ท่ามกลางความมืดมิดในคืนที่แม้กระทั่งดวงจันทร์ยังเศร้าหมอง มีบุรุษสองคนยืนอยู่หน้าหลุมศพป้ายหินที่สลักชื่อไร้ซึ่งฝุ่นเกาะราวกับพึ่งถูกฝังได้ไม่นาน
ชายร่างเล็กหันไปมองคนที่อยู่ข้างตนก่อนจะคุกเข่าลงไปเขาอื้อมมือไปัักับป้ายหินนั้นอย่างทะนุถนอมพลางเอ่ยปากถามคนที่ยืนอยู่ข้างกัน
“เ้าโกรธแค้นข้าหรือไม่”ผู้ถูกถามราวกับจมลงไปในห้วงความคิดของตนเองเขารออยู่นานแต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรจากอีกฝ่าย
“ข้าขอโทษ..”ชายร่างเล็กเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว เหมือนอีกฝ่ายจะหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตนเองแล้วจึงหันมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน
“เ้า..เป็เ้างั้นหรือ..” เขาพยักหน้ารับเบาๆบุรุษที่ยืนอยู่ข้างกันนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะแสดงท่าทีโกรธแค้นออกมา
“ทำไม! ทำไมต้องเป็นาง” เขาตวาดใส่ด้วยความโกรธขณะเดียวกันก็เอื้อมมือมาบีบคอชายร่างเล็กแล้วยกขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาลก่อนแขนทั้งสองข้างจะสั่นเทิ้มเพราะน้ำตาที่ไหลออกมา
“ทำไม..เ้าฆ่านางทำไม?” ผู้ถูกถามหอบหายใจเข้าอย่างทรมาณก่อนจะมองที่ใบหน้าเปื้อนน้ำตานั้นเขาจับข้อมือที่กุมรอบคอของตัวเองไว้แน่นแล้วพยายามแกะออกอย่างยากลำบาก
ในตอนที่ภาพข้างหน้าพร่ามัวสติเริ่มหลุดลอยในหัวของชายร่างเล็กก็เริ่มย้อนคิดไปยังเหตุการณ์ที่เป็จุดเริ่มต้นทุกอย่างของเื่นี้
ที่จริงแล้วตัวเขาเองเป็แค่นักศึกษาจบใหม่ไฟแรงคนหนึ่งเท่านั้นหลังจากตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่าจะถ่ายคลิปการเดินป่าลงในแอปพลิเคชั่นที่ฮิตกันในตอนนี้ตนก็ตัดสินใจไปคุยกับแม่ตรงๆ ว่าขอทำตามฝันตัวเองก่อน ขอแค่ครึ่งปีถ้าหากรู้สึกว่าทำแบบนี้ต่อไปแล้วเลี้ยงตัวเองไม่ได้จะยอมกลับมาทำงานตามปกติ
โชคดีที่แม่ของเขาเป็คนใจดีจึงไม่คิดจะห้ามเขาถึงแม้ว่าในสายตาคนอื่นการออกมาทำตามที่ตนเองฝันเป็เื่ไร้สาระก็ตามวันนั้นเขากราบขอบคุณแม่ กราบแล้วกราบอีกจนน้องชายที่พึ่งกลับมาจากโรงเรียนมองด้วยสายตาหวาดระแวง
“แม่ครับพี่เขาเป็อะไรหรอครับ” เสียงทุ้มเอ่ยถามคุณแม่ของตนเองที่นั่งยิ้มอยู่เธอส่ายหัวไปมาก่อนจะหัวเราะแล้วเล่าให้ลูกคนเล็กฟังว่าพี่ชายของเขาอยากจะวิ่งตามความฝันของตัวเองสักครั้งในชีวิตส่วนแม่ก็แค่ไม่ได้ห้ามเขา
น้องชายคนเล็กหรืออัคคีมองพี่ชายของตนด้วยท่าทีสงสัยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรก็ยักไหล่ให้หนึ่งทีแล้วเดินเข้าห้องไปอย่างไม่สนใจเขามองตามน้องชายตัวเองจนเข้าห้องไปถึงได้หันกลับมา
“แล้วนทีจะเริ่มเดินทางวันไหนหรอลูก”นที..คือชื่อของเขาเองคนถูกถามขยับตัวเข้ามาใกล้ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงประจบประแจง
