ตอนที่ 50 เวลาจวนใกล้หมดแล้ว
“อะไรดี? ตอนนี้เล่าให้ฟังก็ยังไม่สาย!”
“สถานีตำรวจของเรามีตำแหน่งพนักงานชั่วคราวว่างอยู่ฉันกำลังคิดว่าจะถามเธออยู่พอดีว่าสนใจไหม”
เมื่อหานชีเยวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ช่างเป็นเรื่องที่ดีมากจริงเชียว!
“จริงหรือ?”
“เธอมีงานทำแล้วไม่ใช่เหรอ?” อู๋เจี่ยฟั่งพูดอย่างหมดสนุก
ก่อนหน้านี้เหล่าลู่บอกให้เขาช่วยดูแลหานชีเยวี่ยเขาจึงคิดหาทางจนได้สิทธิ์มา ใครจะไปรู้ว่าแม่สาวน้อยคนนี้จะได้งานพนักงานชั่วคราวในโรงงานทอฝ้ายได้เอง
“ตำแหน่งของฉันไม่ใช่งานเป็นทางการแม้แต่พนักงานชั่วคราวก็ยังไม่ใช่ แต่พอคิดดูอีกทีฉันคิดว่างานตำรวจไม่เหมาะกับฉัน แต่มันเหมาะกับพี่สามของฉันค่ะ! ”
หานชีเยวี่ยคิดถึงหานซานหยางเป็นคนแรกหานเซี่ยงหยางชอบเรียนหนังสือ หากมีโอกาสสอบเกาเข่า เขาควรต้องคว้าโอกาสนั้นไว้หานซวงหยางไปเป็นทหารแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องการโอกาสนี้ส่วนหานซานหยางไม่ชอบเรียนหนังสือ ปกติอยู่บ้านก็ชอบฝึกศิลปะการต่อสู้เป็นตำรวจก็น่าจะเหมาะ
“ย่อมได้! งั้นเธอกลองกลับไปถามที่บ้านดูก่อนละกันยังไงสิทธิ์นี้ ฉันก็จะให้เธอหรือคนที่เธอแนะนำเป็นคนแรกอยู่แล้ว”อู๋เจี่ยฟั่งไม่ได้สนว่าหานชีเยวี่ยจะมาทำงานเองหรือว่าหานชีเยวี่ยจะให้คนในครอบครัวของเธอมาทำ
“ขอบคุณมากจริงๆค่ะ หัวหน้าอู๋ของพวกนี้คุณรับไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยววันหลังฉันจะหาของดีๆ มาขอบคุณคุณอีกที”หานชีเยวี่ยหยิบไข่ไก่และเห็ดในกระบุงออกมา วางไว้บนโต๊ะของอู๋เจี่ยฟั่ง
“ทั้งหมดนี่เท่าไหร่ก็บอกมาได้เลยอย่าเกรงใจฉันมากขนาดนั้นเลย! ” อู๋เจี่ยฟั่งแสดงท่าทางเต็มใจจะจ่ายเงินทันที
หานชีเยวี่ยจะรับเงินของอู๋เจี่ยฟั่งได้อย่างไร
“หัวหน้าอู๋คุณช่วยเหลือครอบครัวเรามากขนาดนี้ ของเล็กน้อยแค่นี้ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ!”
ถ้าเป็นข้างนอกแค่ขายตำแหน่งพนักงานชั่วคราวในสถานีตำรวจต่อก็ได้หลายร้อยหยวนแล้วอู๋เจี่ยฟั่งช่วยเหลือพวกเธอมากจริงๆบางทีเขาอาจจะเป็นการติดหนี้บุญคุณใครอยู่ก็ได้ความจริงการได้ตำแหน่งพนักงานชั่วคราวในสถานีตำรวจนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
อู๋เจี่ยฟั่งไม่ได้ปฏิเสธเขาหยิบห่อใหญ่ใบหนึ่งออกมาให้หานชีเยวี่ยพร้อมกล่าวว่า“ของพวกนี้ฉันเตรียมไว้ให้คุณปู่กับคุณย่าลู่ ฝากรบกวนเธอเอาไปให้ด้วยนะ”
หานชีเยวี่ยพยักหน้ารับอู๋เจี่ยฟั่งแสดงเจตนาชัดเจนว่าที่เขาช่วยเธอเพราะเธอคอยดูแลคุณปู่คุณย่าลู่
“หัวหน้าอู๋ วางใจเถอะค่ะตราบใดที่บ้านฉันยังมีกิน คุณปู่คุณย่าลู่ก็จะไม่มีวันอดอยากแน่นอน!”
