ตอนที่ 14
การแข่งขัน
“ฝูเฉิง ออกมา” สิ้นเสียงคำสั่งของฉินถงไห่ องครักษ์เงานั่งคุกเข่าก้มหน้ารอรับคำสั่งของผู้เป็นาย
“ขอรับ”
มี่จื่อรู้ว่าบิดามีองครักษ์เงาคอยติดตาม แต่นางไม่เคยเห็นหน้าพวกเขามาก่อน อยู่ๆ องครักษ์เงาก็ปรากฏกายต่อหน้าบิดาแบบไร้สุ้มเสียง นางรู้สึกถึงสายลมหอบหนึ่งพัดผ่านผิวหน้าแ่เบาเพียงเท่านั้น จึงรู้สึกทึ่งในความสามารถขององครักษ์เงาเป็อย่างมาก
ไปมาไร้สุ้มเสียงเป็เช่นนี้นี่เอง
“มี่เออร์”
“เ้าค่ะ ท่านพ่อ” นางเดินออกมาหยุดยืนตรงหน้าบิดา
“พ่อจะให้เ้าแข่งขันความเร็ววิชาตัวเบากับฝูเฉิง”
มี่จื่อมองดูคู่แข่งของตนเอง ในใจลึกๆ แอบนึกหวาดหวั่นอีกฝ่ายอยู่เหมือนกัน ฝูเฉิงผู้นี้เป็ถึงผู้ติดตามของบิดา แน่นอนว่าความสามารถของเขาย่อมโดดเด่นอย่างไม่ต้องสงสัย นางเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าฝีมือของตนอยู่ในขั้นไหน การที่มีคนที่มีความสามารถเหนือกว่าแข่งขันด้วย ดูจะท้าทายความสามารถอยู่ไม่น้อย
หานเยว่ซือเริ่มอธิบายถึงด่านทั้งเก้าให้คนทั้งสองฟัง โดยการแข่งขันครั้งนี้จะใช้เวลาครึ่งก้านธูป หากใครสามารถผ่านทั้งเก้าด่านได้เป็คนแรกถือเป็ผู้ชนะ จากนั้นฉินถงไห่จึงกล่าวเสริมอีกประโยคกับบุตรสาว “หากเ้าสามารถเอาชนะฝูเฉิงได้ เ้าสามารถขออะไรก็ได้จากพ่อหนึ่งข้อ”
มี่จื่อแววตาเปล่งประกาย แม้จะไม่มั่นใจนักว่าจะชนะในครั้งนี้ แต่นางก็แอบคาดหวังอยู่บ้าง
“แต่....” ฉินถงไห่หยุดพูดแล้วจ้องหน้าบุตรสาวนิ่ง จนนางต้องรีบก้มหน้าเก็บซ่อนแววตา “สิ่งที่ขอจะต้องเป็ไปได้ และไม่เป็ที่สิ่งชั่วร้าย”
“เ้าค่ะ”
ฝูเฉิงแอบเห็นแววตาดูมีเลศนัยของคุณหนูรอง ในใจรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง ไม่รู้ว่าคุณหนูรองกำลังคิดทำสิ่งใดอยู่ แต่ที่แน่ๆ เขาจะต้องชนะการแข่งขันในครั้งนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วละก็......
