ตอนที่31 ช่วยลุงสี่
ในเวลานี้สหรัฐอเมริกาที่ตั้งอยู่อีกฟากมหาสมุทร
ฉินเจ๋อเพิ่งผ่าตัดให้คนไข้เสร็จเขาเดินไปที่โรงรถใต้ดินด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ในขณะนี้โทรศัพท์มือถือที่เขาเพิ่งเปิดก็ดังขึ้น เขาเหลือบไปเห็นผู้ที่เธอเข้ามาจึงกดรับสาย
“ครับแม่”
หลังจากย่าฉินโทรไปสามสิบสี่สิบครั้งในที่สุดเธอก็รอจนเขารับสาย หญิงชราจึงรีบถามด้วยความเป็ห่วง “อาเจ๋อตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน ? ”
“โรงพยาบาลครับผมกำลังกลับบ้าน”
พูดๆ อยู่ เสียง “ติ๊ด” ก็ได้ดังขึ้น โทรศัพท์มือถือของเขาแบตหมดแล้ว
เห็นได้ชัดว่ามันเป็แค่เสียงธรรมดาแต่พอย่าฉินฟังดูแล้วกลับรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างบีบคั้นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก“อย่าออกไป ! รีบปิดประตูลิฟต์เร็วเข้า ! ”
ฉินเจ๋อไม่เข้าใจเหตุผลที่แม่ให้เขาทำแบบนั้นแต่พอรับรู้ได้ถึงความกังวลใจของหญิงชรา เขาจึงทำตามโดยอัตโนมัติ
เขาจึงถามด้วยความสงสัยว่า“แม่มีอะไรหรือเปล่า ? ”
“ขึ้นไปชั้นบนอย่าเพิ่งไปโรงจอดรถ ! ” เสียงของย่าฉินดูร้อนรนจนรู้เลยว่าหญิงชรากำลังจะร้องไห้ออกมาแล้ว“วิ่งไปตรงบริเวณที่มีคนเยอะ หาที่ปลอดภัย อย่าอยู่คนเดียว ! ”
มือของเธอที่ถือโทรศัพท์ยังคงสั่นเทา
โจวโจวจับมือเธอเอาไว้เพื่อปลอบประโลมหญิงชรา
ฉินเจ๋อไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่เขารอจนกระทั่งลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง ตอนนี้เขามาถึงชั้นหนึ่งแล้ว ห่างออกไปไม่กี่ก้าวคือจุดตรวจของเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเขาจึงรีบเดินไปทางด้านนั้น
ทางด้านนั้นโจวโจวที่กำลังนับนิ้วคำนวณอยู่นั้น จู่ ๆ หนูน้อยก็หันไปะโใส่โทรศัพท์มือถือ“อย่าหันหลังกลับ หลบไปทางด้านข้าง ! ”
เสียงของเด็กน้อยดังขึ้นฉินเจ๋อไม่รู้ว่าเป็ใคร แต่ขาของเขากลับก้าวไปทางซ้ายอย่างเชื่อฟังโดยไม่รู้ตัว
ครู่ต่อมาเกิดลมกระโชกแรงพัดผ่านมาพร้อมกับเสียงดัง “เพล้ง”จากนั้นเขาก็เห็นแอ่งของเหลวบนพื้นที่กลางแอ่งกำลังมีของเหลวเดือดปุด ๆ อยู่กระทั่งเขาเห็นอย่างชัดเจนว่าของเหลวในแอ่งนั้นคืออะไรทันใดนั้นเขาก็ขนลุกเกรียวไปทั่วทั้งตัว
เพราะเขาเห็นว่าเมื่อกรดซัลฟิวริกถูกสาดลงไปบนพื้นมันก็กัดกร่อนจนเกิดเป็แอ่งขนาดย่อม และฉากที่น่ากลัวก็เกิดขึ้นเพราะชายชุดดำคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังเห็นว่าสาดน้ำกรดไม่โดนเขาก็หยิบมีดสั้นออกมาเตรียมจะจ้วงแทงเขาซึ่งเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เห็นเหตุการณ์เข้ามา ใช้กระบองไฟฟ้าช็อตผู้ชายคนนั้นและสามารถจับตัวเขาไว้ได้ทันก่อนที่จะจ้วงแทงฉินเจ๋อ
ฉินเจ๋อยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความใ
ถ้าตอนนี้ไม่มีเสียงนั้นที่คอยเตือนเขาเขาคงเป็คนที่โดนสาดน้ำกรดใส่ไปแล้ว
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งหวาดผวา
เมื่อได้ยินเสียงดังจากปลายสายย่าฉินก็ยิ่งเป็กังวลยิ่งกว่าเดิม “อาเจ๋อ อาเจ๋อ ลูกเป็อะไรหรือเปล่า ? ”
โจวโจวมองดูโหงวเฮ้งบนใบหน้าของหญิงชราอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นว่าปราณชั่วร้ายตรงจุดจื่อหนี่กงค่อย ๆ สลายไปเธอรับรู้แล้วว่าลุงสี่ผ่านพ้นภัยครั้งนี้ไปได้ หนูน้อยรู้สึกโล่งใจมาก
ไม่เป็ไรแล้ว
ได้ยินแบบนั้นฉินเจ๋อได้สติกลับมา เขาสงบสติอารมณ์ของตนเองแล้วตอบแม่เขาไป “แม่ ผมไม่เป็ไร”
“เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น? ”
เขาชะงักไปเล็กน้อยเขารู้ตัวแล้วว่าไม่อาจปิดบังแม่ของตัวเองได้ จึงพูดเพียงสั้น ๆเพื่อให้แม่สบายใจ: “โชคดีที่ไม่เป็อันตราย”
เขาคิดว่าไม่มีแต่สีหน้าของย่าฉินกลับไม่สู้ดีเลย หัวใจของหญิงชรากระตุกร่างกายของเธออ่อนปวกเปียกและล้มลงไปข้างหลัง ใบหน้าของเธอซีดเซียวเธอกำลังใช้มือกุมหัวใจด้วยความเ็ป
แย่แล้วโรคหัวใจกำเริบ !
