จางเฟยอีสตรีผู้พลิกชะตา (มี E-book)

    เช่าที่ดิน

            “เก็บเสื้อผ้าใส่ตะกร้าพวกนี้ไป สิ่งของอะไรที่จำเป็นต้องเอาไปก็เก็บไปด้วย  จานชามที่ทิ้งอยู่กับพื้นพวกนั้นก็เก็บเอาไปล้างให้หมด เวลาพวกเจ้ากลับมาค่อยเอามาด้วยทีหลัง” นางส่งตะกร้าให้พวกเขาคนละใบ ส่วนตัวนางก็ไปม้วนเอาผ้าปูที่นอนและผ้าห่มของพวกเขาออกมา  


            “พี่สาว พวกเรามีข้าวกับมันเทศเหลืออยู่ ข้ายกไปบ้านท่านให้หมดเลยนะขอรับ” เฉิงลู่ฉีร้องถาม เมื่อเขาเก็บเสื้อผ้ามาจนหมดแล้ว


            “อืม..เอาไปด้วยก็ดี เอาไว้ที่นี่ก็จะมีหนูมีแมลงมาเจาะกินไปเสียหมดก่อน  ถึงพวกเจ้าจะย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง ก็เดินไปกินข้าวบ้านข้าได้เหมือนกัน” 



            จางเฟยอีคิดเช่นนั้นจริงๆ ให้เด็กๆ อยู่ที่บ้านนางตลอดไปไม่ได้ เฉิงซีห่าวอายุ 11 ปีแล้ว อีกไม่นานก็จะโตเป็นหนุ่ม อย่างไรไปอยู่บ้านสามที่มีนางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนนั้นย่อมเหมาะ  แต่นางก็ไม่คิดจะปล่อยพวกเขาไปตามยถากรรมเช่นเดิม อย่างน้อยต่อไปพวกเขาก็มาช่วยนางปลูกผักได้ นางจะทำอาหารให้เป็นค่าตอบแทนก็คงไม่มีใครคัดค้าน

     

            

            กลับมาถึงบ้านนางก็สั่งให้เด็กๆ ออกไปหาผักป่าแถวลำธารดูอีกครั้ง และไม่ลืมย้ำไม่ให้พวกเขาเดินไปบนใบไม้แห้งที่สุมอยู่หนาๆ และให้ถือไม้ตีไล่งูไปตลอดทาง  แม้จะเป็นห่วงอยู่บ้างแต่นี่ก็เป็นวิถีชีวิตจริงที่พวกเขาจะต้องเผชิญ  และนางก็มีเหตุผลที่ต้องการแยกพวกเขาออกไป เฉิงซีห่าวนั้นยังไปไหนไม่ได้ และเขาก็กลับไปนอนพักอยู่ที่ห้องแล้ว จึงไม่ต้องเป็นห่วงทางเขา


            นางเข้าไปในห้องพักของตนเอง เอาเครื่องซักผ้าจากบ้านในมิติออกมา  ลากสายไฟออกมาต่อไฟฟ้าเข้าไปแล้วจัดการเอาผ้าเหม็นหึ่งของเด็กบ้านเฉิงลงไปซักทีละกอง  



            “ครั้งนี้ครั้งเดียวพอนะ ที่ฉันจะซักผ้าให้พวกเจ้าเด็กน้อยพวกนี้ ต่อไปต้องสอนให้เขาซักผ้ากันเองบ้างแล้ว แต่ผ้าบ้านเฉิงนี่มันสกปรกเหลือทนจริงๆ หากไม่ใช้เครื่องซักผ้ากว่าจะซักให้สะอาดได้ฉันต้องขาดใจตายก่อนแน่ๆ” นางคิดอยู่ในใจ


            นายพรานผู้นี้คงจะหาเงินง่ายอยู่พอควร เขาซักผ้าไม่เป็นก็อาศัยซื้อให้มากหน่อย ทำไร่ทำนาไม่เป็นก็ซื้อข้าวซื้อมันเทศมาเก็บไว้มากหน่อย ดูเหมือนเด็กๆ จะไม่ได้อดอยากหรือลำบากอะไรมากนักเพียงแต่ขาดการดูแลเอาใจใส่ อย่างที่เด็กในวัยพวกเขาควรจะได้รับไปเท่านั้น  ยังดีที่เด็กทั้งสองยังพูดจาสุภาพ การกินแม้ทีแรกจะตะกละตะกลามไปด้วยความหิวไปอยู่บ้าง  แต่หลังจากนั้นนางก็เห็นว่าพวกเขามีมารยาทบนโต๊ะอาหารพอสมควร


