“ท่านพ่อ ข้าบอกท่านแล้วว่าไม่ต้องรอข้า ตอนนี้อาหารเย็นชืดหมดเสียแล้ว” หานเฟิงกล่าวอย่างจนปัญญาขณะที่สาวเท้าเข้าไป
หานเทียนเฉิง บิดาหน้าตาหล่อเหลาของหานเฟิง เป็บุตรชายคนที่สี่ของหานอวี้ ผู้นำตระกูลหาน ระดับการฝึกยุทธ์ของเขาไม่น่ายกย่องนัก เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นมนุษย์สี่ดารา
หานเทียนเฉิงมีพลังอยู่ระดับเดียวกับครูฝึกหลิน และเขาไม่ใช่ผู้ที่อ่อนแอที่สุดในตระกูล ยิ่งไปกว่านั้น การเป็ลูกหลานสายตรงของตระกูลหานก็มีประโยชน์ในตัวมันเอง ด้วยทรัพยากรในการฝึกยุทธ์ล้วนเป็ของชั้นดียิ่งกว่าที่ครูฝึกหลินได้รับ นับประสาอะไรกับเขาที่มีสถานะเป็บุตรชายของผู้นำตระกูล
ถึงแม้ระดับการฝึกยุทธ์ของหานเทียนเฉิงจะไม่ได้ดีเลิศนัก แต่เขากลับสามารถเข้าถึงทรัพยากรในการฝึกยุทธ์จำนวนมากอย่างง่ายดาย
ดูเหมือนว่าพลังขั้นมนุษย์สี่ดาราของหานเทียนเฉิงจะไม่นับเป็อันใดเลย เพราะเหนือหานเทียนเฉิงขึ้นไปยังมีพี่ชายอีกสามคน ผู้ที่อ่อนแอที่สุดในหมู่พวกเขาอยู่ในขั้นมนุษย์แปดดารา ขณะที่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ในขั้นเก้าดารา
หากนั่นเป็เพียงเื่เดียวที่ต้องกังวลคงไม่เป็ปัญหา อย่างไรก็ตาม หานเทียนเฉิงได้กระทำบางสิ่งที่อาจหาญ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียอันใหญ่หลวงต่อตระกูลหาน เื่ราวยิ่งเลวร้ายเมื่อการกระทำของเขาทำให้ทั้งตระกูลหานต่างก็หน้านิ่วใส่หานเฟิง
หางเฟิงรู้สึกไร้กำลังทุกครั้งที่เื่นี้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าว
หานเทียนเฉิงสูญเสียความมั่นใจเนื่องมาจากระดับขั้นการฝึกยุทธ์ของเขา เขากลายเป็คนเก็บตัว แม้กระทั่งอารมณ์แปรปรวนเล็กน้อย ระหว่างออกเดินทางเพื่อฝึกฝนวรยุทธ์ เขาได้พบกับสตรีจากตระกูลใหญ่ที่น่ารักผู้หนึ่ง เขาตกหลุมรักนางั้แ่แรกเห็น
หานเทียนเฉิงรู้ดีว่าตนไม่คู่ควรกับสตรีเช่นนั้น เขาจึงแอบตามนางไปขณะที่นางไปปีนเขา เขาโชคดีมาก หลังจากนางฆ่าสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งได้นางก็ถูกพิษของมันเข้า สตรีผู้นี้แน่วแน่กับการฝึกฝนวรยุทธ์ ไม่สนใจเื่ความรัก ความบริสุทธิ์ไม่ใช่เื่สำคัญสำหรับนาง ดังนั้น เมื่อนางรู้ว่าหานเทียนเฉิงอยู่ที่นั่น นางจึงเสพสังวาสกับเขาเพื่อรักษาชีวิตตนเอง เมื่อพวกเขาเสร็จกิจแล้ว นางก็ทิ้งเขาไว้เพียงลำพัง
ทว่าเื่ราวที่เกิดหลังจากนั้นช่างน่าเหลือเชื่อ สตรีนางนั้นเพียงครั้งเดียวก็ตั้งครรภ์อย่างน่าตกตะลึง
