เตียงไม้เก่าถูกเลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมด้วยแรงของเราสองคน ข้ากับเสี่ยวหวาช่วยกันดันจนมันส่งเสียงครืดคราดดังลั่นไปทั้งห้อง ฝุ่นที่สะสมอยู่ใต้เตียงฟุ้งกระจายจนข้าต้องยกมือขึ้นปิดจมูก
"นี่เ้าไม่เคยกวาดใต้เตียงเลยหรือ?" เสี่ยวหวาหันมามองข้าพร้อมยิ้มเยาะ [ ̄∇ ̄]
"ข้าก็มีเื่ให้ทำตั้งมากมาย จะให้มานั่งกวาดฝุ่นใต้เตียงทุกวันได้อย่างไรเล่า!" ข้าตอบกลับไปพลางไอเบา ๆ
เมื่อเตียงถูกเลื่อนออกจนสุด ประตูกลบานเก่าที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นก็ปรากฏขึ้น มันดูเก่าแก่จนข้าสงสัยว่าหากเปิดออกไปแล้ว บานพับจะพังลงมาหรือไม่ เสี่ยวหวาไม่กล่าวอันใด นางเพียงพยักหน้าให้ข้า ก่อนจะหยิบตะเกียงน้ำมันที่เตรียมไว้ขึ้นมา
"ข้าลงไปก่อนนะ เ้าอย่าชักช้า"
นางเปิดประตูไม้เก่าออก เสียงบานพับดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนกำลังประท้วงที่ถูกใช้งานอีกครั้งหลังจากผ่านไปนานหลายปี
บันไดไม้ที่ทอดลงไปในความมืดปรากฏให้เห็น เสี่ยวหวาก้าวลงไปอย่างคล่องแคล่ว ราวกับนางเป็เ้าของบ้านเสียเอง
"เ้ารู้ทางดีเหลือเกินนะ" ข้าพึมพำเบา ๆ
"ก็แน่ล่ะสิ ข้าลงมาที่นี่ั้แ่ยังเด็ก ๆ แล้ว" นางตอบกลับมาโดยไม่หันมามอง
ข้ากระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น ก่อนจะก้าวตามนางลงไป บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ข้าก้าวลง ความเย็นชื้นของอากาศใต้ดินแทรกซึมผ่านิัจนข้ารู้สึกขนลุก [ >.< ]
"นี่มันเขตหวงห้ามของตระกูลข้าเชียวนะ" ข้ากล่าวขึ้นเบา ๆ
"เขตหวงห้ามอันใดกันล่ะ ตอนนี้ทั้งตระกูลก็เหลือเ้าอยู่คนเดียว จะหวงห้ามใครอีก?" เสี่ยวหวาหัวเราะเบา ๆ
「นางกล่าวถูก... ตอนนี้ทั้งตระกูลเหลือข้าเพียงคนเดียว」
อุโมงค์ลับใต้บ้านที่เคยเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของตระกูลเสี่ยวเหมย บัดนี้กลับกลายเป็เพียงห้องเก็บของที่เต็มไปด้วยฝุ่นและความทรงจำที่ถูกลืมเลือน ข้าก้มมองมือของตัวเองที่สั่นเล็กน้อย [ Q_Q ]
"ข้าจำอันใดไม่ได้เลย... ตำราหมอดู ป้ายิญญา ทุกอย่างที่บรรพบุรุษฝากไว้ ข้ากลับลืมมันหมดสิ้น"
"ก็ไม่แปลกหรอก เ้าเป็หัวขี้เลื่อยมาั้แ่เด็กแล้วนี่" เสี่ยวหวากล่าวพลางหัวเราะ [ >w< ]
"เ้าจะช่วยข้าหรือจะมาซ้ำเติมกันแน่?" ข้าถลึงตาใส่นาง
"ช่วยสิ ช่วยแน่นอน" นางยิ้มกว้าง ก่อนจะวางตะเกียงลงบนโต๊ะไม้เก่า "แต่เ้าก็ต้องยอมรับความจริงด้วยนะ ว่าถ้าไม่มีข้า เ้าคงทำอันใดไม่ได้เลย"
ข้าถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินไปหยิบผ้าขึ้นมาปัดฝุ่นบนป้ายิญญาที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นไม้
"นี่คือป้ายิญญาของบรรพบุรุษตระกูลข้า ทุกคนล้วนเป็หมอดูที่เก่งกาจ แต่ข้ากลับ..."
