ภายในห้องทำงานที่เงียบสงัด แสงเทียนวูบไหวสะท้อนกับกองเอกสารรายงานที่กองสุมอยู่บนโต๊ะไม้ตัวหนา ทริสตัน นั่งจมดิ่งอยู่ท่ามกลางเอกสารรายงานที่บอกเล่าความเป็ไปของเมือง สายตาของเขาหยุดนิ่งที่รายงานฉบับหนึ่ง คิ้วเข้มขมวดมุ่นขณะอ่านทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“สิบสี่ปี...” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักใจ
ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าระบุชัดแจ้งว่าประชากรส่วนใหญ่ในเมืองนี้เริ่มต้นชีวิตคู่และมีบุตรั้แ่อายุเพียงเท่านี้ หากเป็โลกเดิมที่เขาจากมา เด็กวัยนี้ควรจะนั่งหัวเราะอยู่กับเพื่อนในห้องเรียนมัธยมต้น ไม่ใช่การแบกรับภาระแห่งความเป็พ่อแม่ ทริสตันมองเห็นภาพโศกนาฏกรรมที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขเ่าั้ ร่างกายของหญิงสาวที่ยังไม่โตพอจะรองรับอีกหนึ่งชีวิต เชิงกรานที่ยังไม่ขยายเต็มที่ตามวัย เป็สาเหตุที่ทำให้การคลอดเด็กมีปัญหามากมาย
ทั้งการตกเื การแท้ง หรือแม้แต่ลมหายใจที่ดับสูญไปพร้อมกันทั้งแม่และลูกขณะคลอด... ภาพเหล่านี้น่าจะเป็เื่ปกติที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้
จากที่เขาทราบมา ่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์ คือ่อายุ 20 ถึง 35 ปี มากหรือน้อยกว่าก็ยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ยิ่งการทำคลอดในโลกนี้ ก็คงแบบเดียวกันกับยุคก่อนในโลกเดิม…
ทริสตันเอนหลังพิงเก้าอี้พลางหลับตาลง ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง ควรจะออกกฎเพื่อเปลี่ยนแปลงเื่นี้ดีไหม?
แต่เมื่อคิดถึงจำนวนประชากรของซิลเวอร์เรสตอนนี้จากรายงานล่าสุด... 3,852 ชีวิต
มันช่างน้อยนิดจนน่าใจหาย หากเขาประกาศใช้กฎควบคุมการแต่งงานในตอนนี้ อัตตราแห่งการเติบโตของจำนวนประชากรย่อมชะงักงัน ในดินแดนที่ยังไร้ซึ่งการคุมกำเนิดและเต็มไปด้วยภยันตราย การมีเด็กเกิดใหม่จำนวนมากและรวดเร็วอาจเป็ ความจำเป็ที่เลี่ยงไม่ได้ เพื่อสร้างรากฐานกำลังพลและแรงงานในอนาคต
“ยังไม่ใช่ตอนนี้...” ทริสตันสะกดเสียงบอกตัวเองในใจอย่างขมขื่น
เขาจำเป็ต้องอดทนและรอคอย... รอจนกว่าเมืองนี้จะหนาแน่นไปด้วยผู้คน หรือมีคลื่นผู้อพยพไหลบ่าเข้ามามากจนเริ่มควบคุมไม่ได้ เมื่อนั้นค่อยประกาศใช้กฎหมายเพื่อควบคุมจำนวนประชากรได้
ในตอนนี้ ก็ปล่อยให้เป็ไปตามนี้ก่อนสำหรับเื่นี้... จนกว่าเวลาที่เหมาะสมจะมาถึง
ขณะกำลังนั่งพิจารณาเอกสารงานฉบับอื่นอยู่นั้น เสียงเปิดประตูดังขึ้นมา ดึงทริสตันออกจากภวังค์ความคิด ชายผู้หนึ่งก้าวประตูเข้ามาด้วยฝีเท้าที่สำรวม ก่อนจะหยุดยืนและโน้มกายลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“ผู้น้อยอาร์วิน มาพบท่านผู้ปกครองตามรับสั่งแล้วครับ” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยนั้นดังขึ้นเบรกความเงียบเชียบ
แววตาที่หม่นแสงของทริสตันพลันประกายขึ้น มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างเป็กันเองพลางผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเพื่อเให้อีกฝ่ายนั่งลง
“นั่งลงก่อนเถอะอาร์วิน...” ทริสตันกล่าวพลางปรับเปลี่ยนท่าทีให้ดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย แต่กระนั้นน้ำเสียงก็ยังคงไว้ซึ่งอำนาจและความจริงจัง “เข้าเื่เลยแล้วกัน เหมืองแร่ในตอนนี้... มีปัญหาอะไรที่เราต้องกังวลบ้างไหม?”