ฝูเฉิงไม่อยากที่จะนึกภาพต่อเลย
อันที่จริงการแข่งขันวิชาตัวเบาจะต้องทดสอบทั้งหมดสิบด่าน ซึ่งด่านสุดท้ายคือการวิ่งพันลี้ ทว่าที่จวนไม่ได้มีสถานที่กว้างขวางถึงเพียงนั้น จึงถูกยกเลิกไป
มี่จื่อกับฝูเฉิงเข้าประจำด่านแรก หลังจากที่สัญญาณเริ่มการแข่งขันเริ่มขึ้น ทั้งสองก็ออกตัวในทันที
ด่านที่หนึ่ง ะโสูงสองขั้น โดยด่านนี้ฝูเฉิงทำได้อย่างรวดเร็วและชำนาญกว่ามี่จื่อ ดังนั้นคนที่นำอยู่ตอนนี้คือฝูเฉิง
ด่านที่สอง ะโพุ่งตัวไปข้างหน้า ด่านนี้มี่จื่อทำได้ดี แต่ยังเป็ผู้ตามฝูเฉิงอยู่เช่นเดิม
ด่านที่สาม วิ่งบนน้ำ ด่านนี้ใช้สระบัวอีกฝั่งของสระน้ำที่ไม่มีกอบัวในการแข่งขัน ดูเหมือนว่าด่านที่สามมี่จื่อจะก้าวตามหลังฝูเฉิงในระยะประชิดตัวเขาแล้ว นางคล่องแคล่ว ว่องไวขึ้นและเหมือนว่าเหตุการณ์ล่องเรือจะเป็แรงผลักดันให้นางตระหนักถึงเสมอ จึงสามารถทำออกมาได้ดีทีเดียว
ตอนนี้มี่จื่อกับฝูเฉิงเข้าประจำด่านที่สี่แล้ว ฉินถงไห่มองดูบุตรสาวด้วยสีหน้าพึงพอใจ เสียงกองเชียร์จากฉินฮูหยินกับสองพี่น้องและบ่าวไพร่ที่มารอชมดูการแข่งขันดังขึ้นเป็ระยะ จวนฉินคืนนี้จึงคึกคักเป็พิเศษ
ท่ามกลางเสียงกองเชียร์ล้นหลาม กลับมีอีกคนหนึ่งที่เริ่มมีเหงื่อเย็นเหยียบผุดขึ้นที่กลางหลัง ณ ตอนนี้ฝูเฉิงไม่สามารถออมมือให้กับคุณหนูรองได้แม้แต่น้อย คราแรกเขาคิดว่าความสามารถของคุณหนูรองค่อนข้างดี แต่คงไม่ถึงขั้นที่จะขึ้นมาก้าวนำเขาไปได้
ฝูเฉิงประเมินความสามารถคุณหนูรองต่ำเกินไป ชั่วพริบตาเดียวคุณหนูรองก็ไล่ตามเขามาจนสูสีกันแล้ว ความเร็วของนางดูจะไม่ลดลงเลย ดูๆ แล้วกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ฝูเฉิงเหลือบมองดูคู่แข่งเพียงแวบหนึ่ง เขาออกกำลังภายในเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เพื่อหนีห่างจากคุณหนูรอง
ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม นายท่านฉินมีคำสั่งว่า หากเขาแพ้ เขาจะต้องถูกลงโทษโดยการเข้าไปฝึกโหดอีกครั้งเป็เวลาสามเดือน เพราะฉะนั้นเขาไม่ควรอ่อนข้อให้กับคุณหนูรองเป็อันขาด การฝึกโหดสามเดือนเหมือนตกอยู่ในขุมนรกอเวจี ไม่มีทางที่เขาจะกลับไปอย่างแน่นอน
ด่านที่สี่ ไต่กำแพงชำนาญ ด่านนี้จึงเป็ด่านที่ฝูเฉิงนำมี่จื่อไปหลายก้าว ทำให้มี่จื่อต้องเร่งส่งกำลังภายในของตนเองออกมาเพิ่มอีก เพื่อที่จะสามารถแซงหน้าฝูเฉิงให้ได้
ด่านที่ห้า ไต่กำแพงแบบเดินไปข้างหน้า ด้วยกำลังภายในที่เพิ่มเป็เท่าตัว ทำให้ด่านนี้มี่จื่อกลับมาตามหลังฝูเฉิงอีกครั้งแค่ก้าวเดียว