"กลับจำตำราไม่ได้สักหน้าเดียว ใช่ไหม?" เสี่ยวหวากล่าวแทรกขึ้น
"เ้าจะกล่าวให้ข้ารู้สึกแย่ไปถึงไหนกัน!" ข้าหันไปมองนางอย่างไม่พอใจ [ >< ]
"ข้าก็แค่กล่าวความจริง" นางยักไหล่ ก่อนจะหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดดู "เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเถอะ เ้าต้องหาคำทำนายให้ลูกค้าคนเมื่อกลางวันใช่ไหม?"
ข้าพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงข้างนาง แสงตะเกียงสลัว ๆ ส่องให้เห็นตัวอักษรจีนโบราณบนหน้ากระดาษเก่า
"ข้าจะต้องหาคำทำนายให้เจอ"
"และข้าจะช่วยเ้า... แต่เ้าต้องเลี้ยงข้าวข้าด้วยนะ"
"เ้ามันเห็นแก่กินจริง ๆ!"
เสียงหัวเราะของเสี่ยวหวาดังก้องในอุโมงค์ ราวกับลมพายุที่พัดผ่านหุบเขา ข้าส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะจดจ่ออยู่กับตำราในมือ แม้ในใจจะรู้สึกหนักอึ้ง แต่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ [ ^^ ]
「บางที... การมีนางอยู่ข้าง ๆ อาจไม่เลวร้ายเท่าไร」
"นี่คือสิ่งที่เ้า้า" เสี่ยวหวาวางตะเกียงลงบนโต๊ะไม้เก่า ก่อนจะชี้ไปยังตำราหมอดูที่วางอยู่ในกล่องไม้แกะสลัก
ข้าก้าวเข้าไปใกล้ กล่องไม้แกะสลักนั้นดูเก่าแก่ แต่ลวดลายดอกเหมยที่สลักไว้ยังคงงดงามราวกับเพิ่งถูกแกะเมื่อวานนี้ ข้าค่อย ๆ เปิดฝากล่องออก กลิ่นกระดาษเก่าที่ผ่านกาลเวลายาวนานลอยขึ้นมาแตะจมูก
"ตำราเหล่านี้... ข้าควรจะจำมันได้ทั้งหมด"
「แต่เหตุใดกันเล่า ข้าจึงล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า?」[ TOT ]
ข้าหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมา เปิดดูหน้ากระดาษที่เหลืองกรอบด้วยความระมัดระวัง ตัวอักษรจีนโบราณที่เขียนด้วยพู่กันปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษ ราวกับกำลังเล่าเื่ราวของอดีตที่ถูกลืมเลือนไป
ข้ารีบอ่านเพื่อหาสิ่งที่ข้า้า คำทำนายสำหรับแขกเมื่อกลางวัน
"เอาล่ะ เ้าอ่าน ข้าจะจด" เสี่ยวหวากล่าวพลางหยิบสมุดเล่มเล็กกับพู่กันขึ้นมา นางนั่งลงข้างข้าอย่างคล่องแคล่ว ราวกับนี่เป็งานประจำของนาง
"ถ้าข้าบอกแล้วเ้าจะจดทันไหม?" ข้าถามพลางเหลือบมองนางที่กำลังเตรียมตัว [ >O< ]
"ทันสิ ข้าก็ไม่ได้หัวขี้เลื่อยเหมือนเ้านี่" นางตอบกลับพร้อมรอยยิ้มเยาะ
"นี่ไง! เจอแล้ว!" ข้าร้องออกมาอย่างตื่นเต้น ขณะที่พลิกหน้ากระดาษตำราไปเจอคำทำนายที่ตรงกับวันเดือนปีเกิดของลูกค้าคนเมื่อกลางวัน เสี่ยวหวาที่กำลังปัดฝุ่นป้ายิญญาอยู่หันมามองด้วยความสนใจ
"ว่าไงล่ะ? ดวงของเขาเป็อย่างไร?" นางถามพลางเดินเข้ามานั่งข้างข้า
ข้ากวาดตามองตัวอักษรจีนโบราณบนหน้ากระดาษ ก่อนจะเริ่มอ่านออกเสียง "ชายผู้นี้... ไม่มีดวงเศรษฐี ทำอันใดก็ขาดทุน"
"อ้าว! แบบนี้เขาจะทำมาหากินอันใดได้ล่ะ?" เสี่ยวหวาเอ่ยขึ้นพร้อมหัวเราะเบา ๆ
"เดี๋ยวก่อน ยังไม่จบ" ข้ากล่าวพลางไล่สายตาอ่านต่อ "เขาต้องอยู่เป็โสด ชะตาชีวิตถึงจะดีขึ้น"
"โสด?!" เสี่ยวหวาหัวเราะลั่นจนแทบจะกลิ้งไปกับพื้น [ T▽T ] "นี่เ้าจะบอกเขาอย่างไรดีล่ะ? 'ขอแสดงความยินดี ท่านต้องอยู่คนเดียวตลอดชีวิตเพื่อความรุ่งเรือง' อย่างนั้นหรือ?"
