ตอนที่ 17 มุ่งไปตะวันตกเฉียงเหนือ,ยิงหมาป่าฟ้า (2)
ร้านตีเหล็กสกุลซือแห่งใหม่ตั้งอยู่ด้านในสุดของตรอกไป่กงสำหรับผู้มาใหม่แล้ว การเปิดร้านตีเหล็กขึ้นมาแข่งขันกับร้านเ้าถิ่นซึ่งมีอยู่เดิมถึงสี่ร้านนั้นคือเื่ท้าทายที่เป็ไปไม่ได้ เดิมทีจูหลันก็เป็กังวลเกรงว่าจะเป็การเข้ามาแย่งช่องทางทำมาหากินของผู้อื่น ใครบ้างจะอยากแบ่งน้ำแกงให้กับคนแปลกหน้า
นางเห็นเหล่าช่างฝีมือจากร้านต่างๆหยุดมองตลอดทางที่เดินเข้ามาภายในตรอกก็อดถามอย่างเป็กังวนไม่ได้ “ท่านพี่ที่นี่มีร้านตีเหล็กหลายร้านเพียงนี้ เราเป็คนต่างถิ่นเพิ่งเข้ามาอยู่จะมีคนสร้างความลำบากให้หรือไม่เ้าคะ”
ซือคงหันมายิ้มให้นางเอ่ยว่า“ไม่ต้องคิดมา เื่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลันเอ๋อร์คิดหรอก”
ซือเฟิงหลงเหลือบตามองเหล่าช่างตีเหล็กที่พากันหยุดงานแล้วออกมายืนแบกค้อนส่งสายตากดดันตั้งคำถามมาทางพวกตนคงเพราะค้อนตีเหล็กที่บิดาห้อยไว้กับสัมภาระที่แบกอยู่บนหลังนั่นกระมังถึงทำให้คนเหล่านี้เกิดสนอกสนใจเป็พิเศษเช่นนี้
เมื่อเดินเข้ามาจนสุดตรอกจึงได้เห็นว่าที่นี่มีร้านตีเหล็กอยู่ร้านหนึ่งก่อนแล้ว ป้ายร้านเก่าโทรมสลักอักษรว่า‘โรงตีเหล็กเทียนเจี้ยน[1]’ เป็ชื่อที่อหังการเป็อย่างยิ่ง ยามนี้ประตูปิดล็อกฝุ่นจับหนาบ่งบอกว่าไร้คนอยู่อาศัยมานาน
“ถึงแล้ว นี่คือร้านของเรา”ซือคงผายมือไปข้างหน้า แววตาที่มองร้านตีเหล็กเก่าโทรมตรงหน้ามีแววคิดถึง
“เมื่อก่อนข้าเคยเปิดร้านตีเหล็กที่นี่หลังจากแต่งงานก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ตอนนี้ที่นี่ก็คือบ้านแห่งใหม่ของพวกเรา”
พูดจบก็หยิบกุญแจออกมาเปิดประตูด้านในกลับดูสะอาดสะอ้าน ไม่มีฝุ่นแม้แต่น้อยราวกับมีคนคอยเข้ามาทำความสะอาดอยู่เสมอ
ซือเฟิงหลงแอบโคจรพลังิญญาออกไปััรอบห้องพบว่ามีพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นอยู่จริงๆ จึงรวบรวมพลังปราณไว้มาที่ดวงตาใช้จิตัับริเวณที่ผนังด้านหนึ่งพบว่าตำแหน่งนั้นมีหมอกขาวปกคลุมอยู่ เขาไม่กล้าสำรวจลึกเข้าไปจึงถอนจิตกลับมาเอ่ยถามบิดาว่า “ท่านพ่อ มีสิ่งใดอยู่บนผนังด้านนั้นหรือขอรับ”
ซือคงมองตามปลายนิ้วของบุตรชายอย่างแปลกใจยันต์ทำความสะอาดที่เขาวาดไว้ส่งๆ บนผนังแม้จะไม่ใช่ยันต์ระดับสูงแต่ในนั้นประกอบด้วยกฎพื้นฐานสามอย่างหากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญกฎย่อมไม่มีทางััถึงมันได้อย่างแน่นอน
