“เ้านายของมิตาเองค่ะ วันนี้ขอเหมือนเดิมนะคะ” เธอตอบคำถามพร้อมกับสั่งเมนูเดิมเหมือนที่เคยทานเป็ประจำ
“เ้านายอะไรกัน ทำไมใจดีขนาดมาส่งถึงที่แบบนี้” แม่ค้ากระซิบถามพร้อมทำหน้าอยากรู้อยากเห็น
“พี่นกคะ นั่นเป็เ้านายของมิตาจริง ๆ ค่ะ”
“แล้วซื้ออะไรมาเยอะแยะเชียว” แม่ค้าชะเง้อคอมมองถุงหลายใบในมือของรมิตา
“ชุดทำงานน่ะค่ะ”
“ปรกติพี่เห็นเธอประหยัดจะตาย ทำไมวันนี้ถึงซื้อมาเยอะเชียว” รมิตานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พลางค่อย ๆ รับถุงน้ำเต้าหู้มา ก่อนที่แม่ค้าจะจับจ้องรอคำตอบด้วยความอยากรู้
“พอดีว่ามิตาไม่ได้เป็คนซื้อค่ะ เ้านายมิตาซื้อให้”
“ซื้อให้!” แม่ค้าถึงกับเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ ก่อนจะดึงมือหญิงสาวมานั่งยังโต๊ะหินอ่อนที่อยู่ใกล้ ๆ โดยปกติแล้วพี่นกเป็แม่ค้าน้ำเต้าหู้ ที่รมิตาคุ้นเคยเป็อย่างดี สมัยเรียนเธอมักจะได้น้ำเต้าหู้ฟรีจากพี่นกอยู่บ่อยครั้ง เป็มิตรภาพเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น จนทำให้เธอวางใจพี่นกอยู่ไม่น้อย
“มานั่งตรงนี้เลย ไหนลองพูดกับพี่อีกทีสิ ว่าเสื้อผ้าพวกนี้ได้มายังไง” อีกฝ่ายจับจ้องรมิตาด้วยดวงตาเบิกกว้าง ก่อนที่หญิงสาวจะอึกอักเล็กน้อย
“ชุดทำงานพวกนี้ เ้านายของมิตาเป็คนซื้อให้ค่ะ”
“นั่นไง ว่าแล้วเชียว” แม่ค้าตบไปที่โต๊ะหนึ่งที แล้วอุทานออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“อะไรเหรอคะ” รมิตาถามอย่างสงสัย
“ก็จะอะไรล่ะ พี่ว่านะ เ้านายของมิตาดูแปลก ๆ มีที่ไหนทำงานวันเดียว พาไปซื้อเสื้อผ้า พามาส่งกลับห้อง พี่ว่ามันแปลก” หญิงกลางคนหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมายังหญิงสาว แล้วทำเหมือนนึกบางอย่างได้
“เดี๋ยวนะ เขาได้พาไปทานข้าวด้วยไหม” รมิตาพยักหน้าขึ้นลงช้า ๆ ยอมรับตามความเป็จริง ก่อนที่มือของแม่ค้าน้ำเต้าหู้จะคว้าแขนเธอไว้แน่นพร้อมดวงตาเป็ประกาย
“พี่ว่า เขาต้องชอบมิตาแน่ ๆ” รมิตาเบิกตากว้าง แล้วส่ายศีรษะไปมา
“คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ” เธอรีบปฏิเสธ ก่อนที่พี่นกจะกำแขนเธอแน่น
“พี่ว่าใช่ ไม่เชื่อก็คอยดู เขาจะหาเื่มาส่งมิตาเรื่อย ๆ พนันกับพี่ไหมล่ะ ว่าวันพรุ่งนี้เขาก็จะหาเื่มาส่งมิตาอีก คอยดูสิ” คำพูดของแม่ค้าน้ำเต้าหู้ดังก้องอยู่ให้ศีรษะ มือบางค่อย ๆ ไขกุญแจห้องเข้าไป ก่อนที่เธอจะหมดแรง แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงสีสดใส พร้อมกับหวนนึกถึงใบหน้าอ่อนโยนของนคินทร์
