บทที่ 4
กายพร้อม ใจพร้อม หยกห้อยคอก็พร้อม!!!
เสียงครางและเสียงหอบหายใจเดี๋ยวหนัก เดี๋ยวเบา ของเด็กชายบนเตียงเรียกให้จินเฟยเทียนคนใหม่ตื่นจากภวังค์ความคิดของตนเอง
จินเฟยเทียนหันกลับมาสนใจเด็กชายบนเตียงอีกครั้งเขาเอื้อมมือไปจับเด็กชายให้นอนหงาย แต่เมื่อมือของเขาััโดนร่างกายของเด็กชาย มันก็ทำให้เขาไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป...
จินเฟยเทียนรีบเอื้อมมือไปหยิบผ้าสะอาดมาชุบน้ำในอ่างล้างหน้าแล้วบิดจนหมาดจากนั้นก็นำไปเช็ดตามหน้าตาและเนื้อตัวของหยางิเซียนวัยเยาว์ เมื่อเช็ดตัวเสร็จเขาจึงประคองอีกฝ่ายขึ้นมาพิงกับอกของตัวเองไว้จากนั้นเขาก็ยื่นมือไปรินน้ำใส่ถ้วยชา ก่อนจะนำมาป้อนให้เด็กชายอย่างช้าๆเพื่อเป็การระบายความร้อน แล้วเมื่อให้เด็กชายดื่มน้ำเสร็จแล้ว เขาจึงทำการเปลี่ยนชุดให้กับอีกฝ่ายด้วยเสื้อผ้าที่เขาค้นเจอในห้องและเมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จ เขาจึงประคองเด็กชายให้กลับลงไปนอนห่มผ้าเหมือนเดิม จากนั้นจินเฟยเทียนจึงเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศในห้องถ่ายเทได้สะดวกมากขึ้น
อาการของหยางิเซียนวัยเยาว์เริ่มดีขึ้นตามลำดับเมื่อเห็นดังนั้นจินเฟยเทียนจึงกลับมาดูแลร่างกายที่ตัวเองอาศัยอยู่บ้าง
เมื่อดูแลร่างกายของตัวเองเรียบร้อยแล้วจินเฟยเทียนก็กลับลงมานั่งบนเตียงแล้วมองไปที่ใบหน้าของเด็กชายที่ยังคงหลับไหลไม่ได้สติ
หยางิเซียนที่จินเฟยเทียนบรรยายเอาไว้ในนิยาย‘เป็ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงใบหน้าคมเข้ม ั์ตาเ้าชู้ แต่แฝงด้วยกลิ่นอายของบัณฑิต’
แต่เมื่อนำมาเทียบกับเด็กชายตรงหน้ายามนี้แม้อีกฝ่ายจะยังอยู่ในวัยเยาว์ แต่ใบหน้าของเด็กชายก็เริ่มมีเค้าโครงที่โตมาแล้ว...น่าจะหล่อเหลาเอาการแต่ร่างกายของเด็กชายตอนนี้มันช่างดูผอมบางเหมือนเด็กขาดสารอาหาร
เนื้อหาในนิยายก่อนที่หยางิเซียนจะได้มาเจอกับจินเฟยเทียนเด็กชายคนนี้ได้พบเจอกับเื่ราวที่หนักหนามาพอสมควร...
