บทที่ 25 ชุมนุมอัจฉริยะ
สายตาหลายสิบคู่ส่วนใหญ่จับจ้องไปยังซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวฐานการฝึกฝนของพวกเขาดึงดูดใจผู้คนมากมายสำหรับเย่อู๋เชวียผู้ซึ่งเพิ่งมาถึงขอบเขตเริ่มต้นของอาณาจักรวีรชนย่อมถูกผู้คนเพิกเฉยอย่างเห็นได้ชัด
เย่อู๋เชวียมองไปรอบๆ และตระหนักว่าสายตาหลายสิบคู่เหล่านี้ล้วนมาจากอัจฉริยะรุ่นเยาว์ซึ่งเป็ตัวแทนของเมืองใหญ่ๆที่เข้าร่วมในการต่อสู้ของสมรภูมิร้อยเมือง พวกเขามีทั้งชายและหญิง บางคนหยิ่งผยองบางคนก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ
ในตอนที่เย่อู๋เชวียกวาดสายตามองไปคนเ่าั้ต่างจ้องมองกลับมาด้วยสีหน้าเหยียดหยามเล็กน้อย
เมื่อกวาดตามองเพียงครั้งเดียวเย่อู๋เชวียพบว่ามีอัจฉริยะอย่างน้อยร้อยคนที่อยู่ในขอบเขตเริ่มต้นของอาณาจักรชำระิญญาและยังมีอัจฉริยะอีกหลายสิบคนที่มาถึงระดับกลางของอาณาจักรชำระิญญาแล้วในขณะเดียวกันก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่เขาไม่สามารถมองผ่านระดับการฝึกฝนได้
อัจฉริยะรุ่นเยาว์ในเมืองร้อยหลักเริ่มตำแหน่งที่ดีที่สุดบนแท่นยกสูงผู้คนจำนวนมากต่างนิ่งเงียบและใช้สายตาประเมินผู้เข้าประลองจากเมืองอื่นๆโดยไม่คิดจะสนทนากับฝ่ายตรงข้าม
เย่อู๋เชวีย ซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวพบมุมที่ค่อนข้างห่างไกลและยืนอยู่ที่นั่นแท่นหยกขาวมีความกว้างหลายพันวา ดังนั้นแม้ว่าจะมีคนหลายร้อยคนยืนอยู่แต่ก็ยังมีที่ว่างมากมายโดยไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด
ห่างจากพวกเย่อู๋เชวียไปทางทิศตะวันออกหลายสิบวามีหนุ่มสาวสามคนยืนอยู่ ผู้นำกลุ่มคือหญิงสาวคนหนึ่งนางเป็หญิงสาวร่างผอมเพรียวที่มีเรียวขาอันงดงามคู่นั้นในขณะนี้ใบหน้าของนางไร้ผ้าบางเบาปกคลุมอีกแล้วนั่นเป็เหตุผลให้ใบหน้าอันงดงามของนางถูกผู้คนจับจ้องอยู่ตลอดเวลา
หญิงสาวคนนี้มีรูปร่างสูงระหงร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยชุดกระโปรงรัดรูปสีขาวส่วนเว้าส่วนโค้งที่น่าอัศจรรย์ของนางสร้างแรงดึงดูดให้กับผู้พบเห็นเป็อย่างมากและที่ด้านหลังของนางคือชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ทางด้านซ้ายและขวาคนหนึ่งมีสีหน้าเรียบเฉยคล้ายกับไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาในขณะที่อีกคนกวาดดวงตาไปรอบๆ เพื่อเฝ้าสังเกตผู้เข้าแข่งขันกลุ่มอื่นๆ
ฐานการบ่มเพาะของทั้งสามคนนี้มาถึงระดับกลางของอาณาจักรชำระิญญาแล้วด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ตัวตนของพวกเขาจึงค่อนข้างโดดเด่นเป็ลำดับต้นๆในบรรดาผู้เข้าแข่งขันจากทุกเมือง
