ฉินหยวนเฟิงและหวังหย่าจิ้งเดินคุยกันเพลินๆ ระหว่างทางกลับบ้าน ไม่นานก็ถึงจุดหมาย
“คุณย่าคะ! คุณย่า!” หวังหย่าจิ้งตะโกนเรียกเสียงใสมาแต่ไกล
หญิงชราที่กำลังง่วนอยู่กับการผัดกับข้าวในครัวได้ยินเสียงหลานสาวก็ชะโงกหน้ามองออกไปนอกประตู เห็นเด็กหญิงตัวเล็กกระโดดโลดเต้นเข้ามาอย่างร่าเริง ในมือชูขวดพลาสติกใบเล็กอวดด้วยความภูมิใจ
“คุณย่าดูสิคะ! ฉันจับปลาตัวเล็ก กุ้งฝอย แล้วก็มีปูตัวใหญ่ด้วยค่ะ!”
หญิงชรายิ้มเอ็นดู “เห็นแล้วลูก เห็นแล้ว... รีบไปเติมน้ำใส่ขวดอีกหน่อยสิ ปลาจะได้ไม่ตายเร็ว”
หวังหย่าจิ้งรับคำอย่างว่าง่าย รีบวิ่งไปเติมน้ำจนเต็มขวด แล้วนำไปวางพักไว้บนขอบหน้าต่าง ก่อนจะไปล้างมือล้างไม้เตรียมตัวเข้าห้องนอน
เนื่องจากคุณปู่หวังเสียสละย้ายไปนอนห้องของฉินหยวนเฟิง หวังหย่าจิ้งจึงได้นอนพักในห้องด้านในกับคุณย่า
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง หวังหย่าจิ้งก็สังเกตเห็นความผิดปกติ... กระเป๋านักเรียนที่วางไว้บนเตียงดูเปลี่ยนไป เธอเป็นคนเจ้าระเบียบ ของในกระเป๋าจะจัดเรียงไว้อย่างเรียบร้อยเสมอ แต่สภาพที่เห็นตอนนี้คือข้าวของกระจัดกระจาย เละเทะเหมือนมีใครมารื้อค้น
“คุณย่าคะ! คุณย่า!” หวังหย่าจิ้งร้องโวยวาย “ใครมาค้นกระเป๋าหนู? ใครมาค้นของของหนูคะ!”
ปกติหวังหย่าจิ้งดูเป็นเด็กหญิงที่อ่อนโยนน่ารัก น่าทะนุถนอม แต่บทจะโมโหขึ้นมาก็เอาเรื่องไม่ใช่เล่นเหมือนกัน
หญิงชรารีบเดินเข้ามาดู “อ้อ... เมื่อกี้ลูกพี่ลูกน้องสองคนของหนูแวะมาเล่น ย่าว่าคงเป็นฝีมือพวกเขานั่นแหละ มีอะไรหายไปหรือเปล่า?”
หญิงชรารู้นิสัยหลานสาวคนนี้ดี หากหวังเหว่ยไฉกับหวังเถียนเถียนขโมยของไปจริงๆ เธอจะได้รีบหามาคืนให้ก่อนที่แม่คุณทูลหัวจะอาละวาดบ้านแตก
ที่หญิงชราเกรงใจหวังหย่าจิ้ง ไม่ใช่เพราะกลัวหลาน แต่กลัว ‘แม่’ ของหลานต่างหาก...