เขาหันมายิ้มเอ่ยกับบุตรชายอย่างอารมณ์ดีว่า“เ้ารับรู้ถึงการมีอยู่ของมันได้ หมายความว่าใกล้จะทะลวงขั้นกลางแล้วสินะ”
ซือเฟิงหลงหน้าคว่ำทันใด “ท่านก็รู้มีเพียงธาตุน้ำและธาตุไฟเท่านั้นที่ข้าโชคดีทะลวงเข้าสู่ขั้นกลางได้ตอนสู้กับโจร”ซือเฟิงหลงเหลือบมองมารดาที่เดินหายเข้าไปยังห้องชั้นในก่อนจะเอ่ยต่อ
“หากท่านยอมออกแรงช่วย ใช้ค้อนทุบหรือใช้กฎระดับสูงอัดใส่ก็ไม่แน่ว่าข้าอาจจะทลวงเข้าสู่ระดับกลางของขั้นหลอมธาตุในกายแล้วก็เป็ได้...ท่านพ่อ ท่านช่วยข้าได้หรือไม่” เด็กชายถามหยั่งเชิง
ซือคงพยักหน้าอย่างเห็นดีเห็นงาม“ไม่เลว! กล้าร้องขอให้บิดาซัดกฎเกณฑ์ใส่ ใจกล้าแล้วจริงๆได้เจอกับโจรผู้ร้ายทำให้เ้าเติบโตขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนจริงเสียด้วยวันหลังพ่อจะใช้ค้อนทุบเ้าเอง!”
“อะไรนะ! จะใช้ค้อนทุบอะไร?”
ซือคงสะดุ้งวาบใบหน้าสีทองแดงอันห้าวเหิมแข็งค้างทันใด เขารีบหันไปมองด้านหลังพบว่าภรรยาออกมาจากเรือนชั้นในพร้อมกับถังใส่น้ำแล้วจึงรีบพุ่งเข้าไปรับถังมา“หลันเอ๋อร์ไม่ต้องทำ งานหนักให้เป็หน้าที่ข้ากับเสี่ยวหลงเอง”
ซือคงขยิบตายิกๆ ส่งสัญญาณให้บุตรชายซือเฟิงหลงรีบพยักหน้าคล้อยตาม “ใช่แล้วขอรับท่านแม่งานบ้านงานหนักทั้งหลาย่นี้ ท่านอย่าทำเลยให้ข้าทำแทนเหมือนเมื่อก่อนเถอะขอรับ”
“ไม่ได้! ลูกต้องไปเรียนที่สำนักศึกษา จะมัวแต่ทำงานบ้านช่วยงานในโรงตีเหล็กเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว จริงสิท่านพี่...”จูหลันหันมาทางสามี ถามว่า “ในเมื่อท่านเคยอยู่เมืองนี้มาก่อนจะต้องรู้จักสำศึกษาดีๆ บ้างกระมัง จะให้เสี่ยวหลงเรียนที่ไหนหรือเ้าคะ”
ซือคงที่กำลังแสร้งทำเป็เช็ดๆ ถูๆตามโต๊ะเก้าอี้ยืดตัวขึ้น โยนผ้าไปให้บุตรชายก่อนตอบ“ข้าเคยส่งจดหมายมาถามสหายที่เมืองนี้แล้ว เขาแนะนำให้ไปสถานศึกษาม่ออู๋หยา[2] บนเขาตงซานฉีอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองหยุนหนานที่นั่นคือสถานศึกษาที่ดีที่สุด สอนทั้งบุ๋นบู้หากเด็กมีศักยภาพยังสามารถเรียนวิชาเซียนได้ด้วย ถ้าเข้าเรียนที่นั่นไม่ได้จริงๆค่อยไปที่สำนักศึกษาหลวงข้อเสียเดียวของสำนักศึกษาหลวงคือไม่อาจสอนศิษย์ที่มีพร์ในการฝึกตนได้”