ในเรื่องนี้ อู๋เจี่ยฟั่งไม่เคยสงสัยเลยเพราะคนที่ลู่เจี่ยหมิงไว้ใจได้ ย่อมเป็นคนที่เชื่อใจได้ลู่เจี่ยหมิงคนนี้มองคนไม่เคยพลาด และเขาจะไม่มีวันมองพลาดเลยเป็นแน่
เพราะคิดเรื่องงานของหานซานหยางพอออกจากสถานีตำรวจ หานชีเยวี่ยก็รีบตรงกลับบ้านทันที เธอรีบเร่งมาตลอดทางตอนที่หานชีเยวี่ยกลับถึงชุมชน พระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำแล้ว มองจากไกลๆหานชีเยวี่ยเห็นพระอาทิตย์ตกที่แสนอบอุ่น ควันไฟลอยคลุ้งขึ้นมาจากบ้านดินหลังเล็กๆของเธอเอง
ในวินาทีนั้นหานชีเยวี่ยรู้สึกถึงความอบอุ่นและความสุขสงบ
เธอจู่ๆก็รู้สึกตัวว่าตั้งแต่กลับมาเกิดใหม่เธอมัวแต่ยุ่งจนไม่มีเวลาได้สัมผัสถึงบรรยากาศอบอุ่นของครอบครัวเลยโชคดีที่วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล เธอยังมีเวลาอยู่กับครอบครัวอีกมาก
หานชีเยวี่ยอมยิ้ม เดินเข้าไปในลานบ้าน
ภายในครัว ย่าเฒ่าหานสวมเสื้อม่อฮ่อมสีครามกำลังง่วนอยู่กับการผัดอาหารในกระทะใบใหญ่ ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมเติมฟืนเข้าไปในเตากลิ่นหอมของอาหารอบอวลไปทั่วลานบ้านนั่นคือกลิ่นอายความอบอุ่นของบ้านที่คุ้นเคยใบหน้าของหานชีเยวี่ยเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงใจและความสุขราวกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตหยุดนิ่งอยู่ที่วินาทีนี้เมื่อย่าเฒ่าหานเห็นหลานสาวสุดที่รักยืนอยู่หน้าครัวรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ทีี่เต็มไปด้วยริ้วรอย
“ชีเยวี่ยกลับมาแล้วเหรอข้าวใกล้จะเสร็จแล้ว”
“คุณย่า หนูช่วยนะคะ!”หานชีเยวี่ยเดินเข้าไป กำลังจะช่วยย่าเฒ่าหานก่อไฟ
ย่าเฒ่าหานรีบบอกว่า “ไม่ต้องยุ่งหรอกใกล้จะเสร็จแล้ว ไปพักสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวก็ได้กินข้าวแล้ว”
เมื่อหานชีเยวี่ยเห็นว่าอาหารใกล้จะเสร็จแล้วจึงไม่ได้ดื้อดึงอะไร เพียงแค่ไปหยิบชามตะเกียบออกมาจากตู้
“คุณย่า งั้นหนูไปจัดโต๊ะนะคะดูท่าจะใกล้เวลาเลิกงานกันแล้ว เดี๋ยวคุณลุงกับพ่อก็คงใกล้กลับมาแล้ว”
“ได้จ๊ะ! ”ย่าเฒ่าหานเช็ดเหงื่อที่หน้าผากแล้วลงมือทำอาหารต่อ
ไม่นาน คนอื่นๆในครอบครัวหานก็เลิกงานกลับมา
“ลุงคะ ป้าคะ รีบไปล้างมือกันก่อนค่ะหนูตักน้ำใส่กะละมังไว้ให้แล้ว”
ทุกคนในครอบครัวพูดคุยกันอย่างสนุกสนานแล้วก็ทยอยกันไปล้างมือ ฉู่เจี้ยนกั๋วเห็นบรรยากาศภาพครอบครัวหานเช่นนี้หากไม่พูดว่าอิจฉาเลยก็คงดูโกหกเกินไป
จริงๆ แล้วฐานะทางบ้านของเขาค่อนข้างดีแต่กลับไม่อบอุ่นสบายใจเหมือนบ้านหาน บางครั้งบางคราเขาก็รู้สึกอิจฉาสมาชิกครอบครัวหานมากจริงๆ
ถึงแม้ว่าชีวิตจะลำบากยากจนเสื้อผ้าขาดวิ่นเต็มไปด้วยรอยปะชุน แต่ทุกคนต่างมีรอยยิ้มที่จริงใจบนใบหน้าทุกคนต่างพยายามอย่างหนักเพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นอาหารของพวกเขาอาจจะเรียบง่าย แต่ทำด้วยใจ นี่อาจเป็นสิ่งที่ผู้คนมักเรียกว่า"ความสงบสุขในชีวิต" เขาอยู่ที่นี่มาหลายปีเพิ่งจะได้รู้จักชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุขในช่วงไม่กี่วันมานี้เอง
“สหายฉู่ กินข้าวเร็วเข้า ทำไมถึงเหม่อล่ะ?”