‘หานจื่อซู’ แม่ของหวังหย่าจิ้ง หรือลูกสะใภ้รองของตระกูลหวังนั้น ร้ายกาจไม่ใช่เล่น! ไม่ใช่แค่หญิงชราที่เกรงกลัว แม้แต่คนทั้งบ้านหวังต่างก็ต้องระวังตัวแจเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ
สาเหตุที่หานจื่อซูมีอิทธิพลในบ้านสามีขนาดนี้ ก็เพราะชาติตระกูลที่สูงส่งของเธอนั่นเอง
ลำพังแค่หานจื่อซูที่เป็นข้าราชการระดับเล็กๆ อาจจะยังไม่เท่าไหร่ แต่เบื้องหลังสนับสนุนอย่างตายายของหวังหย่าจิ้งนี่สิที่ทรงอิทธิพลตัวจริง
คุณตาของหวังหย่าจิ้งเป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังในเมืองเอก และเป็นศาสตราจารย์คนแรกที่มาจากอำเภอนี้ แม้ปัจจุบันจะเกษียณอายุกลับมาพักผ่อนที่บ้านเกิด แต่บารมีก็ยังล้นเหลือ ขนาดท่านนายอำเภอยังต้องให้เกียรติและเกรงใจถึงสามส่วน
ตระกูลหานมีลูกสี่คน หานจื่อซูเป็นลูกสาวคนรอง พี่ชายของเธอเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย น้องชายเป็นศัลยแพทย์มือดีในปักกิ่ง ส่วนน้องสาวคนเล็กก็กำลังเรียนต่อปริญญาเอกที่เมืองนอก
เทียบกันแล้ว ตระกูลหวังกับตระกูลหานฐานะต่างกันราวฟ้ากับเหว
แต่ที่หานจื่อซูยอมตกลงปลงใจกับหวังอ้ายหมินที่ฐานะด้อยกว่า ก็เพราะแพ้ความดี ความสุภาพอ่อนโยน และความเอาใจใส่ที่เขามีให้เธออย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ด้วยความที่เป็น ‘ของสูง’ และมีตระกูลหนุนหลังดีแบบนี้ ถึงแม้เธอจะไม่มีลูกชายสืบสกุล แต่เธอก็ยังยืนหยัดเป็นเธอพญาในบ้านสามีได้อย่างสมศักดิ์ศรี
......
เมื่อรู้ว่าตัวการคือหวังเถียนเถียนกับหวังเหว่ยไฉ หวังหย่าจิ้งก็รีบตรวจเช็คข้าวของทันที
และก็เป็นอย่างที่คิด... “คุณย่าคะ! ของหายจริงๆ ด้วย ที่เหลาดินสอ ยางลบก้อนใหม่ แล้วก็ขนมอีกสองห่อ หายไปหมดเลยค่ะ!”
หญิงชรารีบปลอบประโลม “โอ๋ๆ ย่ารู้แล้ว... จิ้งจิ้งคนเก่ง ใจเย็นก่อนนะลูก เดี๋ยวพรุ่งนี้ย่าจะไปดุเจ้าสองคนนั้นให้ แล้วจะพาหนูไปซื้อของใหม่ที่สหกรณ์ดีไหม? ตอนนี้เราไปกินข้าวกันก่อนนะ”
หวังหย่าจิ้งหน้ามุ่ย “คุณย่าคะ พวกเขาขโมยของไปชัดๆ ทำไมคุณย่าต้องควักเงินซื้อใช้หนูด้วยล่ะคะ? พวกเขาเป็นขโมยนะ!”
เจอความหัวแข็งของหลานสาวเข้าไป หญิงชราก็จนปัญญา “พวกมันทำผิดจริง ย่าไม่เถียง... เอาเป็นว่าเดี๋ยวย่าจัดการให้ ตอนนี้กินข้าวก่อนนะลูก”
คุณปู่หวังเห็นท่าไม่ดีก็รีบเข้ามาช่วยกล่อม “จิ้งจิ้งเอ๊ย... กินข้าวเสร็จแล้วปู่จะพาไปส่องปูที่ลำธาร ดีไหม?”
แม้จะยังไม่หายโกรธ แต่หวังหย่าจิ้งก็ไม่อยากพาลใส่ปู่ย่าที่ไม่รู้เรื่อง จึงยอมสงบปากสงบคำลง
......
ถึงเวลาอาหารเย็น ครอบครัวของ ‘หวังอ้ายกั๋ว’ ก็ยกขบวนมาถึง
เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน... มากินฟรี!