จากนั้นเย่อู๋เชวียก็มองไปทางอื่นมีชายหนุ่มสามคนยืนอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากเขาไม่ไกลชายหนุ่มที่เป็ผู้นำกลุ่มมีท่าทางเ็าราวกับูเาน้ำแข็งพันปี บรรยากาศรอบๆตัวเขาเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้ในตอนนี้เขายืนหลับตาเอามือไพล่ไปทางด้านหลังและกลิ่นอายของเขานั้นลึกล้ำราวกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
“บุคคลนี้แข็งแกร่งอย่างยิ่งอย่างน้อยที่สุดพลังของเขาน่าจะอยู่ในอาณาจักรชำระิญญาขั้นปลาย”
อย่างไรก็ตามเย่อู๋เชวียได้สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มคนนี้ดูเหมือนจะมีอายุมากกว่าผู้เข้าแข่งขันจากเมืองอื่นๆ หนึ่งปีหรือสองปี
ราวกับรับรู้ถึงสายตาของเย่อู๋เชวียดวงตาอันเฉียบคมและน่าเกรงขามของคนผู้นั้นได้เปิดขึ้น เขามองมายังเย่อู๋เชวียด้วยสีหน้าเ็าเล็กน้อยอย่างไรก็ตามหลังจากค้นพบระดับการฝึกฝนของเย่อู๋เชวีย ดวงตาของเขาก็ปิดลงอีกครั้งคล้ายกับการมองเย่อู๋เชวียเป็เื่ที่เสียเวลาอย่างยิ่ง
ในเวลาเดียวกันเย่อู๋เชวียััได้ถึงดวงตาที่มุ่งร้ายของใครบางคนและเมื่อเขาติดตามร่องรอยของสายตาคู่นั้นไปฝ่ายตรงข้ามก็ยังมองมาที่เขาโดยไม่คิดจะหลบสายตาแม้แต่น้อย
“ดูเหมือนว่าเ้าหนุ่มหมัดเพลิงคนนั้นจะกำลังกำหนดเป้าหมายมาที่ข้า!”
ในขณะนี้ห่างจากพวกเขาไปทางตะวันตกมีชายหนุ่มสามคนยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยพวกเขาสวมชุดสีม่วงและแม้กระทั่งอาวุธประจำตัวของพวกเขาก็ยังมีสีม่วงเช่นกันคนที่ยืนอยู่ท้ายสุดของกลุ่มคือเยว่เฉิงเฟิงผู้ที่เคยพ่ายแพ้ให้กับเย่อู๋เชวียในป่าโบราณก่อนหน้านี้
ในเวลานี้เยว่เฉิงเฟิงยังคงจ้องมองเย่อู๋เชวียด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นมีร่องรอยของความเกลียดชังและความอัปยศอดสูอย่างไม่อาจปิดบังกำลังเผาไหม้อยู่ภายในดวงตาของเขา
ด้วยตัวตนของเยว่เฉิงเฟิงโดยปกติแล้วย่อมไม่คู่ควรที่จะเป็คู่ต่อสู้ของเย่อู๋เชวีย อย่างไรก็ตามชายหนุ่มทั้งสองคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขากลับมีระดับการฝึกฝนที่สูงส่งอย่างยิ่งโดยเฉพาะชายหนุ่มที่เป็ผู้นำใบหน้าของเขาแดงก่ำราวกับถูกความร้อนเผาไหม้อยู่ตลอดเวลานั่นเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีความเชี่ยวชาญในทักษะการควบคุมไฟมากแค่ไหน
เมื่อเย่อู๋เชวียมองไปในทิศทางนั้นชายหนุ่มผู้นำกลุ่มก็สบตากับเขาด้วยความสนใจเช่นกันเห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มผู้นำกลุ่มคนนั้นกำลังสงสัยว่าเย่อู๋เชวียมีคุณสมบัติใดจึงสามารถเอาชนะเยว่เฉิงเฟิงได้
“เฟิงไฉ่เฉิน…”