ถึงแม้สตรีนางนั้นจะเคร่งครัดกับการฝึกวรยุทธ์ แต่นางก็มีความอยากรู้อยากเห็นต่อชีวิตในท้องของนางเช่นกัน นางจึงตัดสินใจเก็บเด็กไว้ ตระกูลของนางไม่นานก็รู้เื่นี้ โชคดีที่พวกเขาไม่ได้ใส่ใจที่นางเสียพรหมจรรย์ มิเช่นนั้นตระกูลหานคงถูกกวาดราบเป็หน้ากลองไปแล้ว อย่างไรก็ดี ตระกูลหานยังคงต้องควักเงินจำนวนมากเพื่อเป็ค่าชดเชย
สำหรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนไม่ได้สนใจจะใคร่ครวญว่าหานเทียนเฉิงเป็ผู้ที่ถูกบีบบังคับให้ทำเช่นนั้น
สตรีนางนี้เป็มารดาผู้ให้กำเนิดหานเฟิง ผู้ที่เลือกจะปกป้องเขาซึ่งอยู่ในท้องของนาง
เมื่อตอนหานเฟิงเกิด ระดับการฝึกยุทธ์ของเขาอยู่เพียงขั้นต่ำระดับสี่
ในเมืองเหรินจง น้อยคนนักที่จะอยู่ในขั้นต่ำ ผู้ที่อยู่ขั้นต่ำระดับสามและต่ำลงไปกว่านั้นแทบไม่พบเห็นในหมู่คน พวกเขาจึงมักเพิกเฉยต่อบทสนทนาทั้งหมดที่พูดถึงระดับการฝึกยุทธ์ของผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในขั้นต่ำ สุดท้ายแล้ว คนที่ด้อยกว่าพวกเขานับว่าไม่คู่ควรให้พวกเขากล่าวถึง
อย่างไรก็ตามในตระกูลของมารดาหานเฟิง แม้กระทั่งขั้นต่ำระดับหนึ่งก็ยังถูกปฏิบัติราวกับเศษสวะ มีเพียงผู้ที่อยู่ในระดับสูงเท่านั้นจึงจะได้รับความสำคัญ
ระดับการฝึกยุทธ์ของคนแบ่งออกเป็สี่ขั้น ขั้นต่ำ ขั้นปานกลาง ขั้นสูง ขั้นสูงสุด ทุกลำดับขั้นแยกย่อยออกเป็เก้าระดับ ดังนั้นจึงมีทั้งสิ้น ๓๖ ระดับ และระดับเก้าเป็ระดับที่ต่ำสุดในจำนวนทั้งหมด
นอกเหนือจากระดับการฝึกยุทธ์ที่น่าอดสูของหานเฟิงแล้ว มารดาของเขายังคำนึงถึงสถานะอันง่อนแง่นของเขาในตระกูลของนาง นางจึงส่งเขามาอาศัยอยู่กับบิดา ซึ่งไม่ผิดจากที่คาด ระดับการฝึกยุทธ์ขั้นต่ำระดับสี่ของหานเฟิงซึ่งไม่เป็ที่น่าพอใจในตระกูลมารดาของเขา ดึงดูดความสนใจตระกูลหานได้สำเร็จ
ขั้นต่ำระดับสามลงไปหมายถึงผู้ฝึกยุทธ์นั้นสามารถทะลวงผ่านขั้นมนุษย์ได้หากมีวิธีการฝึกยุทธ์ที่เหมาะสม ในขณะที่ระดับการฝึกยุทธ์ขั้นต่ำระดับสามเป็สิ่งยืนยันถึงความได้เปรียบในการเลื่อนขั้นเป็ขั้นมนุษย์ขั้นกลางระดับบน
สำหรับผู้ที่มีระดับการฝึกยุทธ์ขั้นสูงระดับสาม มีความเป็ไปได้ว่าจะสามารถทะลวงผ่านขั้นมนุษย์ กระทั่งก้าวขึ้นสู่ขั้นผู้ลึกล้ำ เพียงแค่ต้องฝึกฝนให้ถูกวิธี ทำความเข้าใจให้ทะลุปรุโปร่ง และสั่งสมประสบการณ์
สำหรับผู้ที่มีระดับการฝึกยุทธ์ระดับสี่ในขั้นมนุษย์ น้อยนักที่จะทะลวงผ่านขั้นลึกล้ำได้ ทว่าอย่างน้อยเขาก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับเก้าดารา เมื่อได้รับการฝึกฝนและแรงสนับสนุนที่เพียงพอจากตระกูล เขาก็อาจเอื้อมไปถึงขั้นมนุษย์ระดับสิบดาราหรือมากกว่านั้นได้
ณ ปัจจุบัน ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลหานอยู่ในขั้นมนุษย์สิบดารา พวกเขาจะแสร้งหูหนวกตาบอดใส่หานเฟิงได้อย่างไร?