ภรรยาของหวังอ้ายกั๋วรู้ดีว่าทุกครั้งที่หวังหย่าจิ้งมาเยี่ยมปู่ย่า สองผู้เฒ่าจะจัดเต็มทำอาหารอร่อยๆ ไว้รอรับหลานรัก เธอจึงฉวยโอกาสนี้พาสามีและลูกๆ มาฝากท้องด้วยเป็นประจำ
ทันทีที่เห็นหน้าหวังเหว่ยไฉกับหวังเถียนเถียน ความโกรธของหวังหย่าจิ้งก็ปะทุขึ้นมาอีกรอบ เธอกำลังจะอ้าปากโวยวาย แต่ฉินหยวนเฟิงรีบคว้าแขนไว้แล้วกระซิบเตือน “กินข้าวให้เสร็จก่อน ค่อยว่ากัน”
หวังหย่าจิ้งพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ
ฉินหยวนเฟิงรู้นิสัยหวังหย่าจิ้งดี ขืนปล่อยให้ระเบิดลงตอนนี้ อาหารมื้อนี้คงกร่อยสนิท เสียดายกับข้าวฝีมือคุณยายที่อุตส่าห์ตั้งใจทำมาตั้งแต่บ่าย
“จิ้งจิ้งจ๊ะ... ทำไมไม่มองหน้าป้าเลยล่ะ? คิดถึงบ้านเหรอ?” ป้าสะใภ้ใหญ่แสร้งถามด้วยรอยยิ้มจอมปลอม น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งความจริงใจจนสัมผัสได้
หวังหย่าจิ้งปรายตามองอย่างเย็นชา ก่อนจะเมินหน้าหนีแล้วคีบไก่ตุ๋นเห็ดหอมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
เมื่อโดนเด็กเมินใส่ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็หน้าตึงขึ้นมาทันที เธอแก้เขินด้วยการคีบน่องไก่ชิ้นโตใส่จานให้ลูกชาย “ไฉไฉ... กินน่องไก่นี่สิ ลูกเป็นหลานชายคนโตของตระกูล ของดีๆ ต้องถึงท้องลูกก่อนใคร”
เธอจงใจพูดเสียงดังกระทบกระเทียบหวังหย่าจิ้งและสองผู้เฒ่า
หวังเหว่ยไฉเป็นหลานชายคนเดียวของบ้าน แม้แม่ของหวังหย่าจิ้งจะเก่งกล้าแค่ไหน แต่เธอกับสามีรับราชการทั้งคู่ จึงมีลูกได้แค่คนเดียวตามกฎหมาย ถ้าฝ่าฝืนมีลูกคนที่สอง อนาคตทางราชการคงดับวูบ
สองผู้เฒ่าทำหูทวนลม ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
หวังหย่าจิ้งเองก็ชอบกินน่องไก่ ชิ้นหนึ่งเสร็จหวังเหว่ยไฉไปแล้ว เหลืออีกชิ้น... ฉินหยวนเฟิงไวกว่าแสง รีบคีบใส่จานให้หวังหย่าจิ้งตัดหน้าทันที
“พี่หยวนเฟิง... พี่กินเถอะ ฉันรู้ว่าพี่ก็ชอบ” หวังหย่าจิ้งปฏิเสธอย่างเกรงใจ
“ฉันเลิกชอบนานแล้ว เธอกินเถอะน่า เร็วๆ เข้า เดี๋ยวฉันโกรธนะ” ฉินหยวนเฟิงขู่แกล้งๆ
“งั้น... เราแบ่งกันกิน”
ภาพความน่ารักและการแบ่งปันของลูกพี่ลูกน้องคู่นี้ ทำให้สองผู้เฒ่ายิ้มออก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ยิ่งตอกย้ำความตะกละตะกลามและไร้มารยาทของครอบครัวลูกคนโตให้เด่นชัดขึ้น
หวังเหว่ยไฉจัดการน่องไก่จนเกลี้ยงในพริบตา เลียปากแผล็บๆ แล้วใช้ตะเกียบคีบเนื้อไก่ชิ้นใหญ่อีกชิ้นเข้าปากอย่างไม่เกรงใจใคร
ส่วนหวังเถียนเถียนได้แต่นั่งกินเงียบๆ เพราะกับข้าวดีๆ บนโต๊ะส่วนใหญ่ตกไปอยู่ในท้องน้องชายกับพ่อแม่จนเกือบหมด
พวกคนกินฟรีไม่เคยมีความเกรงใจ คิดแต่ว่าถ้าไม่กินให้คุ้มก็เสียดายของ
......
หลังมื้ออาหารจบลง ความอดทนของหวังหย่าจิ้งก็สิ้นสุด
“หวังเถียนเถียน! หวังเหว่ยไฉ! เอาของที่ขโมยไปคืนมาเดี๋ยวนี้!”
ป้าสะใภ้ใหญ่ตวาดแว้ด “จิ้งจิ้ง! พูดบ้าอะไรของแก? พี่กับน้องแกไปเอาของแกมาตอนไหนยะ?” เธอจ้องหลานสาวตาเขียวปั๊ด
“ก็พวกเขาเอาไปจริงๆ นี่คะ คุณย่าก็เห็น!” หวังหย่าจิ้งสวนกลับอย่างไม่เกรงกลัว
พอได้ยินชื่อคุณย่า ป้าสะใภ้ใหญ่ก็หันขวับไปเล่นงานแม่ผัว “แม่คะ! นี่แม่หมายความว่ายังไง? มีอย่างที่ไหน เป็นย่าแท้ๆ มาใส่ร้ายหลานตัวเองว่าเป็นขโมย?”
