ตอนที่ 41: ป่าหิมะเพลิง
หลังเสร็จสิ้นภารกิจ นอกจากรางวัลจากภารกิจแล้ว พวกฤทธาได้รับรางวัลเป็วันหยุดสะสมสามวันเต็ม เดือน ๆ หนึ่งแต่เดิมพวกเขามีสิทธิ์ได้หยุดสองครั้ง แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ติดภารกิจติดต่อกัน วันหยุดจึงเพิ่มมาในครั้งเดียว
ในห้องประชุมเล็ก ๆ ที่โรงเตรียมพลกองร้อย ประชุมทีมสี่คน นั่งล้อมวงกันบนเบาะง่าย ๆ
"พวกเราจะต้องอยู่ที่นี่อีกสี่ปีกว่า... จะให้อยู่โรงเตรียมพลไปตลอดก็คงไม่ไหว"
ฤทธาเอ่ยเปิดประเด็น พร้อมกับเลื่อนแผนที่เมืองอี้หนานมาตรงกลาง
"เ้าจะซื้อบ้าน?" จิมมี่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
"ใช่ ซื้อบ้าน แล้วจัดสรรพื้นที่ไว้สำหรับฝึกยุทธ์ด้วย พักผ่อนด้วย"
ฤทธาวางแผนนี้ไว้พักหนึ่งแล้ว
"อีกอย่าง ผมไปขออนุญาตอาจารย์มาแล้ว จะพาอี้หลงมาอยู่ด้วย ให้ช่วยดูแลบ้านให้"
อี้หลง ศิษย์รับใช้ที่ติดตามฤทธาในสำนักเย่วจี ฝีมือไม่เด่นชัดนัก แต่ซื่อสัตย์และขยันขันแข็ง
"แล้วเราจะไม่เสี่ยงเหรอ คนในเมืองไม่รู้หน้า ไม่รู้ใจ" จิมมี่ถามอีก
"ไม่เสี่ยงหรอกศิษย์พี่" ฤทธายิ้มเ้าเล่ห์
"ข้าวางแผนให้พวกศิษย์พี่เลือกคนสนิทจากในกองร้อย คนละคน... ทำทีว่าไปเยี่ยมบ้าน แต่จริง ๆ คือคอยสังเกตพฤติกรรม ดูนิสัย ไว้คัดกรองเครือข่ายของเราเอง"
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยเมื่อเข้าใจความคิดฤทธา ก็พอรู้ถึงแผนระยะยาว หลังจากนั้นทุกคนแยกย้าย
วันถัดมา ฤทธาเข้าเมืองใหญ่เพื่อดำเนินการเื่บ้าน ระหว่างเดินไปตามตรอกย่านการค้า เขาเห็นเหตุการณ์วุ่นวายที่หน้าร้านขายอุปกรณ์เวทมนตร์
ชายหนุ่มชุดทหารในเครื่องแบบนายกอง ท่าทางมึนเมา กำลังพูดจาเกี้ยวพาราสีแบบกึ่งคุกคามหญิงสาวผมทองในชุดคลุมเรียบง่าย แต่ท่าทางมีราศี
"บอกให้มาดื่มด้วยกัน! ฟังไม่รู้เื่รึไง?" นายกองขวางทางหญิงสาวอย่างหยาบคาย
หญิงสาวยืนจ้องไม่หลบตา
“เ้าไม่คู่ควร เป็แค่นายกอง ยังมาอวดเบ่ง ไม่เจียมตัว”
คำพูดเรียบเฉยนี้ช่างกรีดแทง
นายกองหน้าเสีย โมโหมากกับคำพูดนาง “เ้า”