เย่อู๋เชวียเห็นเฟิงไฉ่เฉินชายหนุ่มที่สะพายกระบี่ในป่าโบราณอีกครั้ง เฟิงไฉ่เฉินสวมชุดสีขาวใบหน้าของเขาหล่อเหลาและกระบี่เล่มเดิมยังคงถูกสะพายอยู่ด้านหลังไม่เปลี่ยนแปลง
นี่เป็ชายหนุ่มที่ยากจะหาใครมาเทียบได้กลิ่นอายที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของเขานั้นกลมกลืนไปกับกระบี่อย่างยากที่จะแยกออกจากกันด้านหลังของเขายังมีชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งที่สะพายกระบี่ด้วยสีหน้าเ็าการแสดงออกของพวกเขาทั้งสามเหมือนกันทุกประการโดยไม่ต้องบอกก็ทราบได้ว่าพวกเขาจะต้องเป็ศิษย์พี่ศิษย์น้องกันอย่างแน่นอน
“เ้าบอกว่าเ้าจะรอข้าอยู่ในสมรภูมิร้อยเมืองตอนนี้ข้ามาถึงแล้ว หวังว่าพวกเราจะมีโอกาสได้สู้กันสักครั้ง”
ในขณะนี้หัวใจของเย่อู๋เชวียเริ่มร้อนขึ้นและดวงตาที่เฉียบคมของเขาก็จ้องมองไปยังเฟิงไฉ่เฉินเย่อู๋เชวียรู้ว่าเฟิงไฉ่เฉินจะต้องััถึงตัวตนของเขาได้อย่างแน่นอน
ภายใต้การจ้องมองของเย่อู๋เชวียร่างกายของเฟิงไฉ่เฉินก็สั่นเล็กน้อยจากนั้นเขาก็หันหลังกลับมาและเผชิญหน้ากับเย่อู๋เชวียที่อยู่อีกฟากหนึ่ง!
ดวงตาของทั้งสองประสานกันกลางอากาศและพวกเขาต่างมองเห็นจิติญญาแห่งการต่อสู้ที่กำลังปะทุขึ้นของฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน!
“เฟิงไฉ่เฉิน ข้าชื่อเย่อู๋เชวียข้ากำลังจะเข้าร่วมการประลองเช่นกัน…”
ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อย เย่อู๋เชวียกล่าวประโยคนี้เบาๆด้วยพลังแห่งจิติญญาการต่อสู้อันท่วมท้น แม้ว่าเฟิงไฉ่เฉินจะอยู่ในระยะไกลแต่ร่างกายของเขายังอดที่จะสั่นสะท้านไม่ได้!
“เ้าทำให้กระบี่ของข้าสั่นะเืได้ดีมาก เย่อู๋เชวีย เ้าเป็หนึ่งในคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้เข้าประลองทั้งหมดมันช่างเป็การเดินทางที่คุ้มค่าเหลือเกิน!”
เฟิงไฉ่เฉินสามารถอ่านปากของเย่อู๋เชวียและเย่อู๋เชวียก็เข้าใจในสิ่งที่เฟิงไฉ่เฉิน้าจะสื่อเช่นกันชายหนุ่มทั้งสองต่างมองเห็นจิติญญาแห่งการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม มันทำให้หัวใจของพวกเขาลุกโชนไปด้วยความตื่นเต้น!
…
แม้ว่าสถานการณ์ในทิศทางนี้จะค่อนข้างตึงเครียดและเต็มไปด้วยกลิ่นของเขม่าดินปืนแต่ที่ใจกลางของแท่นยกสูงกลับมีคนจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ที่นั่นพวกเขาคือกลุ่มเ้าเมืองหลักที่กำลังทักทายกันด้วยรอยยิ้มเ้าเมืองหลักทั้งร้อยคนต่างก็คุ้นเคยกันดีดังนั้นการพบปะของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
“ฮ่าฮ่า...เหล่าเจียงหลังจากไม่ได้พบกันหลายปีดูเหมือนเ้าจะอ้วนท้วนขึ้นอีกแล้วข้าบอกแล้วอย่างไรว่าให้งดรับประทานเนื้อสัตว์บ้างไม่เช่นนั้นเ้าจะไม่มีแม้กระทั่งเรี่ยวแรงในการยกกระบี่!”