อาร์วินยืดหลังตรง น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น “สถานการณ์ในตอนนี้นับว่าราบรื่นดีครับท่าน” เขาตอบอย่างฉะฉาน
“นายช่างไซรัสได้คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีฝีมือดีที่สุด เข้าไปตรวจสอบแล้วครับ ส่วนกำลังทหารก็วางไว้ประจำจุดเพื่อดูแลสถานการณ์ไว้ตลอด”
ชายหนุ่มขยับกายเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น วางเอกสารรายงานลงเบื้องหน้าทริสตัน
“และนี่คือรายงานสรุปผลการปฏิบัติงานครับ... รวมไปถึงการคาดการณ์เบื้องต้นถึงปริมาณแร่ดิบที่เราจะสามารถขุดขึ้นมาได้ในอนาคตอันใกล้”
ทริสตันหยิบเอกสารรายงานฉบับนั้นอ่าน ดวงตาที่เคยเคร่งเครียดก็ทอประกายระยับ รอยยิ้มกว้างที่กลั้นไว้ไม่อยู่ผุดขึ้นบนใบหน้าเมื่อได้เห็นตัวเลขคาดการณ์อันมหาศาลเบื้องหน้า
“ยอดเยี่ยม! เป็เื่ที่น่ายินดียิ่งนัก” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความปิติ
เขาวางเอกสารแผ่นนั้นลงอย่างถนอม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายตรงหน้าด้วยสายตาที่จริงจังขึ้น “เื่ค่าจ้างงานของเหล่าคนงานและผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้ เ้าต้องกำชับให้มอบให้อย่างเหมาะสมและยุติธรรมที่สุด ห้ามกดเงินค่าจ้างลงเด็ดขาด และเราขอสั่งห้ามไม่ให้มีการค้างจ่ายหรือล่าช้าแม้แต่วันเดียว... เ้าเข้าใจไหม?”
ทริสตันเว้นจังหวะเล็กน้อยพลางเคาะโต๊ะเบาๆ “นอกจากเงินค่าจ้างแล้ว จงส่งคำชมเชยในนามของเราไปถึงพวกเขาด้วย ให้พวกเขารับรู้ว่าแรงกายที่เสียไปนั้นมีค่ายิ่งต่อดินแดนนี้”
ในใจของทริสตันนั้นรู้ดีว่าพวกแร่ที่จะขุดขึ้นมาได้ต่อจากนี้คือ กระดูกสันหลัง ที่จะค้ำจุนอนาคตของอาณาจักร การซื้อใจคนงานพวกนี้ด้วยความยุติธรรมและเกียรติยศในระดับที่เหมาะสม จะทำให้คนงานพวกนี้ทำงานได้อย่างเต็มที่และสบายใจ
“น้อมรับคำบัญชาครับท่าน ผู้น้อยจะกำชับเื่นี้ด้วยตัวเอง และจะมิให้เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย” อาร์วินขานรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาของเขาฉายชัดถึงความภักดีและขึงขังต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
ทริสตันพยักหน้าช้าๆ อย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางประสานมือไว้ที่ตัก แววตาที่เพิ่งจะผ่อนคลายกลับเปลี่ยนเป็ลุ่มลึกขึ้นเมื่อหัวข้อสนทนาขยับเข้าสู่เื่การค้า
“อาร์วิน... เรากำลังพิจารณาเื่การระบายแร่บางส่วนออกสู่ภายนอกเพื่อหาเงินเข้าอาณาจักร” ทริสตันเว้นจังหวะพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย “ในสายตาของเ้า... เ้าคิดว่าที่ใดเหมาะสมจะเป็คู่ค้ารายแรกของเรา? หากคิดจะขายที่ เมืองแวนการ์ด ทางทิศเหนือของดินแดนเรา เ้าเห็นว่าอย่างไร?”