ฤทธาเดินตรงเข้าไป ยกมือขวางไว้ "ปล่อยเธอไปเถอะ นายกอง"
สายตาของสองฝ่ายปะทะกันทันที บรรยากาศตึงเครียดชั่วขณะ
"เ้าคิดจะสอดเื่ของข้ารึ?" นายกองขยับมือไปที่ด้ามดาบเตรียมชักออกมา
ฤทธาไม่หลบ ไม่กลัว เขาเพียงแค่เอียงตัวนิดเดียว พริบตาเดียว มือข้างหนึ่งจับข้อมืออีกฝ่ายแน่น บิดพลิกเล็กน้อยจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเบา ๆ
"อย่าให้เื่มันใหญ่โต...ทหารมีกฎของทหาร พอแค่นี้เถอะ"
ฤทธาเอ่ยเสียงเรียบ
เสียงรองเท้าทหารกลุ่มหนึ่งดังเข้ามาอย่างเร่งรีบ เ้าหน้าที่รักษาระเบียบเข้ามากั้นกลางก่อนสถานการณ์จะบานปลาย ทั้งสองฝ่ายปล่อยมือแยกกัน
นายกองคนนั้นจ้องฤทธาด้วยแววตาเคียดแค้น ก่อนสะบัดแขนเดินหนีไป
"ข้าจำหน้าเ้าได้!" เขาทิ้งคำไว้ก่อนจาก
หญิงสาวหันมากล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ เสียงของเธอนุ่มนวล
"ขอบคุณท่าน..." แล้วมีชายวัยกลางคน คนหนึ่งวิ่งมาทางนาง
“คุณหนู” เขาเรียกหญิงสาว
ฤทธาพยักหน้าก้มศีรษะให้เล็กน้อย ไม่ได้คิดอะไรนัก ก่อนจะขอตัวแยกทาง
เขาไม่รู้เลยว่า นั้นคือองค์หญิงสี่แห่งราชวงศ์ หนึ่งในบุคคลสำคัญ
หลังจากนั้น ฤทธาเดินทางไปยังหอิญญายุทธ์กลางเมือง ใช้ป้ายศิษย์พิเศษที่ได้จากการชนะศึกสี่สำนัก ขอยื่นเื่เข้าพบผู้าุโ เพื่อขออนุมัติเื่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเขตเมืองชั้นใน ซึ่งปรกติไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปซื้อ
ด้วยสถานะพิเศษของเขา และผลงานในา หอิญญายุทธ์อนุมัติให้ทันที
จากนั้นคืนก่อนวันกลับค่าย เขาไปยังโรงประมูลหลักของสมาคมหอการค้า ย่านการค้าหลัก พร้อมกับให้บัตรของเขากับทางโรงประมูล ซึ่งบัตรของฤทธาเป็บัตรสามชิกขั้นสูง ทางโรงประมูลจึงต้อนรับอย่างดี
ห้องประมูลที่วันนี้แน่นขนัดกว่าทุกวัน บรรยากาศคึกคักผิดหูผิดตา เพราะข่าวลือแพร่สะพัดว่า มีของประมูลระดับสูงปรากฏขึ้น วันก่อนฤทธามาติดต่อไว้แล้ว ในฐานะสมาชิกป้ายระดับพิเศษ พร้อมโชว์ของที่จะนำประมูล ให้ทางโรงประมูลทำการประกาศให้ทั่ว
ฤทธายื่นฝากของสองชิ้น แกนพลังงานขั้นห้า และ โอสถแก่นปราณพิสุทธิ์หนึ่งดาว