“เ้ากำลังพูดถึงใครอยู่เหล่าซุนในโลกนี้มีใครไม่รู้บ้างว่าเ้าไม่เคยงดเว้นการดื่มสุราแม้แต่วันเดียวเ้าไม่ต้องห่วงเื่ของข้าหรอก เ้าต่างหากที่อาจจะเมาจนพลั้งเผลอตกน้ำและไม่สามารถปีนป่ายกลับขึ้นฝั่งได้”
ชายชราสองคน หนึ่งสูงหนึ่งเตี้ยหนึ่งอ้วนหนึ่งผอม ต่างส่งเสียงเย้ยหยันฝ่ายตรงข้ามเพื่อเอาชนะทางคารมคนอ้วนเตี้ยคือเจียงอวิ๋นเถาหนึ่งในยอดฝีมือที่มีความาุโสูงสุดในบรรดาเ้าเมืองทั้งหมดและชายชราร่างผอมสูงคือซุนรั่วเฟิงที่เป็สหายของเขามานานนับปี
เห็นได้ชัดว่าเ้าเมืองคนอื่นๆไม่แปลกใจกับท่าทีของทั้งสองและพวกเขายืนหัวเราะอยากสนุกสนานเมื่อเห็นชายชราคู่นี้ทะเลาะกันเจียงอวิ๋นเถาและซุนรั่วเฟิงขึ้นชื่อเื่ปากเสียแม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะเป็สหายรักกันแต่หากพบกันเมื่อไรคำพูดที่พวกเขากล่าวถึงฝ่ายตรงข้ามรับรองว่าไม่มีคำพูดดีๆแม้สักครึ่งคำ
ในขณะเดียวกันเ้าเมืองหลักหลายคนก็กำลังสนทนากันอย่างเข้มข้นแน่นอนว่าหัวข้อทั้งหมดย่อมเกี่ยวข้องกับสมรภูมิร้อยเมืองที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างไรก็ตามสายตาของพวกเขาได้กวาดมองไปยังคนคู่หนึ่งอยู่บ่อยครั้ง
หนึ่งในนั้นคือฉีซื่อหลงในขณะที่อีกคนหนึ่งเป็ชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อคลุมสีดำปักลายงูเหลือมสีทองเขาคือเ้าเมืองเทียนเฟิง จ้าวอู๋จี้
“เ้าเมืองฉีไม่ได้พบกันหลายปีใบหน้าของเ้าดูค่อนข้างสดใสหรือว่าอาการาเ็เดิมหายสนิทแล้ว?”
จ้าวอู๋จี้กล่าวเป็เชิงล้อเล่นในขณะที่ใบหน้าของเขาฉาบด้วยรอยยิ้มสดใส
“ฮ่าๆ เ้าเมืองจ้าวล้อเล่นแล้ว อาการาเ็ของข้าเป็เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้นมีเพียงอาการาเ็ของเ้าเท่านั้นที่ไม่ทราบว่าหายดีหรือยัง?” ฉีซื่อหลงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เปล่งประกาย
แม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะสนทนาพาทีกันด้วยรอยยิ้มสดใสแต่เห็นได้ชัดว่าจิตใจของคนทั้งคู่ล้วน้าชักอาวุธออกมาแทงฝ่ายตรงข้ามให้ตายในครั้งเดียว
แน่นอนว่าฉากนี้ย่อมตกอยู่ในสายตาของเ้าเมืองคนอื่นๆและพวกเขาทั้งหมดก็ส่ายหน้าด้วยความระอาใจทุกคนรู้ว่าฐานการฝึกฝนของฉีซื่อหลงและจ้าวอู๋จี้นั้นเพียงพอที่จะติดอันดับหนึ่งในสิบอันดับแรกของบรรดาผู้คนทั้งหมดที่อยู่ที่นี่
ในอดีตพวกเขาทั้งคู่เคยเป็เพื่อนสนิทกันมาก่อนแต่ต่อมาพวกเขากลับกลายเป็ศัตรูกันด้วยเหตุผลบางประการและทั้งสองคนก็มักจะต่อสู้กันอย่างลับๆอยู่หลายครั้ง
แม้ว่าพวกเขาทั้งคู่จะมีความแข็งแกร่งที่คู่คี่ก้ำกึ่งกันแต่จ้าวอู๋จี้นั้นมีจิตใจค่อนข้างลึกซึ้งแตกต่างจากฉีซื่อหลงที่เป็คนซื่อตรงไม่มีเล่ห์เหลี่ยมนั่นเป็เหตุผลให้การต่อสู้ระหว่างพวกเขาฉีซื่อหลงมักจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบอยู่เสมอ
“โอ้? เ้าเมืองฉีนั่นคืออัจฉริยะทั้งสามคนที่เป็ตัวแทนของเมืองหลงกวงใช่หรือไม่ข้าได้ยินว่าศิษย์ของเ้าสองคนเพิ่งทะลวงเข้าสู่อาณาจักรหลอมรวมิญญาเมื่อไม่กี่วันก่อนในขณะที่อีกคนก็เพิ่งก้าวเข้าสู่อาณาจักรวีรชนได้ไม่นานเช่นกัน ฮ่าฮ่า สหายเฒ่าเมืองหลงกวงหมดสิ้นผู้คนแล้วหรือเ้าจึงปล่อยให้เด็กน้อยที่เพิ่งควบแน่นิญญาจันทราเข้าร่วมการประลองที่อันตรายเช่นนี้!”