“ผมจะอยู่พักอ้อนคุณแม่สุดสวยก่อนวันนึงแล้วค่อยเริ่มออกเดินทางครับ” แม่ของเขาหัวเราะออกมาก่อนจะลูบหัวด้วยความเอ็นดู
“ปากหวานจริงลูกคนนี้พักได้นานตามที่้าเลยจ้ะ” นทีส่งยิ้มให้ก่อนจะเอนหัวลงนอนตรงตักแม่
ผ่านไปสองวันนทีถึงจะเริ่มออกเดินทางจากบ้านของตัวเองเข้าไปในป่าสนแห่งหนึ่งการถ่ายทำในครั้งนี้ของเขามีเพื่อนร่วมขบวนการหรือตากล้องอีกหนึ่งคนชื่อวสันต์
เสียงพูดของนทีดังเจื้อยแจ้วอยู่หน้าทางเข้าป่าก่อนเจะเริ่มเดินเข้าไปในป่าพลางพูดถึงเื่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในนี้วสันต์ถือกล้องเดินตามอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
นทีชี้ที่พื้นก่อนจะเริ่มพูดว่านี่คือวิธีสังเกตรอยเท้าสัตว์ดูแล้วรอยเท้าที่พบเป็รอยขีดคล้ายกิ่งไม้สั้นๆ สามขีดแบบนี้คงจะเป็พวกนกหรือไม่ก็ไก่ป่าแถวนี้
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงนทีก็เดินออกมาจากป่าก่อนจะกล่าวจบรายการอยู่ข้างหน้าทางเข้าเมื่อสิ้นสุดการถ่ายทำ นทีก็ถอนหายใจแล้วร้องโอดโอยขึ้นมา
“แค่นี้ก็เมื่อยแล้วหรอกูถือกล้องให้ตั้งนานยังไม่เหนื่อยเลย” วสันต์พูดแซวนทีหันไปมองก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
“มึงมันนักกล้ามนี่กูจะเอาแรงที่ไหนไปสู้”นทีพูดพลางหยิบกระบอกน้ำออกมาจากในกระเป๋าแล้วยกขึ้นดื่มอย่างกระหาย
“ค่อยๆกินเดี๋ยวสำลักขึ้นมาจะลำบากกูอีก”ยังไม่ทันที่วสันต์จะได้พูดจบอีกฝ่ายก็ไอออกมาไม่หยุดจนต้องลำบากไปตบหลังให้เมื่อหายสำลักแล้วนทีก็หันไปพูดกับเพื่อนตัวเองด้วยสายตาเป็ประกาย
“เพื่อนรักมึงช่วยชีวิตกูไว้” พูดแล้วก็พุ่งเข้าไปจะกอดวสันต์ แต่ก็โดนมือของเขาดันหัวเอาไว้
“ไม่ต้องมากอดกูขอบคุณก็พอ แค่นี้กูก็ซึ้งแล้ว” นทีแอบแลบลิ้นใส่ก่อนจะหันกลับมาวสันต์มองเพื่อนตัวเองรูดซิปเปิดปิดเป้ตัวเองเล่นก่อนจะเอ่ยทัก
“แล้วพวงกุญแจสาวน้อยเวทมนต์อะไรนั่นของมึงหายไปไหนแล้ว”เมื่อโดนทักอย่างนั้นนทีก็รีบพลิกเป้ให้หันมาทางตัวเองทันทีแล้วะโขึ้นมา
“เห้ย! สาวน้อยเวทมนต์จันทรากูหาย!”วสันต์กลอกตาให้กับท่าทางของเพื่อนตนเองที่แหกปากะโออกมาอย่างไม่อายใคร แต่ถึงอย่างนั้นจะบ่นมันก็ไม่ได้แถวนี้ดันไม่มีใครอยู่หนวกหูเสียงไอ้นทีซะด้วย
“หล่นอยู่ในป่ารึเปล่าของแบบนี้ซื้อใหม่ก็ได้มั้ง” เขาเอ่ยแสดงความคิดเห็นจะให้พากันเดินเข้าไปหาในป่าอีกรอบก็กลัวเพื่อนตัวเองจะหอบตายซะก่อน
“ไม่ได้นั่นตัวลิมิเต็ดเลยนะ กูประมูลมาตัวเกือบหมื่น!” นทีรีบพูดเถียงวสันต์มองบนให้กับความหวงแหนของเพื่อน
“ถ้ามันเป็ตัวลิมิเต็ดก็อย่าใส่กระเป๋ามาเดินป่าแบบนี้ตกหายขึ้นมามันไม่มีใครมารับผิดชอบให้นะเว้ยไอ้ที” เขาเอ่ยเตือนสติเพื่อนตนเอง นทีเมื่อโดนดุก็ทำหน้าหงอยก่อนจะบ่นอุบอิบในลำคอวสันต์ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย
“มาๆไปหากัน เดี๋ยวกูช่วยมึงหาเอง”เมื่อพูดจบเพื่อนของเขาที่นั่งหงอยอยู่เมื่อกี้รีบลุกขึ้นยืนแล้วส่งยิ้มให้อย่างร่าเริงทันที
“กูคิดแล้วว่ามึงต้องช่วยกูสมกับที่เป็เพื่อนรัก มายเลิฟลี่เฟรนด์”นทีจะพุ่งเข้ามากอดอีกรอบแต่ก็โดนมือของเขาดันหัวไว้
“กูบอกว่าขอบคุณก็พอไม่ต้องกอด แค่นี้ก็ซึ้งแล้ว” วสันต์พูดก่อนจะดันหัวอีกฝ่ายทิ้งไปอีกทางนทียิ้มเผล่ก่อนจะเดินนำเข้าไปในป่า
“งั้นไปหาน้องรูริกันเดี๋ยวมืดแล้วจะมองไม่เห็น” วสันต์พยักหน้าพลางก้าวขาจะเดินตามไปแต่สายตาก็ดันเหลือบไปเห็นงูสีดำตัวเขื่องเลื้อยอยู่ข้างหลังเพื่อนตน
“ไอ้ที! งูอยู่ข้างหลังมึง!”นทีที่หันมามองเพื่อนก็หันกลับไปอย่างใก่อนจะถูกงูตัวนั้นฉกเข้าที่ข้อเท้าของตัวเองวสันต์รีบวิ่งเข้าไปดูอาการเพื่อนปล่อยให้งูตัวนั้นเลื้อยหนีไป
“ตั้งสติไว้นะไอ้ทีมึงอย่าเผลอหลับนะเว้ย”วสันต์รีบพูดขึ้นมาก่อนจะฉีกชายเสื้อตนเองออกมาพันไว้ข้างบนรอยกัดเมื่อมัดไว้เสร็จแล้วก็พยุงเพื่อนเข้าไปนั่งในรถระหว่างที่ขับรถอยู่ก็ชวนอีกฝั่งพูดอยู่ตลอดเวลาอีกทั้งยังหันไปเขย่าตัวเป็ระยะ
“หมออยู่ไหนครับเพื่อนผมโดนงูฉก!”เมื่อถึงโรงพยาบาลวสันต์ก็แบกเพื่อนตัวเองขึ้นหลังแล้ววิ่งเข้าไปพูดกับพยาบาลด้วยความร้อนรนพยาบาลได้ยินดังนั้นก็เรียกให้นายพยาบาลเข็นเตียงฉุกเฉินมาแล้วให้เขาวางเพื่อนลงบนเตียงก่อนจะเข็นเข้าห้องฉุกเฉินไป
เมื่อนทีอยู่ในความดูแลของหมอแล้ววสันต์ก็นั่งพิงเก้าอี้หน้าห้องด้วยท่าทีอ่อนแรงเขาน่าจะเตือนนทีั้แ่ตอนที่เห็นพวงกุญแจอันนั้นห้อยกระเป๋าแล้ว
ยิ่งคิดก็ยิ่งจิตตกวสันต์นั่งกุมมือรอผลอยู่หน้าห้องด้วยความร้อนใจก่อนจะนึกขึ้นได้เขาหยิบมือถือขึ้นมาก่อนจะกดโทรหาแม่ของนทีทันที
“ฮัลโหลครับแม่สาใช่มั้ยครับ ..นทีโดนงูกัด ตอนนี้อยู่ในห้องฉุกเฉินครับ.. ครับแม่โรงพยาบาลบีครับ” เมื่อคุยเสร็จแล้วก็นั่งเงียบๆ อยู่หน้าห้องรอให้แม่ของนทีมาถึง
ผ่านไปสิบนาทีสาหรือแม่ของนทีก็เดินเข้ามาทางที่วสันต์นั่งอยู่อย่างรีบร้อน
“สันทีเป็ไงบ้างลูก” เธอถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“ผมก็ไม่รู้ครับหมอยังไม่ออกมาจากห้องเลยครับ” ได้ยินดังนั้นเธอก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆเพื่อนของลูกชายตนก่อนจะร้องไห้ออกมา วสันต์เองก็ไม่รู้จะเอ่ยปลอบอีกฝ่ายยังไงได้แต่นั่งอยู่ที่เดิมเงียบๆ รอหมอเดินออกมาบอกอาการของนทีเท่านั้น
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปหมอก็เดินออกมาจากในห้องพร้อมกับเข็นเตียงออกมาด้วยวสันต์รีบลุกขึ้นไปถามอาการของเพื่อนตนทันที
“ไอ้ทีเป็ไงบ้างครับ”สาเองก็ยืนขึ้นรอฟังอาการของลูกชายตนเช่นกัน
“เสียใจด้วยนะครับคนไข้เสียชีวิตแล้วครับ” วสันต์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงส่วนแม่สานั้นเป็ลมล้มพับไปแล้ว โชคดีที่วสันต์รับตัวเธอไว้ทัน
“ที.. ตายแล้วหรอครับ?”