หญิงชราถอนหายใจ “เจ้าไฉกับเถียนเถียนค้นกระเป๋าจิ้งจิ้งจริงๆ แล้วก็เอาของไปจริงๆ แกเป็นแม่อยากจะปกป้องลูกก็เข้าใจได้ แต่เรื่องนี้หลักฐานมันคาตา จะให้แม่เข้าข้างคนผิดได้ยังไง? ถึงจิ้งจิ้งจะเป็นหลานเหมือนกัน แต่การไปค้นกระเป๋าคนอื่นโดยไม่ขออนุญาต มันไม่ถูกต้อง!”
แม้ลูกสะใภ้ใหญ่จะปากเก่ง แต่หญิงชรารู้ดีว่าเธอก็แค่ ‘เสือไร้เขี้ยว’ ดีแต่ขู่ฟ่อๆ คนที่น่ากลัวจริงๆ คือลูกสะใภ้รองต่างหาก ขืนทำให้หวังหย่าจิ้ง หลานรักหัวแก้วหัวแหวนของบ้านนั้นไม่พอใจ มีหวังบ้านแตกแน่
“ไฉไฉ... แกกับพี่สาวเอาของจิ้งจิ้งไปหรือเปล่า?” คราวนี้เป็นเสียงเข้มงวดของคุณปู่หวังถามขึ้น
บรรยากาศกดดันจนหวังเหว่ยไฉไม่กล้าโกหก “ผม...ผมกับพี่เอาไปจริงๆ ครับ ก็... ปู่กับย่าเคยบอกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน หยิบของกันนิดหน่อยจะเป็นไรไป...”
“หวังเหว่ยไฉ! นายยอมรับว่าเป็นขโมยก็ดีแล้ว ของพวกนั้นฉันยกให้ ถือซะว่าทำทาน! เพราะนายจับแล้วมันสกปรก ฉันไม่อยากได้คืน! แต่จำไว้... ถ้าวันหลังพวกนายกล้าขโมยของฉันอีก เตรียมตัวไว้เลย ฉันไม่ใช่พี่หยวนเฟิงที่จะยอมให้พวกนายรังแกง่ายๆ หรอกนะ!” หวังหย่าจิ้งประกาศกร้าว
คำว่า ‘ขโมย’ และท่าทีแข็งกร้าวของเด็กหญิง ทำเอาป้าสะใภ้ใหญ่เต้นผาง “นังจิ้งจิ้ง! แกนี่มันปากดีนักนะ! พี่น้องหยิบของกันนิดหน่อย แกถึงกับด่าว่าเป็นขโมยเลยเหรอ?”
“คุณป้าสะใภ้คะ... ฉันแค่พูดความจริงค่ะ ไม่ได้ขออนุญาตก็คือขโมย แม่ฉันบอกว่าเด็กเล็กๆ ขโมยของ ถ้าผู้ใหญ่ไม่สั่งสอน โตขึ้นจะเป็นโจร ต้องติดคุกหัวโตนะคะ!”
คำพูดแทงใจดำทำเอาป้าสะใภ้ใหญ่อารมณ์ขาดผึง ง้างมือขึ้นจะตบสั่งสอนเด็กปากดี แต่สุดท้ายก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศ
“พอกันที! กินอิ่มแล้วก็กลับบ้าน!” หวังอ้ายกั๋วรีบตัดบท ลากภรรยาและลูกๆ ออกไปก่อนเรื่องจะบานปลาย
ป้าสะใภ้ใหญ่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากกระทืบเท้าปึงปังแล้วตะโกนด่าส่งท้าย “ไอ้ปู่ย่าลำเอียง! หลานชายแท้ๆ ไม่รัก ดันไปหลงนังเด็ก ขาดทุน! คอยดูเถอะ สักวันพวกแกจะต้องเสียใจ!”