ด่านที่หก ก้าวะโสูงแล้วพุ่งตัวไปข้างหน้า จากนั้นเดินลมปราณเกร็งถ่วงน้ำหนัก ให้ร่อนตัวลงช้าลงราวกับกำลังโบยบิน แต่จริงๆ แล้วกำลังร่อนลงสู่พื้นดิน ด่านนี้มี่จื่อร่อนตัวลงมาได้สวยงามเหมือนนางพญามาก เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด่านที่เจ็ด ก้าวไร้เสียง สถานที่แข่งคือยอดไม้กิ่งเล็กๆ ทุกย่างก้าวต้องแ่เบาไร้ที่ติ มี่จื่อและฝูเฉิงทำได้ดีเท่ากัน ดังนั้นตอนนี้ทั้งสองคนกำลังเดินกำลังภายในเพิ่มขึ้นอีก เพื่อหนีห่างซึ่งกันและกัน
ด่านที่แปด สไลด์ด้วยความเร็ว ด่านนี้มี่จื่อและฝูเฉิงยังคงไม่หนีห่างกันมาก ทั้งสองผลัดกันนำผลัดกันตาม
ด่านที่เก้า ะโและวิ่งสลับกันได้อย่างรวดเร็ว เพราะทั้งสองขับเขี้ยวกันมา อย่างไม่มีใครยอมใคร ด่านนี้คือด่านสุดท้ายที่จะตัดสินพวกเขาทั้งสอง ใครที่สามารถคว้าธงได้ก่อนคือผู้ชนะ
มี่จื่อและฝูเฉิงะโครั้งสุดท้ายก่อนทิ้งตัวไปข้างหน้า เพื่อคว้าเอาธง
ในจังหวะนั้นเอง ต่างฝ่ายต่างเอื้อมมือไปในจุดหมายเดียวกัน มี่จื่อส่งสายตาพิฆาตให้ฝูงเฉิง เป็สัญญาณบอกว่าธงนั้นเป็ของข้า หากเ้ากล้าหยิบมีเื่แน่
ฝูเฉิงหาได้ตระหนักถึงสายตาพิฆาตคู่นั้นไม่ เขาไม่้าแพ้ เขาต้องชนะให้ได้ แม้ว่าคุณหนูรองจะโกรธเขาก็ตาม ฝูเฉิงส่งสายตาตอบกลับหาคุณหนูรองอย่างรวดเร็ว
'คุณหนู โปรดเห็นใจข้าน้อยเถิดขอรับ ข้าน้อยไม่้าไปฝึกโหดอีกครั้ง'
เมื่อเจอเข้ากับสายตาอ้อนวอนไม่ขอยอมแพ้จากองครักษ์เงาของท่านพ่อ นางจึงเอ่ยคำข่มขู่เบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน "หากท่านััโดนตัวข้าเพียงนิด ข้าจะฟ้องท่านพ่อว่าท่านคิดร้ายกับข้า ฝูเฉิงท่านคิดดูให้ดีเถิด"
ในเมื่อใช้ไม่อ่อนไม่ได้จำเป็ต้องงัดไม่แข็งออกมาข่มขู่เสียหน่อย นางแสร้งยื่นมือไปใกล้มือของฝูเฉิง ดูซิว่าอีกฝ่ายจะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร
ฝูเฉิงรีบชักมือกลับด้วยความใ ไม่คิดว่าคุณหนูจะใช้เลห์เหลี่ยมเช่นนี้กับตน มี่จื่อยกยิ้มด้วยความพอใจกับผลลัพธ์ ธงที่ควรเป็ของฝูงเฉิงจึงกลับกลายเป็ของมี่จื่อไปโดยปริยาย
“ท่านพ่อ ลูกชนะแล้ว” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจ รีบวิ่งกลับไปหาบิดา
"เ้าทำได้ดีมากมี่เออร์" ถงไห่พยักหน้าให้บุตรสาว อ้าแขนรับบุตรสาวด้วยความเอ็นดู
"พี่รองเก่งที่สุดเลยขอรับ" ฉินเส้าอิงะโโลดเต้นด้วยความดีใจรอบๆ พี่สาวต่างมารดา
ทุกคนต่างเข้ามาแสดงความยินดีกับนาง มี่จื่อเดินเข้าไปจับมือแม่สามขึ้นมากุมไว้หลวมๆ “ข้าต้องขอบคุณแม่สามมากเ้าค่ะ หากไม่ได้ท่าน ป่านนี้มี่เออร์คงไม่สามารถฝึกได้สำเร็จเร็วเช่นนี้ได้” ความดีความชอบในครั้งนี้ นางยกให้กับแม่สาม
“ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะคุณหนูรองด้วยที่มีความขยันหมั่นเพียร จนสามารถทำได้สำเร็จ” หานเยว่ซือยกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ นางมีศิษย์ที่เก่งกาจเช่นนี้ คนเป็อาจารย์ย่อมยินดี
ท่ามกลางความยินดีของคนในตระกูล ยังมีอีกคนที่กำลังทำหน้าเศร้ารอรับการฝึกโหดอยู่ที่นี่อีกหนึ่ง ฝูเฉิงก้มหน้าต่ำมองพื้น จึงไม่สามารถมองเห็นฉากที่อบอุ่นเบื้องหน้าได้
"ท่านประมุข" องครักษ์ฟงนั่งคุกเข่าตรงหน้าเ้านาย เพื่อรอรายงานในสิ่งที่ท่านประมุขสั่งให้ไปทำ
เฟยหลิงพยักหน้าเป็เชิงอนุญาตให้กับองครักษ์เงารายงาน ในขณะที่มือยังจับพู่กันสะสางงานที่กองอยู่บนโต๊ะ
เมื่อฟงเห็นว่าท่านประมุขพยักหน้าอนุญาตแล้วจึงกล่าวรายงาน "เมื่อ่ยามซวี คุณหนูมี่จื่อได้แข่งขันประลองวิชาตัวเบากับองครักษ์เงาของท่านฉินถงไห่ ผลการประลองคุณหนูมี่จื่อเป็ฝ่ายชนะขอรับ"
ทุกความเคลื่อนไหวของนาง เฟยหลิงล้วนรับรู้เป็อย่างดี ั้แ่เขามั่นใจในกลิ่นอายบนตัวนาง ไม่ว่านางจะทำสิ่งใด เขาล้วน้ารู้ไปหมดทุกเื่ และเฟยหลิงก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอันใด หากการแข่งขันครั้งนี้นางจะเป็ฝ่ายชนะ
องครักษ์ฟงกล่าวรายงานเสร็จเขาจึงก้มหน้านิ่ง มีอีกเื่ที่องครักษ์ฟงยังไม่ได้รายงานให้ท่านประมุขทราบ เขากำลังชั่งน้ำหนักภายในใจเงียบๆ หากหุนหันพลันแล่นรีบรายงานออกไป ไม่ทราบว่าตัวเขาเองจะยังปลอดภัยต่อโทสะของผู้เป็ประมุขอยู่หรือไม่ จึงได้แต่ก้มหน้าแอบประเมินอารมณ์ของท่านประมุขจากทางสีหน้าเสียก่อน
เฟยหลิงเงยหน้าขึ้นจากกองงานที่ตนเองกำลังสะสาง มองดูเงาของตนที่ดูลุกลี้ลุกลนชอบกล "มีอะไรอีก" ก่อนที่จะก้มหน้าสะสางงานต่อ
องครักษ์ฟงกลืนน้ำลายลงคอหนึ่งครั้ง กลั้นใจรายงานอีกหนึ่งเื่สำคัญ "เอ่อ" เขาพยายามเรียบเรียงคำให้ดูดีที่สุดก่อนที่จะรายงานออกไป "ก่อนที่คุณหนูมี่จื่อจะชนะการแข่งขัน นางได้ข่มขู่องครักษ์เงาของท่านฉินถงไห่ไว้ตอนที่องครักษ์เงาคนนั้นกำลังจะคว้าชัยชนะมาได้ขอรับ”
เฟยหลิงยังคงนั่งนิ่งทำงาน คล้ายไม่ใส่ใจในสิ่งที่ลูกน้องกำลังรายงาน
องครักษ์ฟงกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอไปอย่างยากลำบาก เอ่ยต่อ “่ที่ชักมือกลับองครักษ์เงาได้เผลอััโดนมือคุณหนูมี่จื่อเล็กน้อยขอรับ” เพียงนิดเดียวจริงๆ เขาสาบานได้ แต่เผอิญเขาเป็ผู้ที่มีทักษะยอดเยี่ยมเลยทำให้เห็นเข้าเต็มสองตา อีกทั้งยังเป็พวกประสาทหูััดีเป็พิเศษด้วย จึงได้ยินคำข่มขู่เต็มสองหู