“สถานศึกษาบนเขาไม่ใช่สถานศึกษาระดับสูงหรือเ้าคะลูกเรายังเล็กเรียนประถมในเมืองก็ได้กระมัง...” จูหลันมองบุตรชายใจมารดาเช่นนางล้วนอยากให้เขาได้รับแต่สิ่งดีๆบุตรชายที่มีความสามารถเช่นนี้เรียนในสถานศึกษาเล็กๆ มิเป็การจำกัดศักยภาพของเขาหรือ
“เรียนในสำนักศึกษาหลวงก็แล้วกัน”จูหลันกล่าวอย่างตัดสินใจ อย่างน้อยสำนักศึกษาหลวงก็อยู่ในเมือง
ซือคงเอ่ยตัดบท“ถึงอย่างไรก็ต้องไปดูให้แน่ใจเสียก่อน เสี่ยวหลงไปที่ห้องเก็บฟืน รีบก่อไฟเตาผิงให้ท่านแม่ทำบ้านให้อบอุ่นแล้วพ่อจะพาเ้าไปเดินรอบเมืองทำความคุ้นเคยเสียหน่อย”
ซือเฟิงหลงรับคำแล้วรีบวิ่งหายไปทางประตูหลังทันทีที่หยุนหนานอากาศไม่หนาวเท่าหมู่บ้านซานเหอก็จริง แต่เพราะไม่มีคนอยู่ บ้านทั้งหลังจึงเย็นเฉียบหลังจากทำความสะอาดบ้าน อุ่นเรือนจนอบอุ่นราวกับวสันต์ฤดู จูหลันก็อ่อนเพลียจนผล็อยหลับไปสองคนพ่อลูกจึงได้ออกจากบ้าน
ขณะเดินไปบนถนนซือคงก็เริ่มอธิบายให้บุตรชายฟัง “หยุนหนานเป็เมืองระดับแคว้นที่นี่สามารถเห็นผู้ฝึกตนอยู่ทั่วไป แม้แต่ร้านค้าบางแห่งยังเป็ร้านของซิวเจ่อขายของสำหรับผู้ฝึกตน โลกของการบำเพ็ญและโลกของคนธรรมดาปะปนอยู่ร่วมกันในราชสำนักก็มีซิวเจ่อรับตำแหน่งสำคัญเช่นเดียวกัน คนที่เดินสวนไหล่เ้าในเมืองนี้ไม่แน่ว่าอาจจะเป็ผู้วิเศษจากูเาก็ได้ ลูกจะต้องระมัดระวัง”
“ข้าจำไว้แล้วขอรับท่านพ่อ”ซือเฟิงหลงตอบเสียงขรึม
ซือคงพยักหน้าพอใจในเมื่อเส้นทางของซือเฟิงหลงไม่ใช่การเป็ช่างตีเหล็ก แต่เป็เส้นทางของการศึกษาจุดอ่อนเดียวของเขาในตอนนี้คือ ‘สุญญะ’ วิธีที่จะทำให้เขารู้แจ้งโดยเร็วคือการเพิ่มพูนความรู้ซือคงจึงพาบุตรชายแวะร้านเสื้อผ้า ซื้อชุดบัณฑิตและซื้อตำรามาอีกหลายเล่มเดินเข้าร้านนั้น ออกร้านนี้จับจ่ายซื้อของมากกว่าสามปีรวมกันเสียอีก
ซือเฟิงหลงมองห่อเสื้อผ้าและตำราหอบใหญ่ในอ้อมแขนแล้วก็รู้สึกเสียดายเงินอย่างสุดแสน“ท่านพ่อ ซื้อเยอะเกินไปหรือไม่ขอรับ เก็บเงินไว้ซื้อสมุนไพรให้ท่านแม่ดีกว่า”
ซือคงยิ้มอบอุ่นวางมือลงบนศีรษะบุตรชายเอ่ยว่า“เ้ารู้แล้วว่าพ่อไม่ใช่คนธรรมดา ยังคิดว่าบ้านเรายากจนอีกหรือ”
ซือเฟิงหลงทำหน้าเหรอหราเขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อย ผู้ฝึกตนล้วนเป็คนมีฐานะหรือ? ได้อย่างไร?รับจ้างปราบปีศาจหรือ?