สินค้าทั้งสองชิ้นนี้ ทำเอาเหล่าพ่อค้าและนักผจญภัยใหญ่น้อย ตาลุกเป็ไฟ
โอสถแก่นปราณพิสุทธิ์หนึ่งดาว ถ้านับตามขั้นปรกติคือขั้นหก เมื่อปรมาจารย์ระดับหกหลอมโอสถ โอสถที่ออกมาจะมีจุดคล้ายดาวอยู่ จึงเรียกโอสถพวกนี้ว่าโอสถหนึ่งดาว เป็ยาสำคัญที่ช่วยระดับหกทะลวงขั้นได้ ในยุคที่โอสถหายาก เพราะภาคีแพทย์โอสถกำลังปฏิรูป และยกระดับมาตรฐานตามคำสั่งของเ้าสำนักเย่วจี ปรมาจารย์ระดับหกจึงถูกเรียกว่าขั้นดาราแทน
เสียงระฆังเงินดังขึ้นสามครั้ง ก้องสะท้อนทั่วทั้งโรงประมูลใหญ่กลางเมืองซานหยิน คนหลากหลายเชื้อสายทั้งนักผจญภัย พ่อค้าใหญ่ ผู้แทนสำนัก และสายสืบของราชวงศ์ ต่างทยอยเข้ามาจับจองที่นั่ง
แสงจากโคมิญญานับร้อยดวงลอยเรืองรองเหนือหัว บรรยากาศทั้งหรูหราและตึงเครียดในเวลาเดียวกัน
พิธีกรหญิงในชุดกิโมโนยาวสีดำทองก้าวขึ้นเวที ประกาศด้วยเสียงใสกังวาน
“ลำดับต่อไป เป็สองสิ่งที่ทุกท่านรอคอย... แกนพลังงานขั้นห้าแท้ และ โอสถแก่นปราณพิสุทธิ์ระดับหนึ่งดาว! ทั้งสองจะประมูลแยกกัน แต่เริ่มต้นราคาเท่ากันที่หนึ่งแสนศิลาิญญา!”
ทั้งโรงประมูลพลันโกลาหลเล็กน้อย เสียงซุบซิบดังขึ้นเป็สาย
“ของจริงหรือเปล่า!? โอสถหนึ่งดาว คนปรุงโอสถต้องระดับป้ายดาราเลยนะ” เสียงซุบซิบยังไม่หมดไป
“โอสถแก่นปราณพิสุทธิ์ขั้นหนึ่งดาว!? ตอนนี้ภาคีโอสถยังไม่ผลิตออกมาเลย!”
“ถ้าได้โอสถนั่น ข้าจะทะลวงขึ้นระดับเจ็ดได้แน่นอน!”
“ภาคีแพทย์โอสถกำลังปฏิรูปวงการโอสถ ใครมีโอสถในมือก่อน จะนำหน้าคนอื่นไปหลายปี!” เสียงผู้คนในโต๊ะต่างๆ ต่างพูดคุยขึ้นมาพร้อมกัน
บนเวที เด็กสาวผู้ช่วยพิธีกรเปิดกล่องแก้วโปร่งใสสองใบให้เห็นชัดเจน
ในกล่องหนึ่ง แกนพลังงานขั้นห้าเรืองแสงฟ้าอมเงิน อัดแน่นด้วยพลังหมุนวน
อีกกล่องหนึ่ง เม็ดยาสีขาวขุ่น เรืองรองประกายรุ้งระยิบ เมื่อพิธีกรเปิดฝากล่องออก โอสถก็ส่งกลิ่นหอม
โอสถแก่นปราณพิสุทธิ์ นั้นเอง กลิ่นโอสถลอยคลุ้ง ทั้งห้องได้กลิ่นหมดทุกคน
พิธีกรยกค้อนเงินขึ้นสูง แล้วเคาะลงบนแท่นสามครั้ง
“หนึ่งแสนศิลาิญญา! ใครเสนอเพิ่ม!?”
