วนั้น ด้วยแขนอันบอบบางทั้งสี่ของเขา
สเลบ้าที่จะเบี่ยงหมัดของบาน่าออกไป
แต่กระดาษมิอาจที่จะเบี่ยงวิถีของลูกปืนได้ฉันใด สเลบก็มิอาจจะเบี่ยงวิถีหมัดอันรุนแรงของบาน่าได้ฉันนั้น
สเลบทำได้ดีที่สุดแค่เบี่ยงใบหน้าของตัวเองให้หลบออกจากวิถีเท่านั้น
ครึ่งท่อนล่างของสเลบได้ถูกหมัดของบานาบดขยี้จนเป็ซากเนื้อบดไป
แต่ส่วนหัวของสเลบยังไม่ตาย
สเลบใช้พลังชีวิตที่สูงส่งของตัวเอง พุ่งหัวไปที่ลำคอของบาน่า
ใช้เขี้ยวอันแข็งแกร่งฉีกแขยซ้ายของบานาจนขาดสะบั้น
แล้วฝั่งเขี้ยวของตนลงไปที่ลำคอของเขา
หมัดของบาน่าท่วมไปด้วยเืสีเขียว
ในขณะที่เขี้ยวของสเลบเปื้อนไปด้วยเืสีดำ
บาน่าใช้มือขวาดึงหัวของสเลบออกมาด้วยความเ็ป
สเลบยิ้มให้กับศัตรูของเขา
บาน่ายังคงมีลมหายใจอยู่ ผิดกับสเลบที่กำลังหมดพลังชีวิตลง
นับเป็ชัยชนะของบานา
“เป็การต่อสู้ที่ดี”
แม้จะมิอาจสื่อภาษาให้เข้าใจกันได้ แต่สเลบก็ยังอยากที่จะพูดออกไป
ก่อนที่เขาจะถูกบาน่าใช้มือขวาบดขยี้หัวของสเลบจนสูญสิ้นไป
ยักษาแห่งปฐี [บานา]
แม้เืจะท่วมกาย ไร้ซึ่งแขนซ้าย อีกทั้งแทบจะล้มทั้งยืน
แต่เขายังคงยืนหยัดเป็ทัพหน้า คอยต่อสู้โรมรันกับศัตรูอย่างไม่มีถอย
เพราะว่าตอนนี้เขาคือแม่ทัพ
แผ่นหลังของเขาคือพลังใจของบรรดาั์ที่เขาได้นำพามาเป็แนวป้องกันนี้
หากเข้าล้มลง เหล่าั์คงได้แตกพ่าย
ต้องซื้อเวลาให้พวกพ้องของเขา ได้พาคริสตั้นั์หนีไป
แผ่นหลังของบุรุษซึ่งยืนหยัด อีกทั้งมีเืย้อมกายนั้น ช่างดูทรงพลังยิ่งนัก
เมื่อเห็นบุรุษที่เป็ผู้นำของตนยืนหยัดต่อสู้ พวกเขาต่างก็ยิ่งมีพลังใจสูงยิ่งขึ้น
กลายเป็ดั่งกำแพงที่ไม่มีวันพังทลาย
เหล่ามดทหารที่มีจำนวนมากกว่านับสิบเท่า มิอาจที่จะล้มกำแพงเนื้อตรงหน้าลงมาได้
ไม่ว่าจะฉีกกระชากหัว กัดกินแขนและขา พวกมันก็ยังยืนหยัดต่อสู้ได้
กลายเป็ฝ่ายที่ปราชัย พลักผันเป็ผู้ข่มขวัญไป
หากไม่ได้รับคำสั่งบุกจากองค์ราชินี พวกมดทหารคงได้ล่าถอยหนีไปด้วยความหวาดกลัวแล้ว
พวกมดยังคงถาโถมบุกต่อไป
จนกระทั้งกำแพงเนื้อได้เกิดรูโหว่ขึ้นมา
ั์ตนหนึ่งได้สิ้นลมในท้ายที่สุด
จากหนึ่งเป็สอง
จากสองเป็สี่
จนกระทั้งในที่สุดกำแพงเนื้อนั้นก็ถูกเจาะ และถูกเข้าโอบล้อม
แต่พวกเขาได้บรรลุหน้าที่ของตนแล้ว
เพราะคริสตั้นของพวกเขาได้ถูกเหล่าั์ที่เหลือ แบกหนีไปจากสนามรบแห่งนี้แล้ว
พวกมดที่สูญเสียเป้าหมายของตนเองไป ได้ออกไล่ฆ่าพวกั์อย่างโกรธแค้นตามคำสั่งของราชินี
ั์ทั้งหมดหนึ่งหมื่นคนที่นำโดยบานาได้ถูกฆ่าตายจนสิ้น
เหลือเพียงแค่บานาเพียงผู้เดียว ที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้อยู่
เหล่ามดเริ่มรู้สึกหวาดกลัว
ราชินีที่เห็นบานายังคงยืนเหวี่ยงหมัดในสภาพเืท่วมได้รู้สึกหวาดกลัว
กลัวในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จัก
องราชินีมดได้สั่งการให้สังหารบานา
แต่กลับไม่มีใครทำได้
ศพของทหารได้ถูกทับถมจนเป็ูเาสูง
และที่ยอดเขานั้นมีร่างของวีรบุรุษั์ยืนอยู่
ราวกับภูผาที่มิอาจขยับเขยื้อนได้
ยักษาแห่งปฐี [บานา] วีรบุรุษแห่งวงศ์วานั์