โชคไม่ดี ระดับสูงของตระกูลหานพบว่าร่างกายของหานเฟิงมีปัญหา เขาไม่อาจใช้กำลังภายในได้แม้แต่น้อย ด้วยเหตุผลที่ไม่สามารถอธิบายได้ กำลังภายในของเขามักจะเหือดหายไปอย่างยากอธิบาย
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมิได้ปฏิบัติต่อหานเฟิงเป็พิเศษ
อย่างไรก็ตาม แม้หานอวี้และคนอื่น ๆ จะไม่พอใจหานเฟิง พวกเขาก็ไม่กล้าหละหลวมกับเื่ของเขา เพราะมารดาของเขาเกิดในตระกูลใหญ่ มีเพียงผู้ที่รุ่นราวคราวเดียวกับหานเฟิงเท่านั้นที่เกลียดชังเขา
หานเทียนเฉิงจ้องมองลูกชายอย่างรู้สึกผิด แน่นอน เขาย่อมเห็นว่าตระกูลหานดูถูกลูกชายของตนอย่างไร
ภายใต้สายตาที่แดงก่ำด้วยความรู้สึกผิดของบิดา หานเฟิงรับประทานอาหารเช้าอย่างอึมครึม เขาไม่สนใจความเกลียดชังที่สาดใส่ แต่ไม่ว่าเขาจะพร่ำบอกบิดาอย่างไร หานเทียนเฉิงก็ยังคงตำหนิตนเอง ผ่านไปได้สักระยะ หานเฟิงจึงหยุดโน้มน้าวเขา
อาหารเช้าเย็นชืดแล้ว เห็นได้ชัดว่าสมาชิกคนอื่น ๆ ของตระกูลหานไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ แต่กับหานเทียนเฉิงและหานเฟิงนั้นแตกต่างออกไป
หานเฟิงไม่ใส่ใจ มิหนำซ้ำยังอยากใช้มันเป็แรงผลักดันจิติญญาในการต่อสู้ของบิดา เขาไม่อยากให้บิดาทำตัวเหมือนคนขี้ขลาด โชคไม่ดีที่ความพยายามของเขาไม่ประสบผล ท้ายที่สุดเขาจึงถอดใจ หากไม่ใช่เพราะเื่นี้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาสู่แสงสว่างอีกครั้ง หานเฟิงคงไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงเื่นี้
มาถึงขั้นนี้แล้ว หานเฟิงไม่คาดหวังให้บิดาเปลี่ยนนิสัยที่ขี้ขลาดของตนเองอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ความหดหู่ของหานเฟิงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ อย่างไรเสียบิดาของเขาก็เป็ชายหนุ่มรูปงาม มารดาของเขาก็ชวนให้ผู้คนลุ่มหลงเช่นกัน เื่นี้สร้างความสงสัยให้เขาว่าเหตุใดเขาจึงดูธรรมดานัก? ใบหน้าของเขาแทบไม่เป็จุดสนใจ ยิ่งกว่านั้นเขาจะทำได้หรือไม่หากเขาเป็เพียงคนที่มาเกิดใหม่ผู้หนึ่ง?