หยางิเซียนเดิมทีอาศัยอยู่กับบิดามารดา ที่หมู่บ้านแถบแนวชายแดน บิดาของเขาเป็ทหารลาดตระเวนซึ่งได้รับค่าตอบแทนเป็เบี้ยหวัดบิดาของเขาได้นำเบี้ยหวัดมาใช้เลี้ยงดูครอบครัว แล้วให้มารดาของเขามีหน้าที่อยู่ดูแลเรือนและมีหน้าที่อยู่ดูแลบุตรชายชีวิตของหยางิเซียนในตอนนั้นถือว่ายังอยู่ใน่ที่ดีมาก
จนกระทั้ง...เมื่อแคว้นฉินได้ทำการเปิดศึกระหว่างแคว้นฮ่องเต้แคว้นตงจึงสั่งให้ ‘แม่ทัพจินเฟยิ’ แม่ทัพใหญ่ของแคว้น จัดทัพลงไปประจำการชั่วคราวที่แนวชายแดน แล้วาระหว่างแคว้นที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นก็เริ่มทวีความรุนแรงและเริ่มยืดเยื้อ บิดาของหยางิเซียนจึงต้องเข้าร่วมต่อสู้ในศึกครั้งนั้นด้วยและด้วยความรุนแรงของาได้ทำให้บิดาของหยางิเซียนต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างในสนามรบบิดาของเขาได้กลายเป็คนพิการ เงินชดเชยที่ได้รับกับเงินเก็บที่มีอยู่...ก็ต้องนำออกมาใช้รักษาผู้เป็บิดามารดาของเขาจึงต้องออกไปหางานทำ จากนั้นหน้าที่ดูแลเรือนและหน้าที่ดูแลบิดา...จึงตกมาเป็หน้าที่ของหยางิเซียน
มารดาของหยางิเซียนได้เข้าไปทำงานเป็บ่าวรับใช้ฮูหยินเอกของท่านแม่ทัพใหญ่จินเฟยิที่ได้ติดตามผู้เป็สามีมายังชายแดนด้วย แรกเริ่มมารดาของเด็กชายหลังจากได้ออกไปทำงานอีกฝ่ายก็จะนำเงินและอาหารกลับมาให้หยางิเซียนกับผู้เป็สามีในทุกๆสามวันแต่พอนานวันเข้า...ครึ่งเดือนมารดาของเด็กชายถึงจะกลับมาหาเขาและผู้เป็บิดาหนึ่งครั้ง
และเมื่อาที่ยืดเยื้อได้จบลง...แคว้นตงเป็ฝ่ายที่ได้รับชัยชนะแม่ทัพใหญ่จินเฟยิจึงจัดเตรียมขบวนเพื่อพาครอบครัวและทหารบางส่วนเดินทางกลับไปยังเมืองหลวงและในวันที่ขบวนของท่านแม่ทัพใหญ่เดินทางออกจากชายแดน ก็เป็วันเดียวกันกับที่มารดาของหยางิเซียนได้แอบกลับมาเก็บเสื้อผ้าและพาตัวเองหนีออกไปจากเรือนโดยทิ้งบุตรชายและผู้เป็สามีเอาไว้...โดยไม่กลับมาเหลี่ยวแลอีกเลย
บิดาของหยางิเซียนเมื่อได้รับรู้เื่ที่ผู้เป็ภรรยาหนีออกจากเรือนบิดาของเขาก็เริ่มตรอมใจ ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมกินยา จนร่างกายทรุดโทรมลง...เพียงเวลาไม่ถึงเดือนบิดาของหยางิเซียนก็ได้สิ้นใจจากเขาไป
หยางิเซียนด้วยวัยเพียงแปดหนาวเมื่อไม่มีบิดาแล้วเขาจึงตัดสินใจออกเดินทางตามหาผู้เป็มารดา หยางิเซียนได้ขอร่วมเดินทางกับขบวนที่นำเสบียงมาส่งให้กับค่ายทหารที่ชายแดนแล้วกำลังจะเดินทางกลับเมืองหลวงและในระหว่างการเดินทางเด็กชายตัวน้อยก็คอยสอบถามว่ามีใครเคยเห็นหรือเคยพบเจอมารดาของเขาบ้างหรือไม่และเด็กชายตัวน้อยก็คอยสอบถามเส้นทางที่จะไปยังจวนแม่ทัพใหญ่จินเฟยิเอาไว้ด้วย