ซือคงหัวเราะเบาๆ “พ่อจะพาเ้าไปที่แห่งหนึ่งก็แล้วกันถนนทิศเหนือของเมือง เป็แหล่งรวมร้านขายของสำหรับผู้ฝึกตน”
ถนนทิศเหนือคืออีกระดับหนึ่งของโลกผู้วิเศษที่ซือเฟิงหลงเพิ่งเคยพบเห็นอาคารร้านค้าของที่นี่แผ่พลังงานน่าครั้นครามออกมาสยบข่มขวัญผู้คนได้นี่ก็คือโลกของผู้ฝึกตน!
ทั้งคู่เดินมาหยุดหน้าหอคอยสูงห้าชั้นหลังคามุงด้วยหยกเขียวชายคาตงัดงอนราวกับกรงเล็บัป้ายเหนือประตูเด่นล้ำสลักอักษร ‘วั่นเป่าโหลว’(หอหมื่นสมบัติ) ซือเฟิงหลงรู้สึกได้อย่างเลือนรางถึงแรงกดดันจากอาคารแห่งนี้กระทั่งซือคงโบกชายแขนเสื้อครั้งหนึ่ง ก็มีหมวกสานสวมลงมาบนศีรษะแรงกดดันค่อยเบาบางลง
เด็กชายถอนใจยาว มือประคองหมวกถามว่า“ท่านพ่อ เหตุใดที่แห่งนี้จึงทำให้คนหายใจลำบากนัก”
ซือคงตอบเรียบๆ “เพราะลูกเริ่มััถึงพลังของมันได้อย่างไรละต่อไปเมื่อพลังของเ้าแข็งแกร่งก็จะมองเห็นเองว่ามีสิ่งใดปกป้องหอสมบัติแห่งนี้ไว้ต่อไปเมื่อมาที่นี่แค่ปล่อยตัวตามสบาย อย่าพยายามสำรวจพลังของอีกฝ่ายจะได้ไม่ดูเหมือนเป็การถามหมัด”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
ทันทีที่ทั้งคู่ก้าวผ่านประตูเข้าไปก็มีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับ “คาราวะซิ่วซือ คุณชายน้อยไม่ทราบว่าท่านกำลังมองหาของวิเศษประเภทใด?”
ซือคงประสานมือคำนับแล้วเอ่ยว่า“ข้ามีเน่ยตันธาตุน้ำและคราบร่างอสูรให้ช่วยตีราคา”
“เช่นนั้นเชิญซิ่วซือบนชั้นสองได้เลยขอรับ”
ผู้ดูแลผายมือไปทางบันไดทางขึ้นสู่ชั้นสองซึ่งเป็ส่วนรับซื้อของวิเศษหนักงานที่รอต้อนรับอยู่นำคนทั้งสองเข้าไปในห้องด้านหนึ่ง ในนั้นมีหลงจู้นั่งอยู่หลังโต๊ะประเมินราคาเขาลุกขึ้นทำการต้อนรับทันทีที่แขกเดินเข้ามา เอ่ยถามว่า“ไม่ทราบวันนี้ซิ่วซือมีสิ่งมาให้ทางร้านของเราประเมินหรือ?”