คำถามนั้นเปรียบเสมือนการโยนหินถามทาง ทริสตัน้าหยั่งเชิงความคิดของคนสนิท ว่าเมืองที่อยู่ใกล้เคียงแห่งนั้น จะเป็โอกาสทองหรือเป็เพียงหลุมพรางทางการเมืองที่เขาต้องระวัง ยังไงเื่นี้อีกฝ่ายก็รู้เยอะกว่าเขามากนัก
อาร์วินนิ่งงันไปครู่หนึ่ง คิ้วเข้มขมวดข้าหากัน แสดงสีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก
“ท่านผู้ปกครองทริสตัน...” อาร์วินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลงอย่างระแวดระวัง “เกรงว่าจะไม่เหมาะสมครับ ผู้น้อยพอจะทราบนิสัยของผู้ว่าการเมืองแวนการ์ดผู้นั้นอยู่บ้าง เขาเป็ชายที่ตลบแตลง เห็นแก่ได้ และชอบฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้อื่นอย่างไร้ความปรานี”
อาร์วินหยุดชะงักไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะทิ้งะเิลูกสำคัญที่ทำให้แววตาของทริสตันวูบไหว “ที่สำคัญที่สุด... คนผู้นี้คือสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของ ท่านคอร์วิน วินด์สเกล และด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักระหว่างท่านกับพี่ชายในอดีต การยื่นข้อเสนอทางการค้าให้แวนการ์ด ก็ไม่ต่างอะไรกับการยื่นคอเข้าไปในปากจระเข้ ผลลัพธ์ที่ได้... ผู้น้อยเกรงว่าจะได้ไม่คุ้มเสียครับ”
ทริสตันได้ฟังดังนั้นก็ระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหนาย ความหวังที่จะเปิดเส้นทางการค้าสายแร่ดูเหมือนจะถูกกำแพงแห่งความแค้นขวางกั้นไว้เสียแล้ว
“เฮ้อ... เป็เช่นนั้นเองรึ” เขาพึมพำพลางนวดขมับเบาๆ ราวกับจะขับไล่ความเหนื่อยล้า “ถ้าอย่างนั้นในความคิดของเ้า... ยังมีเมืองไหนอีกบ้างที่ควรจะทำการค้าด้วย โดยที่เราไม่ต้องเกรงกลัวคมดาบที่ซ่อนอยู่ข้างหลังเช่นนี้?”
“ผู้น้อยเห็นว่า... เมืองเอเธลการ์ด ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือน่าจะเป็ตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยามนี้ครับ” อาร์วินเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่มีนัยแอบแฝง “ได้ยินมาว่าผู้ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้ปกครองคนใหม่ของที่นั่นคือ... ท่านดาเรียน เฟลเวล”
สิ้นคำนั้น ทริสตันนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เสียงหัวเราะกังวานจะะเิออกมาจากลำคออย่างห้ามไม่อยู่ เป็เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขบขันในโชคชะตา
‘ที่แท้... เ้าหนี้ตัวดีของเราก็มาลงเอยที่เมืองนี้เองรึ’ เขาคิดในใจพลางส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะจากกันวันนั้น เขาจำได้ว่าเคยเอ่ยถามอีกฝ่ายถึงเมืองที่จะไปปกครอง แต่เ้าดาเรียนกลับตอบเลี่ยง ๆ ว่ายังไม่แน่ชัด ใครจะไปนึกว่าอีกฝ่ายจะปกครองเมืองที่อยู่ไม่ไกลมากนักจากซิลเวอร์เรส และไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะกลายมาเป็เพื่อนบ้านที่มีผลประโยชน์ร่วมกันได้