และเมื่อเข้าเขตเมืองหลวงหยางิเซียนก็ขอแยกตัวออกไปยังจวนแม่ทัพใหญ่จินเฟยิเพียงลำพัง แล้วเมื่อเด็กชายไปถึงจวนแม่ทัพ...เขาก็ต้องคว้าน้ำเหลวเพราะไม่มีผู้ใดรู้จักมารดาของเขาเลย แถมตัวเขาเองก็ยังทั้งถูกด่าและถูกไล่...ให้ออกไปให้ไกลจากจวนแม่ทัพด้วย
หยางิเซียนเมื่อตามหาผู้เป็มารดาของตนเองไม่เจอเด็กชายตัวน้อยก็ไม่รู้แล้วว่า...ยามนี้เขาควรจะต้องทำอย่างไรต่อ แล้วเขาจะกลับเรือนของตัวเองอย่างไรเพราะเขาก็ไม่รู้จักผู้ใดในเมืองหลวงแห่งนี้เลยเด็กชายตัวน้อยจึงทำได้เพียงออกเดินไปเรื่อยๆ และหวังแต่เพียงว่าเขาจะได้เจอผู้เป็มารดาเข้าสักวัน
และหลังจากวันนั้นหยางิเซียนก็ต้องใช้ชีวิตแบบอดมื้อกินมื้อเก็บเศษอาหารข้างทางกินบ้าง รอคนใจบุญหยิบยื่นเศษอาหารมาให้บ้าง ค่ำไหนนอนนั่นอาศัยเพียงชายคาเรือนของผู้อื่นบังแดด กันลมฝน และใช้หลับนอน จนเขามาสลบที่ข้างเรือนของหยงหม่า
นิสัยของหยางิเซียนในยามนี้ไม่ต่างอะไรจากเ้าลูกกวางตัวน้อยที่พลัดหลงออกจากฝูง...เพราะยามนี้เขาทั้งตื่นกลัวต่อสิ่งต่างๆรอบกาย ดีใจและเสียใจกับสิ่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ถ้ามีใครมาทำดีกับเขาแค่เพียงเล็กน้อยเขาก็พร้อมที่จะตอบแทนเป็เท่าตัว
จินเฟยเทียนเมื่อต้องมาเห็นตัวละครของตนเองที่ไม่ได้เป็เพียงแค่ตัวอักษรแต่กลับมีชีวิตจริงๆ แล้วต้องมาเผชิญกับอุปสรรคที่เขาเป็คนแต่ง มันก็ทำให้เขาอดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้เขารู้สึกเหมือนตัวเขาเป็ทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายชีวิตผู้อื่น...ด้วยมือของเขาเอง
จินเฟยเทียนก้มมองมือของตนเองและยามนี้เขาได้ข้อสรุปให้กับตัวเองแล้ว คือ...เขาจะทำตามเื่ราวที่ตัวเองแต่งเพื่อให้นิยายได้ดำเนินต่อไปตามที่มันควรจะเป็เขาถือว่ามันเป็ความรับผิดชอบของผู้แต่ง เป็การเคารพต่อบทบาทของตัวละครและที่สำคัญหากเขาตายจากที่นี่ เขาอาจจะได้กลับไปยังโลกของตนเองแต่ถ้าเขาตายแล้วตายเลย ก็ถือเสียว่า...เป็คราวซวยของเขาแล้วกัน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจินเฟยเทียนจึงขานรับแล้วหยงหม่าก็เดินถือถาดใส่สำรับของเขา และข้าวต้มกับยาของคนป่วยเข้ามาพร้อมกับมาแจ้งเื่ที่พวกเขาจะต้องออกเดินทางในวันพรุ่งนี้
ถึงจินเฟยเทียนจะรู้ดีว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นแต่เขาก็ทำได้เพียงตอบรับคำของหยงหม่าเท่านั้น