คุณผู้ชายฉินกำลังเอายารักษาโรคหัวใจชนิดออกฤทธิ์เร็วให้เธอกินแต่ก็เห็นว่าโจวโจวเอาขวดลายครามขนาดเล็กออกมาจากไหนก็ไม่รู้หนูน้อยเทยาเม็ดสีเขียวออกมาแล้วป้อนให้หญิงชรา
ไม่ถึงนาทีใบหน้าของย่าฉินก็กลับมาเป็ปกติ
เมื่อเห็นฉากนี้ปู่ฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย และทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าภรรยาเคยเล่าให้ฟังว่าโจวโจวเคยช่วยชีวิตเธอตอนนี้เขาได้เห็นมันด้วยตาตัวเองเขารู้สึกว่ายาเม็ดนี้ให้ผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์มากมันออกฤทธิ์ดีกว่ายาที่เขาให้แพทย์สั่งจ่ายเฉพาะเสียอีก
ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาคิดเื่นี้แล้วเขารีบเทน้ำให้ย่าฉินดื่ม “ไม่ต้องกังวล ตอนนี้ลูกไม่เป็อะไรแล้วไม่ใช่หรือ ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ หายใจ”
ย่าฉินพยักหน้าน้ำตาของหญิงชราไหลรินลงมาอีกครั้ง “เ้าลูกคนโง่ ลูกจะไปรู้อะไรไม่มีอันตรายที่ไหนกัน เมื่อกี้ลูกเกือบเกิดอุบัติเหตุแล้วนะ ! ถ้าไม่ใช่เพราะโจวโจวทำนายว่าจะเกิดเื่ขึ้นกับลูกแล้วให้แม่โทรเตือนลูก ตอนนี้ลูกคงเป็ตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ ! ”
ขณะที่พูดน้ำตาของหญิงชราก็ไหลรินมากขึ้น ใบหน้าของเธอซีดเซียว ตอนนี้เธอไม่กล้าคิดต่อแล้ว
ฉินเจ๋อยิ่งไม่เข้าใจคำพูดของผู้เป็แม่เข้าไปใหญ่“โจวโจวคือใคร ? ”
“หลานสาวของแม่ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตลูกไว้ ! ”
ฉินเจ๋อ“ ? ”
ใช่เด็กผู้หญิงที่เพิ่งะโใส่โทรศัพท์เมื่อกี้ใช่ไหม?