เสียงด่าทอเงียบหายไปพร้อมกับความวุ่นวาย
ในที่สุดความสงบก็กลับคืนสู่บ้าน
คุณปู่หวังกวักมือเรียกหวังหย่าจิ้งเข้ามาหา “จิ้งจิ้ง... ที่ลูกพี่ลูกน้องเขาเอาของไป เขาผิดจริง สมควรโดนดุ แต่เมื่อกี้หลานก็พูดแรงไปหน่อยนะลูก เด็กผู้หญิงพูดจาให้อ่อนหวานกว่านี้จะน่ารักกว่านะ”
หวังหย่าจิ้งเบะปาก “คุณปู่คะ ก็พวกเขาผิดจริงๆ นี่นา ขโมยก็คือขโมย แล้วที่เสียนิสัยแบบนี้ก็เพราะลุงกับป้าให้ท้ายนั่นแหละค่ะ”
คุณปู่หวัง “...”
......
วันรุ่งขึ้น
หลังจากช่วยคุณย่าเก็บกวาดโต๊ะอาหารเช้าเสร็จ ฉินหยวนเฟิงก็พาหวังหย่าจิ้งไปหาทิงเสวี่ยตามสัญญา เพราะเด็กหญิงยืนกรานว่าไม่อยากอยู่บ้านรอเจอญาติมหาภัยอีก
เมื่อไปถึงบ้านหลิน ทิงเสวี่ยกำลังง่วนอยู่กับการซักผ้ากองโต เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก
หวังหย่าจิ้งเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ “ทิงเสวี่ย... เธอลำบากจัง ตัวแค่นี้ต้องซักผ้าเองหมดเลยเหรอ? ของฉันนะ นอกจากชุดชั้นในแล้ว แม่ซักให้หมดเลย”
ทิงเสวี่ยยิ้มร่า ปาดเหงื่อที่หน้าผาก “ไม่ลำบากหรอก ทำจนชินแล้ว เธอกับหยวนเฟิงนั่งรอแป๊บนะ ตากผ้าเสร็จแล้วเดี๋ยวไปเล่นด้วย”
ฉินหยวนเฟิงไม่รอช้า รีบเข้าไปช่วยทิงเสวี่ยตากผ้า ไม่นานภารกิจซักล้างก็เสร็จสิ้น
ทิงเสวี่ยเปิดตู้เย็น หยิบไอศกรีมแท่งที่เหลือและขนมกรุบกรอบนานาชนิดออกมาต้อนรับเพื่อน
“โห! มีไอติมรสนมด้วยเหรอเนี่ย? นึกว่าที่นี่จะมีแต่ไอติมหวานเย็นโบราณซะอีก” หวังหย่าจิ้งตื่นเต้นตาโต
บนโต๊ะตัวเตี้ยเต็มไปด้วยขนมละลานตา ทั้งลูกอม แผ่นซานจา ขนมถั่วเขียว และคุกกี้นม
“ทิงเสวี่ย... ชีวิตเธอดีจัง มีขนมกินเยอะแยะขนาดนี้เชียวเหรอ?”
สำหรับเด็กในเมือง ขนมพวกนี้อาจธรรมดา แต่สำหรับเด็กชนบท การมีขนมเยอะขนาดนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลย
ทิงเสวี่ยยิ้มกริ่ม “พ่อฉันซื้อมาฝากจากตลาดนัดบ่อยๆ น่ะ แต่ต้องแอบกินเงียบๆ นะ ขืนให้พวกลูกพี่ลูกน้องรู้เข้า มีหวังเกลี้ยงแน่”
“ลูกพี่ลูกน้องเธอก็นิสัยไม่ดีเหมือนกันเหรอ? ชอบขโมยของ กินล้างกินผลาญเหมือนกันไหม?” หวังหย่าจิ้งถามตาเป็นประกาย
พอรู้ว่าทิงเสวี่ยก็มีปัญหาเรื่องญาติพี่น้องเหมือนกัน หวังหย่าจิ้งก็ยิ่งรู้สึกสนิทใจกับเพื่อนใหม่คนนี้มากขึ้นไปอีก “พี่สาวกับน้องชายฉันนะ น่ารำคาญที่สุดในโลก! เมื่อวานฉันไม่อยู่บ้าน แอบมาค้นกระเป๋าฉัน ขโมยขนมกับเครื่องเขียนไปเกลี้ยงเลย พอฉันไปทวง ป้าสะใภ้ก็ยังหน้าด้านปกป้องลูกตัวเองอีก... โอ๊ย! พูดแล้วโมโห!”
หวังหย่าจิ้งระบายความอัดอั้นตันใจออกมาเป็นชุด จนลืมไอศกรีมที่เริ่มละลายคามือ