อย่างไรก็ตาม ทริสตันค่อยๆ สงบเสียงหัวเราะลง แววตาที่ขี้เล่นพลันเปลี่ยนเป็ลุ่มลึกขึ้น เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางกวาดมองชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างพิจารณา
ข้อมูลวงในเื่การแต่งตั้งผู้ปกครองคนใหม่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะรู้กันได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะในโลกที่ข่าวสารเชื่องช้าเช่นนี้ อาร์วินผู้นี้ช่างมีความสามารถที่น่าทึ่งและเครือข่ายที่กว้างขวางเกินกว่าที่เขาประเมินไว้แต่แรก
“หากเป็เช่นนั้นก็นับว่าเบาใจไปได้เปลาะหนึ่ง...” ทริสตันเปรยออกมา น้ำเสียงเจือความราบเรียบ “เพียงแต่เ้าต้องเข้าใจอย่างหนึ่งอาร์วิน... แม้ว่ามิตรภาพระหว่างเรากับดาเรียนจะแน่นแฟ้นเพียงใด แต่ชายผู้นั้นกลับมีเส้นแบ่งที่เด็ดขาดชัดเจนระหว่าง สหาย และ ผลประโยชน์ เสมอ การจะใช้ความสนิทสนมเพื่อหากำไรเข้าตัวฝ่ายเดียวเห็นทีจะเป็เื่ยาก ยังไงอีกฝ่ายก็ไม่ได้มีอะไรติดค้างเรา”
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง แววตาที่ขึงขังพลันอ่อนลงก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของนักปกครอง
“แต่ถึงกระนั้น... การค้าขายกับคนที่เรารู้ไส้รู้พุงกันดี ย่อมดีกว่าการเดินเข้าไปในดงป่าดงเสือของแวนการ์ด อย่างน้อยเราก็มั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจนน่าเกลียด และหลายสิ่งหลายอย่างคงจะ เจรจา กันได้ง่ายขึ้น” ทริสตันเคาะโต๊ะทำงานเสียงหนักแน่นเป็การตัดสินใจครั้งสุดท้าย
“ตกลง! เราจะเปิดการค้าแร่กับเมืองเอเธลการ์ด อาร์วิน... เ้าจงจัดเตรียมคณะทูตในนามของ ซิลเวอร์เรส ให้พร้อม แล้วส่งจดหมายของเราไปถึงมือผู้ปกครองที่นั่นโดยตรง ในจดหมายเราจะระบุรายละเอียดเื่ข้อตกลงทางการค้า ด้วยราคาที่ยุติธรรม รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับคนของเราที่ต้องเดินทางไปค้าขายที่เมืองนั้น...”
อาร์วินโน้มกายลงต่ำอีกครั้ง “สิ่งที่ท่านผู้ปกครองตัดสินใจ ผู้น้อยคิดว่าเหมาะสมอย่างยิ่งครับ”
ทริสตันพยักหน้าเล็กน้อย “เราจะเขียนจดหมายนี้ให้เสร็จภายในคืนนี้ เ้าไปจัดเตรียมคณะเดินทางและกองกำลังอารักขาให้พร้อม ให้พร้อมเดินทางในอีกสามวันข้างหน้า แล้วเ้ามารับจดหมายจากเราในวันพรุ่งนี้ด้วย”
ทริสตันเว้นจังหวะไปชั่วอึดใจ เขาเอนตัวลง แววตากลับมานิ่งลึกขณะเอ่ยประโยคถัดมา “แล้วก็อีกเื่หนึ่งนะอาร์วิน... เ้าไม่รู้สึกบ้างหรือว่า ทหารที่เรามีในตอนนี้มันช่างน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับอาณาเขตที่กำลังขยายตัว? เ้าว่าอย่างไร หากเราจะเริ่มเปิดรับสมัครชายฉกรรจ์ในเมืองนี้ เข้ามารับใช้อาณาจักรในฐานะทหารเพิ่มขึ้น”