ความเดียงสาของรมิตา ทำให้ชายหนุ่มปล่อยยิ้มออกมาอย่างคนมีแผนการ ภายในรถคันหรูของเขามุ่งตรงกลับไปยังบริษัทเพื่อสะสางงานที่ค้างเอาไว้ เพียงก้าวเท้าเข้ามาในห้องเท่านั้น เขาต้องผงะ เมื่อเจอบิดานั่งรออยู่บนโซฟาด้วยสีหน้าราบเรียบ
“คุณพ่อ” นคินทร์เผลออุทานออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เข้ามาห้องผม มีธุระอะไรครับ”
“วันนี้ เห็นเลขาคนเก่าของนายบอกฉันว่า นายออกไปกับเลขาคนใหม่ทั้งวัน แล้วทำไมกลับมาคนเดียวล่ะ พนักงานใหม่ของนายไม่มาด้วยเหรอ” นคินทร์อึกอักเล็กน้อย ก่อนจะปั้นหน้ายิ้ม แล้วเดินกลับมานั่งยังที่ประจำของเขาด้วยท่าทางไม่สะท้าน
“ผมไปส่งริตากลับบ้านแล้วล่ะ”
“ไปส่ง” ศิวกรเลิกคิ้วถามลูกชาย
“ั้แ่ฉันทำงานมาจนหัวงอก ยังไม่เคยเห็นระดับผู้บริหารคนไหน ใส่ใจพนักงาน จนกระทั่งต้องไปส่งกลับบ้านด้วยตัวเองเลยนะ” นคินทร์เอนกายพิงเก้าอี้ แล้วจับจ้องมายังผู้เป็บิดา
“พ่อจับผิดผมเหรอ”
“เปล่า”
“ธุระของพ่อคือไร”
“ฉันแค่จะมาคุยกับนาย”
“ถ้าเป็เื่ของโยธิน ผมไม่ฟัง”
“ไม่ใช่” ผู้เป็บิดาปฏิเสธพร้อมกับลุกขึ้น แล้วเดินตรงมายังลูกชายพร้อมกับสายตาจริงจัง
“นายรู้ใช่ไหม ว่าบริษัทของฉันมีนายคนเดียวที่เป็ผู้สืบทอด ดังนั้นแล้วสิ่งที่ฉัน้า ก็คือให้นายตั้งใจบริหารบริษัทนี้อย่างเต็มที่ อย่าได้ไปซุกหัวอยู่ต่างประเทศแล้วไม่ยอมกลับเหมือนที่ผ่านมา นายสนใจหนูรมิตามากใช่ไหม” สายตาของผู้เป็บิดาทอดมองลูกชาย ก่อนที่เขาจะเบี่ยงหน้าไปทางอื่น
“เปล่าหนิครับ”
“อย่ามาปากแข็ง ฉันไปเค้นเอาความจริงจากนุวัตรมาหมดแล้ว นายเป็คนให้นุวัตรไปติดต่อผู้หญิงคนนี้มา แล้วนายก็เขี่ยเลขาที่เก่งที่สุดออกไป เพื่อให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ใกล้ๆ นาย อย่างนี้ยังจะมาปากแข็ง บอกว่าไม่สนใจอีกเหรอ” นคินทร์ค่อย ๆ เลื่อนสายตากลับมายังบิดาของเขา ก่อนที่ชายกลางคนจะถอนหายใจแล้วพูดบางอย่างออกมา
“นคินทร์ ถ้านายจะชอบหนูรมิตาจริง ฉันจะไม่ห้าม ฉันรับปากนายแล้วไงว่าจะไม่ห้ามอะไรทั้งนั้น กลับกันฉันยินดีจะจัดงานแต่งอย่างยิ่งใหญ่เพื่อนาย แลกกับ...”
“แลกกับไม่ให้ผมไปเมืองนอกอีก งั้นเหรอครับ” ยังไม่ทันที่ชายกลางคนพูดจบ เขาก็สวนขึ้นอย่างรู้ทัน
“ถูกต้อง ฉัน้าให้นายแต่งงานมีครอบครัว และอยู่ที่ไทย ไม่ใช่เหมือนแฟนเก่าของนาย ที่ดึงตัวนายไว้ไม่ยอมให้กลับมาไทย แบบนั้นฉันไม่เอา”
“พ่อไม่ต้องห่วง ผมไม่มีวันกลับไปที่นั่นอีก ส่วนเื่ของมิตา ถ้าผมพร้อมจะแต่งงานกับเธอเมื่อไหร่ ผมจะบอกพ่อเป็คนแรก”