ตอนนี้เธอทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล ทั้งเป็ห่วงลูกชาย หญิงชราพูดไม่ออกอยู่นานสุดท้ายปู่ฉินจึงเอาโทรศัพท์มาคุยเองเพื่ออธิบายให้ลูกชายเข้าใจ
ที่แท้เมื่อครู่นี้โจวโจวดูจากโหงวเฮ้งบนใบหน้าของหญิงชราและมองออกว่าเขากำลังประสบกับอันตรายสถานที่ประสบอันตรายนั้นอยู่ในที่ที่ไม่มีแสงสว่างเมื่อครู่เพิ่งได้ยินเขาบอกว่าเขาเพิ่งเลิกงานและกำลังจะไปที่โรงรถดังนั้นพวกเขาจึงเดาว่าสถานที่ที่น่าจะเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือ ‘โรงรถใต้ดิน’
ดังนั้นย่าฉินถึงได้ร้อนรนรีบให้เขาไปยังบริเวณที่มีผู้คนพลุุกพล่าน
เมื่อได้ยินแบบนี้ฉินเจ๋อก็ถึงกับเหงื่อตกไปทั้งตัว เพราะมันเป็ความจริงที่หากแม่เขาไม่โทรมาเตือนป่านนี้เขาคงไปที่โรงจอดรถแล้ว
ส่วนจุดที่ชายคนนั้นอยู่นั้นพอเขาลองมาคิดดูอย่างละเอียดแล้วก็พบว่าอีกฝ่ายออกมาจากลิฟต์เช่นกัน
คาดว่าคงได้ยินที่เขาคุยกับแม่ทางโทรศัพท์ถึงได้ตามขึ้นมาด้วย
คิดได้แบบนี้เขาก็ใเช่นกัน
“โชคดีที่ตอนนี้ไม่เป็ไรแล้ว”ปู่ฉินผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก “รอให้รุ่งสาง ลูกค่อยบินกลับมาพ่อมีเื่สำคัญจะคุยกับลูก”
น้ำเสียงของเขาจริงจังและเคร่งขรึมมากซึ่งพอจะมองออกถึงความหมายในคำพูดของเขา ฉินเจ๋อจึงถามว่า “พ่อมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ ? คุยทางโทรศัพท์ไม่ได้หรือครับ ? ”
“เกี่ยวกับเสี่ยวเฟิงเกี่ยวกับที่มาอาการป่วยที่ขาของเขา รวมถึงการรักษาหลังจากนี้”
“อะไรนะครับ? ” ฉินเจ๋อตะลึง “พ่อ พ่อหมายความว่าอะไรครับ ? ”
เสี่ยวเฟิงขาพิการแต่กำเนิดไม่ใช่หรือ ? หรือว่ายังมีสาเหตุอื่นด้วย ? ไหนจะเื่การรักษาอีกหมายความว่าอะไร หรือว่าสามารถรักษาเขาได้แล้ว ?
ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามแต่ปู่ฉินกลับไม่ได้พูดอะไรมาก “ลูกกลับมาแล้วค่อยคุยกัน”
พูดจบเขาก็กดวางสายไป
ทางด้านนั้นฉินเจ๋อตัดสินใจได้ยากมาก เขารีบเปิดโทรศัพท์เสิร์ชเที่ยวบินที่เร็วที่สุดเมื่อเจอว่ามีเที่ยวบินในอีกสองชั่วโมงหลังจากนี้ เขาไม่มีเวลาเก็บเสื้อผ้าจึงพกบัตรประชาชนไปแค่ใบเดียว
ปู่ฉินหันไปมองย่าฉิน“เอาล่ะ อาเจ๋อไม่เป็ไรแล้ว คุณเองก็ไม่ต้องเป็กังวลแล้วนะ”
“อืม”ในขณะนี้ ใบหน้าของย่าฉินขึ้นเืฝาดบ้างแล้วเธออุ้มโจวโจวมาไว้ในอ้อมกอดคล้ายกับไม่อยากวางหนูน้อยลง
โจวโจวยอมให้ย่าฉินอุ้มแต่โดยดีหนูน้อยเงยหน้าขึ้นไปจุ๊บคางเธอบ้างจุ๊บแก้มเธอบ้าง เพื่ออ้อนให้ย่าฉินอารมณ์ดี
เมื่อเห็นหลานสาวตัวน้อยทำตัวน่ารักแบบนี้ย่าฉินก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ เธอหอมแก้มนุ่มฟูของหนูน้อยพลางพูดว่า“โจวโจวคือดาวนำโชคของย่า ถ้ามีโจวโจวอยู่ด้วย ย่าก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”
“ค่ะ! ” โจวโจวผงกหัว หนูน้อยจับมือของเธอขึ้นมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“คุณย่าไม่ต้องกลัวนะ โจวโจวจะปกป้องคุณย่าเอง ! ”
ได้เห็นท่าทางน่ารักของสาวน้อยปู่ฉินยังอดใจอ่อนไม่ได้
แน่นอนว่าการมีหนูน้อยอยู่มันดีจริงๆ
เมื่อคิดถึงเื่นี้จู่ ๆ เขาก็จำอะไรบางอย่างได้สายตาของเขาจับจ้องไปที่ขวดลายครามในมือของโจวโจวพลางถามว่า “โจวโจว พอจะขายยานี้ให้ปู่สักสองสามเม็ดได้ไหม ?”