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันตา อาร์วินนิ่งงันไปครู่ใหญ่ แววตาของเขาดูเคร่งขรึมขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ ขยับริมฝีปากเอ่ยออกมา
“เื่นี้... ผู้น้อยเกรงว่าเราอาจจะต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายเื่ครับท่าน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลงแต่หนักแน่น “ประการแรกคือค่ายทหารเดิมของซิลเวอร์เรสในยามนี้ คับแคบและทรุดโทรมจนแทบจะเรียกได้ว่าใช้การแทบไม่ได้ หาก้าเพิ่มกำลังพล เราจำเป็ต้องลงทุนทั้งแรงงานและเงินจำนวนมากเพื่อขยับขยายก่อสร้างค่ายทหารขึ้นมาใหม่ ซึ่งนั่นหมายถึงภาระทางการเงินจำนวนมากที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นโดยทันที”
อาร์วินหยุดถอนหายใจสั้น ๆ ก่อนจะกล่าวถึงความจริงที่น่าสลดใจยิ่งกว่า “ประการต่อมาคือ ทรัพยากรบุคคล ครับท่าน... ประชาชนในเมืองส่วนใหญ่ตอนนี้ยังมีสภาพผอมแห้งแรงน้อย ราวกับต้นกล้าที่ขาดน้ำมานาน การจะฝึกฝนพวกเขาให้กลายเป็นักรบผู้ทรงพลังนั้นต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณในการบำรุงกำลังอย่างมหาศาล ยังไม่นับรวมถึงคลังอาวุธที่ตอนนี้เราแทบไม่มีอาวุธเหลือพอจะแจกจ่ายให้ใครได้อีกแล้ว”
เขาสบตาทริสตันอย่างจริงใจ ก่อนจะสรุปด้วยความหวังดี “ในสายตาของผู้น้อย... การเร่งสร้างกองทัพในจังหวะที่รากฐานเรายังไม่มั่นคงเช่นนี้ อาจจะเป็การเดินหมากที่เร็วจนเกินไป และอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีครับ”
ทริสตันยกมือขึ้นลูบคางเบาๆ แววตาดูลังเล เขาเงียบงันอยู่นานจนบรรยากาศในห้องดูอึมครึมขึ้น ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง
“เื่ที่พักและค่ายทหาร... เ้าจงเกณฑ์แรงงานชาวบ้านมาร่วมกับทหารที่มีอยู่ เริ่มต้นปรับปรุงพื้นที่ให้กว้างขวางพอที่จะรองรับทหารได้ไม่ต่ำกว่าห้าพันนาย” ทริสตันกล่าวพลางเคาะโต๊ะเป็จังหวะหนักแน่น “สรุปยอดงบประมาณรายจ่ายค่าก่อสร้างปรับปรุงค่าย ค่าแรงงานทั้งหมดส่งมาให้เรา หากตัวเลขนั้นสมเหตุสมผล เราจะอนุมัติให้ลงมือทำทันที”
เขายืดตัวตรง เอ่ยเสียงเข้ม “ส่วนเื่กำลังทหาร... ในเมื่อเรายังไม่มีกองทัพใหญ่ ก็จงเริ่มต้นจาก กองทหาร เล็ก ๆ เสียก่อน คัดเลือกชายฉกรรจ์ที่ดูมีแววที่สุดมาหนึ่งร้อยคน เราจะเป็คนร่างแบบแผนการคัดเลือกและตำราฝึกฝนด้วยตัวเอง เ้าเพียงแค่รับไปปฏิบัติให้เคร่งครัดก็พอ เราจะใช้คนกลุ่มนี้เป็หนูทดลอง เพื่อดูว่าขีดจำกัดของพวกเขาจะไปได้ไกลเพียงใด”
ทริสตันเว้นจังหวะพลางยกยิ้มที่มุมปาก แววตามีเลศนัยยามเอ่ยถึงปัญหาใหญ่ข้อสุดท้าย “ส่วนเื่เงิน... เราจะเป็คนจัดการหามาจ่ายให้เอง และเื่จำนวนอาวุธที่เ้ากังวลนั้น... อดใจรออีกนิด ปัญหานั้นจะได้รับการแก้ไขในไม่ช้า”