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน! แต่ฟังนี่ก่อน" ข้าพยายามกลั้นหัวเราะแล้วอ่านต่อ
"ดวงชะตาของเขาควรค้าขายเกี่ยวกับเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับ สีมงคลของเขาคือสีแดง"
เสี่ยวหวาหยุดหัวเราะชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังที่แฝงความขบขัน
"เสื้อผ้าอาภรณ์กับเครื่องประดับ? แล้วเขาจะขายอันใดดีล่ะ? ผ้าพันคอไหมแดง? หรือสร้อยหยกสีแดง?"
"ข้าก็ไม่รู้! แต่ตำราบอกไว้อย่างนี้" ข้าตอบพลางถอนหายใจ "และนี่คือสิ่งที่ข้าต้องบอกเขาในวันพรุ่งนี้"
"ข้าล่ะอยากเห็นหน้าเขาตอนที่เ้าบอกว่าเขาต้องอยู่เป็โสดจริง ๆ" เสี่ยวหวากล่าวพลางหัวเราะอีกครั้ง
"เ้าจะช่วยข้าหรือจะมาซ้ำเติมกันแน่?" ข้าหันไปมองนางด้วยความเหนื่อยใจ
"ช่วยสิ ช่วยแน่นอน" นางตอบพลางยิ้มกว้าง ก่อนจะหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมาจดคำทำนายที่ข้าอ่านออกเสียง
"ชายผู้นี้ไม่มีดวงเศรษฐี ทำอันใดก็ขาดทุน... ต้องอยู่เป็โสด... ค้าขายเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับ... สีแดง" นางกล่าวทวนคำทำนายขณะจดลงสมุด "นี่มันดวงชะตาที่แปลกที่สุดที่ข้าเคยได้ยินมาเลย"
"ข้าก็คิดเหมือนกัน" ข้ากล่าวพลางส่ายหัว "แต่ข้าก็ต้องบอกเขาไปตามนี้"
"เอาล่ะ เสร็จแล้ว" เสี่ยวหวาปิดสมุดเล่มเล็กลง ก่อนจะหันไปหยิบผ้าขึ้นมาปัดฝุ่นบนป้ายิญญาต่อ
"นี่คือป้ายิญญาของท่านย่ารุ่นที่ห้า ผู้มีพลังิญญาสูงสุดในตระกูล"
"ข้าคงไม่ได้เสี้ยวเดียวของท่านเลย" ข้ากล่าวพลางถอนหายใจ
"นั่นก็จริง" เสี่ยวหวาตอบกลับทันทีโดยไม่ลังเล
"เ้าจะกล่าวให้ข้ารู้สึกแย่ไปถึงไหนกัน!" ข้าหันไปมองนางอย่างไม่พอใจ
"ข้าก็แค่กล่าวความจริง" นางยักไหล่ ก่อนจะหันกลับไปเช็ดป้ายิญญาต่อ
เราสองคนช่วยกัน ทำความสะอาดส่วนที่เหลือไปพร้อม ๆ กัน เสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงปัดฝุ่นดังสลับกันไปมา บางครั้งเสี่ยวหวาก็เผลอจามเพราะฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย
"นี่ั้แ่ข้าลงมาช่วยเ้าคราวที่แล้ว เ้าก็ไม่เคยลงทำความสะอาดที่นี่เลยหรือ?" นางถามพลางจามอีกครั้ง
"ข้าก็มีเื่ให้ทำตั้งมากมาย จะให้มานั่งปัดฝุ่นทุกวันได้อย่างไรเล่า!"
"แล้วนี่งานไหว้พรุ่งนี้จะเสร็จทันไหมเนี่ย?"
"ทันสิ ถ้าเ้าหยุดบ่นแล้วช่วยข้าจริง ๆ"
ในที่สุด ทั้งห้องลับก็ถูกพวกเราทั้งสองช่วยกันเช็ดฝุ่นจนสะอาด
"เสร็จแล้ว!" นางกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง
"ขอบใจเ้ามาก" ข้ากล่าวพลางยิ้มตอบ แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ก็อดโล่งใจไม่ได้
แสงตะเกียงยังคงส่องสว่างในอุโมงค์ลับใต้บ้าน ขณะที่เราสองคนเก็บตำราและป้ายิญญาทุกอันเข้าที่เดิม แม้จะชุลมุนวุ่นวายไปบ้าง แต่ข้าก็รู้สึกได้ว่า การมีเสี่ยวหวาอยู่ข้าง ๆ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น