โจวโจวส่ายหน้า“ไม่ต้องซื้อหรอกค่ะ หนูจะให้คุณย่าเอง”
เพียงแต่หนูน้อยเหลือบมองดูในขวดก็พบว่ายังเหลืออีกเม็ดเดียวเท่านั้นคิดดูแล้ว เธอจึงเอาขวดยัดใส่มือย่าฉิน “คุณย่าเอาเม็ดนี้ไปก่อนเดี๋ยวหนูจะทำยาให้ใหม่ อาการโรคหัวใจของคุณย่าค่อนข้างหนักเดี๋ยวหนูจะปรุงสูตรยาประจำวันให้คุณย่า ดื่มติดต่อกันสักครึ่งปีก็หายดีแล้ว”
ได้ยินแบบนั้นปู่ฉินทั้งประหลาดใจทั้งดีใจ “ที่โจวโจวพูดหมายความว่า……หนูเป็คนปรุงยานี้เองหรือ ? ”
“ใช่แล้วหนูยังปรุงยาได้ตั้งหลายตัวด้วยนะ ศิษย์พี่ใหญ่บอกว่าหนูปรุงยาเก่งกว่าอาจารย์อีก !”
พูดแล้วหนูน้อยก็ส่ายหัวอย่างภาคภูมิใจ
ท่าทางที่น่ารักน่าเอ็นดูนี้ทำให้ปู่ฉินและย่าฉินหลงหนูน้อยเข้าไปใหญ่
ตอนแรกพวกเขาคิดว่ายาพวกนั้นถูกปรุงโดยอาจารย์ของโจวโจวใครจะไปคิดว่าหนูน้อยจะเป็คนทำเอง
นี่พวกเขารับอุปการะหนูน้อยนำโชคมางั้นหรือ !
ตอนนี้พวกเขามั่นใจมากขึ้นว่าเธอสามารถรักษาเสี่ยวเฟิงได้
ทักษะทางการแพทย์ของโจวโจวอาจดีกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้
แต่ตอนนี้หนูน้อยไม่มีสมุนไพร
หลังจากคิดได้โจวโจวก็สไลด์ตัวลงมาตามขาของย่าฉิน หนูน้อยวิ่งขึ้นไปชั้นบน ผ่านไปไม่นาน หนูน้อยก็แบกกระบุงใส่หลังและถือพลั่วขนาดเล็กมาด้วยเมื่อเห็นว่าเธอมีท่าทีจะออกจากบ้าน ย่าฉินจึงถามด้วยความสงสัยว่า “โจวโจวหนูจะไปไหน ? ”
โจวโจวสวมรองเท้าไปด้วยพลางพูดว่า“ไปเก็บสมุนไพรมาทำยาให้คุณย่า อีกอย่างตอนนี้ยาของพี่เจ็ดเหลือไม่เยอะแล้วหนูตั้งใจจะทำยาไว้ให้เขาสักหน่อย”
ได้ยินแบบนั้นย่าฉินก็รีบเข้ามาคว้ามือหนูน้อยไว้ “หนูไม่เห็นต้องไปขุดเองเลยไปซื้อที่ร้านขายสมุนไพรก็ได้”
“ร้านขายสมุนไพร? ” โจวโจวมองย่าฉินตาแป๋วด้วยความไม่เข้าใจ
“ใช่แล้วมีร้านขายสมุนไพรจีนโดยเฉพาะเลยนะ โจวโจวอยากไปดูไหม ? ”
“อยากค่ะ! ” โจวโจวผงกหัวเป็ไก่จิกข้าวเปลือก หนูน้อยตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้น
เมื่อก่อนเวลาที่หนูน้อย้าสมุนไพรอะไรเธอก็มักจะไปหาเองเดิมทีูเาด้านหลังกุฏิของอาจารย์อี้หยุนปลูกสมุนไพรไว้เป็จำนวนมากแต่พอหนูน้อยย้ายมาอยู่ที่อารามเต๋า เขาก็ไม่อนุญาตให้หนูน้อยกลับไปเธอจึงทำได้เพียงหาจากบนูเาด้วยตนเอง ซึ่งมันยากลำบากมาก
คิดไม่ถึงเลยว่าด้านล่างูเาจะมีร้านขายยาสมุนไพรจำเพาะด้วยสะดวกสบายมาก !
“งั้น……”ย่าฉินกำลังจะบอกว่าตัวเองจะพาหนูน้อยไป แต่เธอก็หันไปเห็นฉินเริ่นเดินลงตึกมาพอดีเธอจึงพูดว่า “งั้นก็ให้พี่ใหญ่พาหลานไปดีไหมจ๊ะ ? ”
โจวโจวค่อยๆ หันไป และในตอนที่หนูน้อยสบตาเข้ากับฉินเริ่น เธอก็ส่ายหน้าทันที
พอเห็นแบบนั้นฉินเริ่นกลับเม้มริมฝีปาก เขาเดินเข้ามาจับมือหนูน้อยแล้วพูดว่า “ครับคุณย่า”