“แสนหนึ่งหมื่น!” — พ่อค้าเสื้อคลุมม่วงะโทันที
“แสนห้า!” — เสียงจากผู้แทนสำนักพยัคฆ์ทมิฬะโสวน
“สองแสน!” — นักผจญภัยวัยกลางคนกระชากเสียงด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
ราคาพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ราวกับไม่มีใครอยากเสียของล้ำค่าตรงหน้า
ฤทธานั่งอยู่ในห้องรับรองสำหรับผู้ฝากประมูล มองลงไปในโรงประมูลได้ชัดเจน เขาเห็นสีหน้าตื่นเต้น โลภ และคะนองของผู้คนอย่างชัดเจน
'โอสถแก่นปราณจะทำให้คลั่งได้ขนาดนี้เลยรึ...' ฤทธาคิดในใจ
ไม่ถึงสิบลมหายใจ ราคาะโไปถึง ห้าแสนศิลาิญญา แม้แกนพลังงานขั้นห้ายังไม่ประมูล ก็ไม่มีใครยอมใคร
พิธีกรหยุดนับลมหายใจหนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงกังวาน
“มีใครให้มากกว่าห้าแสนศิลาิญญาอีกหรือไม่!?”
ประตูหลังโรงประมูลเปิดออกเบา ๆ
บุรุษหนุ่มในชุดคลุมน้ำเงินขลิบทอง เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม สัญลักษณ์ราชวงศ์เบอร์นาร์ดที่หน้าอกส่องประกายจาง ๆ
บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที คนในโรงประมูลหลายคนเงียบงันอย่างรู้ตัว
องค์ชายใหญ่...?'
'เขามาที่นี่ด้วยตัวเองงั้นรึ...?'
ชายหนุ่มยกถุงมือ ที่ถอดแล้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าขอเสนอ... หนึ่งล้านศิลาิญญา สำหรับทั้งสองชิ้น”
เสียงพูดคุยทั้งหมดดับวูบลงในพริบตา เหมือนโลกหยุดหมุนชั่วขณะ
พิธีกรสะดุ้งเฮือก ก่อนรีบก้มตัวทำความเคารพ
“ท่านองค์ชายใหญ่ทรงประสงค์ประมูลสองชิ้นพร้อมกัน... เรายินดีเป็อย่างยิ่ง!”
ไม่มีใครกล้าแข่งราคา เพราะท้าทายองค์ชายใหญ่ หมายถึงท้าทายอำนาจราชวงศ์โดยตรง
เสียงค้อนเงินดังขึ้น "ก๊อง!"
“ประมูลครั้งนี้ จบลงด้วยผู้ชนะ ท่านองค์ชายใหญ่ ไม่สิตอนนี้ต้องเรียกท่านเ้าเมืองอี้หนาน”
วันกลับประจำการ ทีมฤทธาถูกเรียกประชุมกองทัพ
“จากรายงานการรบคราวที่แล้ว พวกเ้ายึดลูกแก้วที่พวกนั้นใช้หาประตูมิติได้สี่ลูก
ทางหอิญญายุทธ์ ได้ขอไปหนึ่งลูกเพื่อศึกษาการทำงานของมัน ข้าคาดว่าต้องใช้ร่วมกับธาตุมิติใช่หรือไม่” แม่ทัพจงลู่ถามทีมฤทธา
“ตามที่รายงาน เพียงใส่พลังิญญา ลูกแก้วจะกระจายลำแสงไปรอบ ในระยะสูงสุดสองร้อยเมตร”
ฤทธาสาธิตให้ดู เขาสร้างรอยมิติเท่าฝ่ามือไว้ แล้วใส่พลังเล็กน้อย ลูกแก้วแผ่แสงสีฟ้าออกไปในระยะสองร้อยเมตรรอบตัวมัน แล้วหดกลับเข้ามา
แต่ตรงรอยมิติยังมีแสงสีฟ้า ลอยกะพริบอยู่ที่รอยนั้น เป็การระบุตำแหน่ง ให้สังเกตได้ง่าย