จ้าวอู๋จี้มองไปยังเย่อู๋เชวียและคนอื่นๆด้วยรอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนใบหน้าจากนั้นเขาก็ชี้ไปยังชายหนุ่มสองคนและหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลพร้อมกับแนะนำพวกเขาให้ฉีซื่อหลงรู้จัก
“เหล่าฉีแม้ว่าศิษย์ของข้าจะอยู่ในระดับกลางของอาณาจักรชำระิญญาแล้วแต่ข้าก็ยังไม่ได้คาดหวังกับพวกเขามากนักในทางกลับกันดูอัจฉริยะจากเมืองหลงกวงของเ้าสิ ช่างเถอะหากพวกเขาโชคดีได้พบกับศิษย์ของข้าในระหว่างการประลองข้าจะบอกให้ศิษย์ของข้าเมตตาต่อพวกเขาเอง”
อัจฉริยะสามคนจากเมืองเทียนเฟิงคือหญิงสาวที่มีเรียวขางดงามและชายหนุ่มทั้งสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังนางนั่นเอง
ฉีซื่อหลงยังคงมีรอยยิ้มฉาบอยู่บนใบหน้าเมื่อมองไปยังท่าทีของจ้าวอู๋จี้ เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“เ้าเมืองจ้าวกล่าวเร็วเกินไปบางทีคนที่ได้หัวเราะทีหลังอาจเป็ข้าก็ได้?”
“จริงหรือ? ข้าจะรอดูก็แล้วกัน”
ฉีซื่อหลงและจ้าวอู๋จี้มองหน้ากันแล้วส่งเสียงหัวเราะอีกครั้ง
“ครืน”
เมื่อเวลาผ่านไป ในที่สุดท้องฟ้าก็สงบลงบนแท่นยกสูงเหนือขุนเขามีผู้คนทั้งหมดสี่ร้อยคนแบ่งเป็ผู้เข้าร่วมประลองสามร้อยคนและเ้าเมืองหลักอีกหนึ่งร้อยคน
เย่อู๋เชวียได้ถอนสายตากลับมาและหลับตาลงอีกครั้งในตอนนี้เขากำลังทบทวนรูปแบบการโจมตีใหม่ของค่ายกลัพิโรธเย่อู๋เชวียตั้งใจจะส่งต่อข้อมูลนี้ให้หลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวทันทีเขาเชื่อมั่นว่าเมื่อทุกคนเคลื่อนไหวไปในแนวทางนี้ มันจะทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวมของพวกเขาเพิ่มขึ้นสามในสิบส่วนเป็อย่างน้อย!
“ครืน”
ในขณะนี้แท่นยกสูงได้ถูกม่านแสงสีทองที่ทรงพลังปกคลุมอย่างหนาแน่นพร้อมกันนั้นก็มีเสียงที่เ็าจนน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นเบาๆ
“ยินดีต้อนรับสู่สมรภูมิร้อยเมือง!”