หลังจากรายงานเสร็จเหงื่อเย็นเหยียบได้ผุดขึ้นกลางหลังขององครักษ์ฟงมากมาย ความหนาวเย็นมาพร้อมกับบรรยากาศกดดัน หมุนวนรอบๆ ตัวท่านประมุขพรรคพยัคฆ์ทมิฬ แผ่กระจายออกจากร่างสูงแกร่ง มีเพียงความเงียบและความอัดแน่นของอารมณ์จากผู้เป็นายที่ไม่สามารถเอ่ยได้ในเวลานี้
องครักษ์ฟงนั่งคุกเข่า มือซ้ายค้ำยันพื้นไว้ ส่วนมือขวากุมที่ตำแหน่งหัวใจ กลิ่นคาวเืคละฟุ้งในปากทะลักออกมา แม้แต่ทรงตัวก็ยังยาก องครักษ์ฟงพยายามอดทนต่อความเกรี้ยวกราดของผู้เป็นายสุดกำลัง
ฟงเป็องครักษ์หนึ่งในผู้ที่มีความสามารถของเฟยหลิง จนได้รับความไว้วางใจให้เป็องครักษ์ในเงามืด ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยถึงความสามารถที่ใครจะสามารถเทียบเขาได้ ยกเว้นแต่ท่านประมุขเท่านั้นที่เหนือเขาอยู่หลายขั้น
"แก๊ก" เสียงพู่กันหักออกเป็สองส่วน ก่อนที่จะสลายกลายเป็ฝุ่นผง
โทสะในใจเฟยหลิงยากที่จะระงับลงได้ เพียงแค่ได้ยินว่าชายอื่นััโดนมือหญิงสาว อารมณ์คุกรุ่นก็ปะทุขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะทำเช่นนั้นได้ คนอื่นย่อมไม่มีสิทธิ์!!!
ยามนี้รู้สึกถึงกลิ่นไหน้ำส้มของผู้เป็นายกำลังโชยออกมา เป็ครั้งแรกั้แ่ได้รับใช้ท่านประมุขมา ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เห็นท่านประมุขจะมีโทสะถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะกับสตรีด้วยแล้ว ท่านประมุขไม่เคยที่จะใส่ใจสตรีนางใดถึงเพียงนี้ แม้ว่าสตรีมากมายจะพยายามใกล้ชิดกับท่านประมุขก็ตามที
จะไม่ให้ฟงตกตะลึงได้อย่างไร ไม่รู้ว่าจะเป็บุญตาหรือกรรมเขากันแน่ที่ยามนี้เขาต้องรับเอาโทสะนี้ไปเต็มๆ
เรียกเพื่อนมาช่วยแบกรับโทสะยังทันไหม....
สุดท้ายองครักษ์ฟงก็ไม่สามารถต้านแรงกดดันรอบตัวผู้เป็นายได้ จึงกระอักเืออกมาเต็มพื้นห้อง ทันทีที่ก้อนเืคำสุดท้ายถูกพ่นออกมาจากปาก เขาก็ทรุดตัวลงกับพื้น เสียงลมหายใจสะดุดเป็พักๆ
เฟยหลิงมองดูเงาของตนเอง ในยามนี้สติใกล้ดับเต็มที จึงผ่อนคลายความกดดันลง "ไม่ได้เื่" ท่าทีเ็ายังคงไม่หายไป
จะโทษว่าองครักษ์ฟงอ่อนแอไม่ได้เื่ อาจจะไม่ถูกเสียเท่าไหร่ เป็ท่านประมุขที่แข็งแกร่งเกินไปต่างหาก ในผืนแผ่นดินนี้มีใครที่สามารถต้านทานแรงกดดันจากท่านประมุขได้โดยที่ไม่เป็อะไรเลยได้ หากมีจริง คนผู้นั้นคงแข็งแกร่งมากจริงๆ
"สั่งสอนเงาคนนั้นเสีย"
"ขอรับ"
ฟงพยุงตนเองคุกเข่าอีกครั้ง มืออีกข้างที่ว่างจึงล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อออกมา โน้มตัวลงเช็ดคราบเืบนพื้นพร้อมทั้งเดินไปจุดกำยานเพื่อกลบกลิ่นคราวเืเมื่อสักครู่นี้อย่างรู้หน้าที่ ก่อนหายตัวออกไป
ท่านประมุขเป็บุคคลที่รักความสะอาดเป็ที่สุด แม้จะชอบสวมใส่อาภรณ์สีดำ แต่กลิ่นชุดที่สวมใส่กลับดูหอมสดชื่นเสมอ