ในระหว่างที่จินเฟยเทียนนั่งรอหยงหม่าจัดวางสำรับให้เขาอยู่นั้นเขาก็คิดอะไรดีๆ ขึ้นมาได้ ในตอนที่เขาเปลี่ยนชุดของตนเอง เขาได้เจอกับถุงเงินของจินเฟยเทียนคนเก่าด้านในถุงนั้นมีเงินอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวเขาคงไม่มีโอกาสได้ใช้แล้ว ดังนั้นเขาควรจะมอบมันให้กับหยงหม่าและหยางิเซียนถือเสียว่าเป็สิ่งดีๆ ที่เขาพอจะทำก็ได้แล้วกัน
“อาหม่า เ้าช่วยนำเงินในถุงนี้ไปแบ่งเป็สองถุงเท่าๆ กัน โดยถุงหนึ่งให้เ้าเก็บเอาไว้กับตัวส่วนอีกถุงที่เหลือให้เ้านำกลับมาให้ข้า”หยงหม่าเมื่อได้ฟังสิ่งที่ผู้เป็นายสั่งก็เตรียมที่จะปฏิเสธ
แต่จินเฟยเทียนเมื่อเห็นสีหน้าของหยงหม่าเขาจึงรีบพูดต่อทันที“อาหม่าข้าไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้พวกเราจะต้องพบเจอกับอะไรบ้างแต่ข้าแค่อยากให้เ้ามีเงินพกติดตัวเอาไว้บ้าง เผื่อยามลำบากเ้าจะได้มีเงินไว้ใช้สอยและข้าก็ไม่อนุญาตให้เ้าโต้แย้งเพราะนี้คือคำสั่งของข้า”
หยงหม่าหลังจากฟังที่ผู้เป็นายกล่าวเขาก็รู้สึกซึ้งใจแม้ตัวเขาอยากจะโต้แย้ง แต่เมื่อเห็นแววตาเด็ดขาดของผู้เป็นาย เขาจึงได้แต่ยินยอมยื่นมือออกไปรับถุงเงินมาเท่านั้น
“คุณชายใหญ่ขอรับ บ่าวขอสัญญาว่าบ่าวจะดูแลและปกป้องคุณชายใหญ่ด้วยชีวิตจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคุณชายของบ่าวได้เลยขอรับ”หยงหม่าเอ่ยคำสัญญาต่อผู้เป็นายตน และเขาเองก็จะขอยึดมั่นในคำสัญญาของตนเองด้วย
จินเฟยเทียนเมื่อได้ฟังคำสัญญาของหยงหม่าและได้เห็นแววตาที่แสดงถึงความจงรักภักดีของอีกฝ่ายเขาจึงพยักหน้ารับและยิ้มให้กับคนตรงหน้า
“อาหม่า เ้าออกไปทำงานของเ้าต่อเถอะ ไม่ต้องมาคอยอยู่ดูแลข้าหรอก และหากงานเสร็จแล้วเ้าก็จงรีบกลับไปพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้เราต้องเดินทางกันอีกไกล ส่วนเื่เงินถ้าเ้าแบ่งเรียบร้อยแล้วค่อยเอาเข้ามาให้ข้าพร้อมกับสำรับ่เย็นเลยส่วนเื่ของเด็กคนนี้เดี๋ยวข้าจัดการต่อเอง”หยงหม่าแม้จะอยากอยู่ต่อ แต่คำสั่งของผู้เป็นายเขาไม่อาจขัด เมื่อจัดสำรับเสร็จหยงหม่าจึงได้แต่ถอยออกจากห้องผู้เป็นายไป
เมื่อหยงหม่าออกจากห้องไปแล้วจินเฟยเทียนจึงประคองหยางิเซียนขึ้นมาพิงกับอกของตัวเองอีกครั้งเพื่อป้อนข้าวต้มและเมื่อข้าวต้มคำแรกผ่านคอของเด็กชาย ก็เหมือนจะเรียกสติของเ้าตัวกลับคืนมาด้วย
หยางิเซียนเมื่อเริ่มรู้สึกตัว เขาก็ค่อยๆ ลืมตาของตนเองขึ้นมามองเด็กชายตรงหน้า...