ซือคงไม่พูดพล่ามเขาโบกมือคราหนึ่งของมากมายก็หล่นลงมากองบนโต๊ะซากร่างของปีศาจระดับจู้จี้หนิงหม่ายกองสูงท่วมศีรษะยังมีกล่องที่ลอยอยู่ด้านหน้าหลงจู้ซึ่งมีลักษณะไม่ธรรมดา
เดิมทีซากปีศาจที่ฆ่าตายบนยอดเขาเหอซานและแก่นทองคำที่เก็ยได้จากปีศาจงูซือคงตั้งใจจะเก็บไว้ให้ซือเฟิงหลงใช้ฝึกมือวิชาหลอมสร้างแต่ตอนนี้รีบใช้เงินจึงจำต้องนำออกมาขายเื่ของวันข้างหน้าก็ค่อยว่ากันในวันข้างหน้า
“ปีศาจเทียบขั้นจู้จี้ร้อยห้าสิบตัวหนิงหม่ายสี่สิบเก้าตัว มีผลึกอสูรแปดสิบห้าซากร่างปีศาจระดับจินตันขั้นสูงหนึ่งตัว เน่ยตันธาตุน้ำหนึ่ง”ซือคงร่ายยาวถึงสินค้าทั้งหมดอย่างไม่ให้ตกหล่น
หลงจู้เปิดกล่องตรวจดูเน่ยตันเป็อันดับแรกก็พยักหน้า“ธาตุน้ำระดับดีเยี่ยม”
ทว่าซือคงกลับยังไม่พอใจคุณสมบัติของมันจึงได้ตัดใจขายทิ้งไปอย่างไม่เสียดาย
หลงจู้ตรวจสอบคุณภาพสินค้าครู่ใหญ่ก็กลับมาที่โต๊ะบัญชีดีดลูกคิดเสียงดังกังวานก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มกล่าว“ซิ่วซือมีของดีมากมายนักคุณภาพของหนังกรงเล็บและเืล้วนดีกว่าที่เราเคยรับซื้อมา ซากปีศาจจู้จี้หนิงหม่ายนี้ข้าให้ราคารวมทั้งหมดหนึ่งหมื่นห้าพันหลิงสือระดับสองซากปีศาจและเน่ยตันระดับจินตันขั้นสูงข้าให้ห้าร้อยยี่สิบหลิงสือระดับสามเป็เช่นไร?”
“เฒ่าแก่ช่างมีหัวการค้ายิ่งนัก”ซือคงหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ“ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดเหล่านี้จึงมีคุณภาพปีศาจสูงกว่าปีศาจที่ท่านเคยรับซื้อ”
หลงจู้ยิ้มค้าง “ปีศาจเหล่านี้...”
เขาปรายตามองซากร่างที่กองกันเป็ูเาเลากาอีกครั้งจู่ๆ ก็รู้สึกกดดันจนเหงื่อแตกพลั่กในโลกมนุษย์ไม่ควรมีปีศาจที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากมายเพียงนี้ถึงจะถูกพวกมันสวมใส่อาภรณ์คล้ายทหารแม้แต่จินตันตัวนั้นก็ยังหลงเหลือความน่าเกรงขามของปีศาจงูระดับสูงเอาไว้หากไม่ใช่เพราะเขาคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานาน คงถูกซากเหล่านี้ทำให้เข่าอ่อนไปแล้ว
“ใช่แล้ว!” เสียงของซือคงดังขึ้นสบายๆ “พวกมันก็คือกองกำลังปีศาจจากแดนปีศาจท่านคิดว่าร่างปีศาจจากแดนปีศาจอันบริสุทธิ์สามารถหาได้ง่ายในแดนมนุษย์นี้หรือ?”
ความคิดของหลงจู้หมุนเร็วรี่ลอบประเมินบุรุษตรงหน้า
ร่างสีทองแดงกำยำล่ำสันเด็กที่มาด้วยย่อมไม่ธรรมดาเป็แน่บุคคลที่สามารถฆ่ากองทัพปีศาจจำนวนสองร้อยตนได้แล้วยังมีชีวิตอยู่คงไม่ใช่ผู้ที่ตนจะล่วงเกินได้ขืนเห็นแก่ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยแล้วเผลอสร้างความบาดหมางกับคนเช่นนี้คงไม่ดีแน่
เมื่อคิดได้ใคร่ครวญตกหลงจู้จึงประสานมือกล่าว“โปรดรอสักครู่ การค้านี้เกินความสามารถของข้าแล้วข้าจะไปเชิญหลงจู้ใหญ่มาเดี๋ยวนี้”
[1] เทียนเจี้ยน(天劍)แปลว่ากระบี่์
[2] ม่ออู๋หยา (墨無涯) หมึกดำไร้พรมแดนเปรียบเปรยถึงความรู้ไม่มีสิ้นสุด