            เมื่อเอาผ้าออกไปตากนางจึงได้พบว่าเด็กทั้งสองคนมีเสื้อผ้าคนละ 6 ชุดเลยทีเดียว ในนี้มีเสื้อผ้าของพี่ใหญ่ของพวกเขารวมอยู่ด้วย แต่นางกลับเห็นว่ามีเพียงแค่ 2 ชุด  แต่ละชุดมีรอยขาดเล็กบ้างใหญ่บ้างอยู่ทั่วไปหมด  ต่างจากของเด็กชายทั้งสองที่เสื้อผ้ายังคงอยู่ในสภาพดี เพียงแค่สกปรกมากเท่านั้น  ผ้าห่มและผ้าปูที่นอนอย่างละสามชุดนางก็จัดการซักตากไว้ให้เรียบร้อย


            ……….

     


            จางเฟยอีใช้เวลาห้าวันในการทำความสะอาดบ้านสกุลเฉิงกับเด็กชายทั้งสี่คนจนสะอาดหมดจด  เฉิงฉีห่าวนั้นลุกขึ้นมาช่วยทำงานได้ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนแล้ว  เด็กทั้งสี่คนช่วยกันดูแลรดน้ำแปลงผักเป็นอย่างดี  หญ้ารอบแปลงผักต้นเล็กต้นน้อยพวกเขาก็ถอนมันออกจนหมด  ผักก็เจริญเติบโตไม่มีต้นไหนตายเลยสักต้น  


            ตั้งแต่วันนี้ไปเด็กชายสองคนต้องกลับมาอยู่ที่บ้านของตนเอง หัวหน้าหมู่บ้านและจางอู่เกินมาเยี่ยมพวกเขาแล้วครั้งหนึ่ง และได้บอกกับเด็กๆ ว่าเนื้อที่บ้านของเขานั้นมีทั้งหมด 4 หมู่ ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ติดกับที่ดินของบ้านสามสกุลจาง และยังพาคนมาช่วยขุดหลุมลงเสาไม้ เพื่อบอกเขตที่ดินของพวกเขาให้เด็กๆ ได้รับรู้อีกด้วย  


            วันนี้หัวหน้าหมู่บ้านรู้ว่าเด็กทั้งสองเตรียมตัวที่จะกลับมาอยู่บ้านตนเองแล้ว จึงมาหาพวกเขาอีกครั้ง และไถ่ถามพวกเขาว่าจะใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างไร

     


            “ข้ามั่นใจว่าพี่ใหญ่จะต้องกลับมาอย่างแน่นอนขอรับ  ระหว่างนี้ข้าจะออกไปรับจ้างทำงานแลกค่าแรงในเมือง ส่วนน้องชายข้าจะขอฝากพี่สาวเฟยอีให้ช่วยดูแลไปก่อน ข้าจะส่งเงินค่าอาหารมาให้นางเองขอรับ” เฉิงซีห่าวบอกความต้องการของตนเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาคิดมาหลายวันแล้วว่าเขาต้องออกไปทำงาน จะหวังพึ่งพี่สาวเฟยอีเพียงลำพังคงไม่ได้ แค่เพียงขอฝากน้องชายเอาไว้เขาก็เกรงใจมากพออยู่แล้ว


            เฉิงลู่ฉีได้ยินก็หน้าซีดขึ้นมาทันที พี่ใหญ่ออกจากบ้านไป แล้วไม่กลับมาคนหนึ่งก็แล้ว หากพี่รองไม่กลับบ้านมาอีกคนเล่า เขาจะทำเช่นไร  เขาคิดไปตัวก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ น้ำตาก็พาลจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ


            จางเฟยอีที่มองเด็กสองคนอยู่เห็นอากัปกิริยาของเด็กทั้งคู่อย่างชัดเจน นางดูแลเด็กชายทั้งสองมาหลายวันก็รู้สึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อย และนางก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่ทอดทิ้งพวกเขา จึงเอ่ยแทรกออกมา

     


            “ท่านลุงชุ่ย (หัวหน้าหมู่บ้าน) เวลานี้ข้าคิดจะปลูกผักไว้ขายและเก็บไว้กินก่อนช่วงฤดูหนาว บ่อน้ำบ้านข้ายังมีน้ำอยู่อีกมากพอที่จะเพาะปลูกเพิ่มได้อีก  ที่นาของข้าเองก็ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวข้าวสาลีออกไป เช่นนั้นข้าคิดจะเช่าที่ดินของบ้านสกุลเฉิงทำแปลงเพาะปลูกผักเพิ่มขึ้นมาอีกเจ้าค่ะ   เด็กทั้งสองคนก็จะมีรายได้จากค่าเช่าที่ดิน เรื่องอาหารการกินข้าจะดูแลพวกเขาเองและให้พวกเขามาช่วยงานในแปลงผักเป็นการตอบแทนจะได้หรือไม่เจ้าคะ”