หลังจากรับประทานอาหาร หานเฟิงลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องนอนเพื่อเผยความลึกลับของร่างกายเขา
“คุณชาย ท่านเพิ่งฝึกวรยุทธ์เสร็จ ข้าน้อยเตรียมน้ำไว้ให้ท่านแล้ว ท่านจะได้อาบน้ำอุ่น ๆ ขอรับ”
ทันทีที่หานเฟิงเข้ามาในห้อง ชายชราเสียงรื่นหูก็พูดขึ้นจากด้านหลัง
“ขอบคุณ ผู้เฒ่าอวี่” หานเฟิงตอบกลับเสียงนุ่ม
มารดาของหานเฟิงส่งผู้เฒ่าอวี่มาดูแลลูกชายของนาง ในตระกูลหาน ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินเขาเพราะเขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นลึกล้ำ จนกระทั่งถูกขนานนามว่าเป็ผู้ฝึกยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งเมืองเหรินจง อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่เขาให้ความสำคัญมีเพียงหานเฟิง เื่อื่นเขาไม่สนใจ มิเช่นนั้นหากตระกูลหานพึ่งพาความสามารถของผู้เฒ่าอวี่ เกรงว่าจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในคราวเดียวแล้ว
เป็เพราะการมีอยู่ของผู้เฒ่าอวี่ในบ้านที่ปกป้องไม่ให้ตระกูลหานปฏิบัติต่อหานเทียนเฉิงและหานเฟิงย่ำแย่นัก ที่พวกเขาทำได้มีเพียงนินทาว่าร้ายสองพ่อลูกเท่านั้น
ผลลัพธ์คือ ชีวิตของหานเฟิงในหลายปีที่ผ่านมาแม้ไม่สู้ดีนัก แต่ก็ไม่เลวร้ายเช่นกัน
อันที่จริง แม้หานเฟิงจะมีความเข้าใจในภูมิหลังและประสบการณ์ชีวิตอยู่บ้างเพราะเขาเป็ผู้มาเกิดใหม่ แต่ความรู้ส่วนใหญ่ของเขาล้วนมาจากเื่เล่าของผู้เฒ่าอวี่
ทั้งตระกูลหาน มีเพียงผู้เฒ่าอวี่ หานเฟิง และหานเทียนเฉิงที่รู้ว่าวันนั้นแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นระหว่างบิดาและมารดาของหานเฟิง หานเทียนเฉิงไม่เคยข่มเหงมารดาของหานเฟิง เป็นางที่กดดันให้เขามีสัมพันธ์กับนาง
หลังกล่าวได้สองสามคำ ผู้เฒ่าอวี่จึงก้าวออกไปจากห้อง เมื่อหานเฟิงอาบน้ำชำระร่างกายจนหมดจดแล้ว เขาก็นั่งขัดสมาธิบนเตียง
หานเฟิงเริ่มฝึกฝนวิชาพื้นฐานของตระกูลหาน เขาค่อย ๆ ก่อเกิดกำลังภายในสายบางเคลื่อนผ่านท้องส่วนล่างใต้สะดือตรงที่มีปราณก่อตัวลงไปสองนิ้ว จากนั้นจึงแพร่กระจายไปยังเส้นชีพจรทั่วทั้งร่างกาย อย่างไรก็ตาม เมื่อมันผ่านหัวใจของเขา กำลังภายในนี้กลับไหลไปสู่บางจุดที่ดูดซับพลังเอาไว้จนหมดสิ้น
เวลาเดียวกันนั้น แสงสีแดงทองก็กะพริบ ณ ตำแหน่งหัวใจของหานเฟิง
หลายปีมานี้ ท้ายที่สุดหานเฟิงจึงตระหนักว่าเหตุใดเขาจึงไม่อาจกักเก็บกำลังภายในไว้ในใจกลางพลังงานของตน นั่นเป็เพราะแสงสีแดงทองพิลึกในหัวใจของเขา
หานเฟิงไม่รู้ว่าแสงนั่นมาจากที่ใด แต่เขามั่นใจว่าหากไขปริศนานี้ได้ ก็จะเป็ประโยชน์ต่อการฝึกวรยุทธ์ในภายภาคหน้าของเขา ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้แสงสีแดงทองนั้นซึมซับกำลังภายในทั้งหมดของเขามาเป็เวลาหลายปีจนกระทั่งบัดนี้