จินเฟยเทียนเมื่อเห็นหยางิเซียนวัยเยาว์เริ่มรู้สึกตัวแล้วและอีกฝ่ายก็ทำท่าเหมือนจะพูดอะไร แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับแหบแห้งจนฟังไม่รู้เื่เขาจึงเอื้อมมือออกไปรินน้ำแล้วนำมาป้อนเด็กชายตรงหน้าทันที
“เด็กน้อยเ้าอย่าเพิ่งใช้เสียงตอนนี้เลย ยามนี้เ้าควรกินข้าว กินยาแล้วพักผ่อนให้มากๆ เสียก่อน ร่างกายของเ้าจะได้ฟื้นตัวจากนั้นเราค่อยมาพูดคุยกันดีหรือไม่” จินเฟยเทียนเอ่ยกับเด็กชายตรงหน้า
จากนั้นจินเฟยเทียนก็ค่อยๆป้อนข้าวและป้อนยาหยางิเซียนต่อ... อีกฝ่ายก็ให้ความร่วมมืออ้าปากรับของทุกอย่างที่เขาป้อนเป็อย่างดีแม้สายตาของเด็กชายจะคอยจ้องมองอยู่ที่ใบหน้าของจินเฟยเทียนอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
หลังจากป้อนข้าวป้อนยาคนป่วยเสร็จจินเฟยเทียนก็ประคองหยางิเซียนให้กลับลงไปนอนตามเดิม และผ่านไปได้ไม่นานเด็กชายตัวน้อยก็ผล็อยหลับไปเพราะฤทธิ์ยา
จินเฟยเทียนเมื่อเห็นหยางิเซียนหลับไปแล้วเขาจึงหันมาจัดการกับสำรับของตัวเองบ้าง เขาใช้เวลาเพียงไม่นาน อาหารในสำรับก็หมดลงและเมื่อหนังท้องตึง หนังตาของเขาก็เริ่มจะหย่อน จินเฟยเทียนจึงคิดจะกลับขึ้นไปนอน...
แต่ก่อนที่เขาจะนอนเขาขอเตรียมอะไรบางอย่างให้เสร็จเสียก่อน ด้วยเขาไม่รู้ว่าพรุ่งนี้นักฆ่าจะมาเวลาไหน ต้องโทษที่เขาไม่ได้ลงรายละเอียดตอนนี้ไว้ในนิยายแต่ยังไงเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อนก็คงไม่เสียหาย ในเมื่อเขาตัดสินใจแล้วว่า...จะสละชีวิตให้กับหยางิเซียนจึงมีของสำคัญชิ้นหนึ่งที่เขาจะต้องเตรียมเอาไว้ให้อีกฝ่าย นั่นก็คือ สร้อยหยก
จินเฟยเทียนยกมือขึ้นมาคลำหาสร้อยหยกที่คอของตนเองแล้วเขาก็พบกับสร้อยเงินที่มีจี้เป็หยก...รูปหยดน้ำห้อยอยู่
สร้อยหยกเส้นนี้จินเฟยเทียนได้รับมาจากมารดาของเขา ที่สั่งทำขึ้นมาเป็พิเศษให้เหมือนกันสองเส้นเส้นหนึ่งมารดาได้นำมามอบให้กับเขา ส่วนอีกเส้นมารดาได้มอบให้กับจินเฟยหลง
ด้วยสร้อยหยกเส้นนี้มีความสำคัญมากใน่ท้ายของเื่และในวันพรุ่งนี้มันจะต้องไปอยู่กับหยางิเซียน
ในนิยายเขาได้บรรยายเอาไว้ว่า...สร้อยหยกเส้นนี้จะขาดแล้วตกลงไปที่ตัวของหยางิเซียนตอนที่จินเฟยเทียนวิ่งเข้าไปรับคมดาบของนักฆ่าแทนหยางิเซียน จากนั้นหยางิเซียนจึงพกสร้อยหยกเส้นนี้เอาไว้กับตัวตลอดเวลา
‘แต่...สร้อยเส้นนี้มันค่อนข้างจะแข็งแรง หากตอนที่นักฆ่าฟันลงมาแล้วไม่โดนสร้อยล่ะ? หรือถ้าโดนสร้อยแล้วมันไม่ขาดล่ะ?’
‘งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน’
จินเฟยเทียนค่อยๆทำการอ้าตะขอของสร้อยออกเอาไว้ครึ่งหนึ่ง เผื่อตอนที่เขาโดนฟันแล้วเกิดเหตุสร้อยไม่ขาดเขาจะได้กระตุกแล้วโยนมันไปให้หยางิเซียนได้
“แค่นี้ก็เรียบร้อย”
‘เอาวะ! กายพร้อม ใจพร้อม หยกห้อยคอก็พร้อม พรุ่งนี้เป็ไงเป็กัน!’
เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยและสร้างความฮึกเหิมให้กับตัวเองแล้วด้วย...
จินเฟยเทียนจึงปีนขึ้นเตียงไปนอนหลับข้างหยางิเซียนทันที