            เงินที่ได้จากการขายมันหวานและหัวไชเท้าของนาง ท่านลุงทั้งสองได้นำมามอบให้ไว้จนครบถ้วนหมดแล้ว รวมกับเงินที่เหลือเดิมอยู่เวลานี้นางมีเงิน 3 ตำลึงเศษ จึงคิดว่าการขยายพื้นที่เพาะปลูกผักนั้นนางน่าจะทำได้

     



            ชุ่ยตงนั้นคิดอยากจะฝากฝังเด็กทั้งสองกับจางเฟยอีอยู่แล้ว หลายวันที่ผ่านมาเขาเห็นว่าเด็กๆ อยู่กันอย่างมีความสุข จางเฟยอีมีความสามารถในการเลี้ยงดูเด็กๆ ได้ดี เด็กชายทั้งสี่คนสุภาพเรียบร้อย เชื่อฟังเป็นอย่างยิ่ง  ติดอยู่แค่ว่าจะนำภาระไปให้บ้านสามสกุลจางเพียงเท่านั้น 


            เมื่อได้ยินว่าจางเฟยอีคิดจะเช่าที่ดินทำการปลูกผักเพิ่ม ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เด็กทั้งสองจะได้มีรายได้มีที่พึ่งพิง มีคนคอยสั่งสอนไม่ให้กลายเป็นคนดุร้ายเช่นพี่ชายของพวกเขา ก็จะไม่มาสร้างปัญหาให้คนในหมู่บ้านในภายหลังได้  เขาย่อมเห็นควรด้วยเป็นอย่างมาก



            “ข้าเห็นด้วยนะ ค่าเช่าที่ดินเพาะปลูกในหมู่บ้านเราคิดเป็นผลผลิตสองส่วน  ค่าใช้จ่ายเมล็ดพันธุ์ ค่าแรงงานบ้านสามต้องจ่ายเองทั้งหมด ขายผลผลิตได้เท่าไรก็แบ่งให้เจ้าของที่ดินสองส่วน หากเจ้าทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมกัน ข้าก็จะออกหนังสือสัญญาให้”


            จางเฟยอีนั้นดีใจมาก นางไม่รู้ว่าการเช่าที่ดินจะสามารถจ่ายเป็นผลผลิตได้ด้วยทั้งยังรอให้เก็บเกี่ยวแล้วค่อยจ่าย เช่นนี้เงินของนางที่มีอยู่ก็จะพอจ่ายค่าแรง จ้างคนมาช่วยอย่างแน่นอน จึงตอบตกลงทันที


            เฉิงซีห่าวกับเฉิงลู่ฉีนั้นยิ่งแล้วใหญ่ พยักหน้าตามคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านชุ่ยทุกประโยคมาตั้งแต่ต้นจนจบ 


            “ข้าก็ตกลงเช่นกันขอรับ” ซีห่าวงฉีกยิ้มเบิกบานจนแก้มแทบแตก เขาจะได้อยู่กับน้องชายต่อไป อาหารการกินก็มีทางออก  ยิ่งมีพี่สาวคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ เท่านี้เขาก็อุ่นใจแล้ว 

     


            ตกลงกันได้เช่นนี้หัวหน้าหมู่บ้านก็กลับไปจัดการทำหนังสือสัญญาเช่าให้ทั้งสองฝ่าย โดยมีจางอู่เกินและชาวบ้านอีกสองคนเป็นพยานให้

    ถึงแม้จะตกลงเรื่องเช่าที่ดินและการเลี้ยงดูเด็กๆ ได้สำเร็จ แต่อย่างไรเด็กบ้านเฉิงทั้งสองคนก็ต้องย้ายกลับไปบ้านของตนอยู่ดี จางเฟยอีเตรียมอ่างไม้ ตะกร้า ไห และของใช้ที่เหมาะสมให้พวกเขานำกลับไปด้วย  จานชามผ้าห่มทุกสิ่งทุกอย่างสะอาดสะอ้านหมดจด 


            เด็กทั้งสี่คนก็ช่วยกันขนของกลับไปที่บ้านสกุลเฉิงกันอย่างร่าเริง   พวกเขาไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิดที่ต้องกลับไปนอนบ้านของตนเอง  เพราะอย่างไรพรุ่งนี้เช้าเขาก็วิ่งไปบ้านพี่สาวได้อีกครั้ง