พ่อหานเห็นฉู่เจี้ยนกั๋วมองไปทางครัวอย่างเหม่อลอยจึงอดไม่ไหวต้องสะกิดเขาสักที
ฉู่เจี้ยนกั๋วได้สติกลับมารีบยิ้มแล้วพูดว่า “คิดอะไรอยู่หน่อยน่ะครับ คุณลุง ขอโทษนะครับ”
ลุงหานไม่ได้ถือสาอะไรเขายิ้มอย่างใจดีแล้วพูดว่า “กินข้าวเร็วเข้า เดี๋ยวพวกเธอยังต้องเรียนหนังสืออีก”
ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วงช่วงกลางวันสั้นลงเรื่อยๆ พอกินข้าวเสร็จฟ้าก็มืดแล้วหากไม่รีบจนหมดเวลาแล้วคงไม่ดีนัก
“คุณลุงผมคิดว่าบ้านเราควรจะติดตั้งไฟฟ้าครับ จะได้เรียนหนังสือตอนกลางคืนได้”
ชุมชนเพิ่งจะมีไฟฟ้าเข้ามาไม่กี่วันก่อนแต่ครอบครัวที่ยอมเสียเงินติดตั้งไฟฟ้ามีไม่มากในชุมชนมีเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่ติดตั้งไฟฟ้า แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้ส่วนใหญ่พอฟ้ามืดก็นอนกันหมด
“ถ้าติดตั้งไฟฟ้าเพื่อให้พวกหลานเรียนหนังสือเกรงว่าคนแถวนี้จะมาแอบขอใช้ไฟฟรี เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าถ้าไม่ให้เข้าก็ไม่ได้ให้เข้าก็ไม่ดี” ย่าเฒ่าหานพูดอย่างลังเล
เรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาก่อนตอนแรกเริ่มเดิมทีมีไม่กี่ครอบครัวในชุมชนติดตั้งไฟฟ้า พอตกกลางคืนในบ้านก็เต็มไปด้วยผู้คน พอเจ้าของบ้านจะนอนก็ยังไม่ยอมกลับสุดท้ายครอบครัวนั้นก็เลยต้องถอดหลอดไฟออก ถึงจะสงบลงแต่ก็ไม่วายโดนคนในชุมชนนินทาว่าเป็นพวกขี้เหนียว
ย่าเฒ่าหานไม่อยากโดนคนนินทาเพราะเรื่องนี้
“ย่าจ๊ะพอถึงเวลาเดี๋ยวเราก็กำหนดกฎไว้เลย ใครจะมาใช้ไฟด้วยย่อมไม่มีปัญหาแต่มีข้อแม้ว่าห้ามเอาไปพูด” หานชีเยวี่ยพูดพร้อมรอยยิ้ม“บางเรื่องพูดกันไว้ก่อนดีกว่าพูดทีหลังค่ะ ถ้าเราพูดกันชัดเจนแล้วใครยังไม่ทำตามกฎ ก็อย่ามาโทษเรา”
ในใจย่าเฒ่าหานยังคงกังวลที่จริงถ้าคนในชุมชนทำตามกฎได้ ก็คงจะดี แต่เกรงว่าพอถึงตอนนั้น กฎอะไรก็คงลืมหมด
“ย่า ไม่ต้องกังวลนะคะเดี๋ยวเรื่องนี้หนูจัดการเองค่ะ”
หานชีเยวี่ยกังวลเรื่องเดียวกันกับย่าเฒ่าหานแต่เธอคิดว่าไม่สามารถหยุดกินเพราะจะสำลัก [1] ได้
จะไม่เรียนหนังสือเพราะกลัวคนอื่นมารบกวนงั้นเหรอ?เวลาจวนใกล้หมดแล้ว ต้องรีบคว้าทุกเวลานาทีไว้ถึงจะถูก
เชิงอรรถ
[1] 因噎废食หยุดกินเพราะจะสำลักเป็นสำนวนจีน หมายถึง หยุดทำเมื่อพบเจอปัญหา