“อย่างนี้นี่เอง ตอนนี้หน่วยอื่นพาชาวบ้าน ไปเก็บพวกซากากันหลายหน่วย หน่วยเฝ้าระวังอีกสี่กองพัน ทีมเ้าลองไปหาดูประตูนั่นแล้วกัน ให้เป็ภารกิจระดับสาม แบบเดียวกับทำแผนที่” แม่ทัพจงลู่กล่าว
“รับทราบ” ทั้งสี่คนเอามือขวาไว้ที่อกซ้ายรับคำสั่ง พร้อมกับค้อมศีรษะลง
ในเต็นท์รวมพล
เขานำลูกแก้วสามลูกที่ยึดได้จากปีศาจในศึกก่อน ออกมาแสดงต่อหน้าทุกคน
"นี่คือลูกแก้วตรวจจับรอยแยกมิติ" ฤทธาอธิบายเสียงดัง
"เราคาดว่าป่าหิมะเพลิงอาจมีจุดเชื่อมโยงกับโลกภายนอกผ่านรอยแยกเหล่านี้"
"เราจะแบ่งกองร้อยเป็สามกลุ่ม ใช้ลูกแก้วค้นหา พร้อมกับระมัดระวังตัวเองด้วย"
หลายคนพยักหน้า แม้จะมีแววกังวลอยู่บ้าง
ฤทธาแบ่งลูกแก้วให้เพื่อนร่วมทีมทั้งสามคน ตัวเขาคิดจะใช้จิตัั กับเนตรพินิจ
จริงอยู่ที่มนุษย์รู้ข้อมูลเกี่ยวกับป่าหิมะเพลิงน้อยมาก แต่ฤทธารู้ลึกกว่าคนอื่น เพราะไค่หยงเคยบอกเขาว่า ป่าแห่งนี้เป็ป่าดึกดำบรรพ์ ที่มีสัตว์ิญญาามากมาย และยังเป็ที่หลบซ่อนของเผ่าภูติไพรในตำนาน
แต่ฤทธาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรโดยไม่เปิดเผยความลับที่ได้จากไค่หยง จึงเลือกเสนอแผนการค้นหาโดยอ้างข้อมูลจากลูกแก้วเท่านั้น
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป...
ในเช้าวันที่ฟ้าโปร่ง กลุ่มของฤทธาออกลาดตระเวนหาทางเข้าใกล้แนวป่าเขตที่มีหิมะค่อนข้างหนา
ฤทธาเดินนำ ขณะที่จิมมี่, หลานอิง และเฟิงเยี่ยนหาอีกที่อยู่ห่าง ๆ
จู่ ๆ ฤทธาหยุดกึก
"อะไรน่ะ?" จิมมี่ขมวดคิ้ว มองตามสายตาเพื่อนร่วมทีม
ฤทธามองไปยังพื้นที่เบื้องหน้า ใต้เงาต้นสนเล็กที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ตรงโคนราก เห็นจุดเล็ก ๆ เบาบาง รอยแยกมิติเล็ก ๆ พลังปรากฏขึ้นแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เนตรพินิจของฤทธามองเห็นชัดเจน
รอยแยกมิติ... รอยแยกขนาดเล็กจิ๋ว ทว่าสั่นไหวอย่างผิดปกติ
"อย่าเข้าใกล้!"
ฤทธายกมือห้ามทุกคน ก่อนจะสาวเท้าไปสำรวจเอง ทุกคนยังมองไม่เห็นอะไร แล้วกำลังจะใช้ลูกแก้ว
ทันทีที่เขาเหยียบเข้าใกล้รอยแยก กระแสลมเย็นเยียบปะทะหน้า และในพริบตาเดียว รอยแยกดูดร่างฤทธาเข้าไป
"ฤทธา!" จิมมี่ะโสุดเสียง
ทหารอีกสองคนก็ใ แต่สายเกินไป ร่างของฤทธาหายวับไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา…
แล้วก็มีแสงเล็ก ๆ บินออกไป ในทางทิศของเขตแดนปีศาจ
ทิ้งไว้เพียงลมเย็นเยือก และร่องรอยบางเบาของพลังมิติที่ยังคงสั่นสะท้านในอากาศ
จบตอนที่ 41.