ยามเฉินเซี่ยอวี่ซีเดินทางพร้อมฮูหยินของตนไปยังหมู่บ้านผู้ประสบภัยเมื่อไปถึงก็เห็นบ่าวรับใช้และพ่อครัวกำลังขมักเขม้นเตรียมข้าวต้มแจกอยู่คุณหนูใหญ่หยางเยียนเดินนวยนาดตรวจตราหม้อข้าวต้มอยู่อย่างใกล้ชิดนางขยับเข้าใกล้หัวหน้าพ่อครัวก่อนจะกระซิบบางอย่างทว่าเซี่ยอวี่ซีหันกลับมามองเห็นพอดี นางรู้ตัวจึงแสร้งเดินถอยห่างออกมา
“ท่านพี่ท่านไปนั่งจิบชารอด้านหน้าเถิดเ้าค่ะ คงต้องรออีกหน่อยข้าวต้มก็จะเสร็จเรียบร้อยวันนี้ข้าให้เขาทำผัดผักกับหมูเค็มเพิ่มด้วยเห็นว่าคนในหมู่บ้านคงจะเบื่อข้าวต้มกันแย่แล้ว”นางโปรยยิ้มหวานเดินเข้าคล้องแขนสามี น่าแปลกที่วันนี้เซี่ยอวี่ซีไม่ได้แสดงอาการรำคาญนางเหมือนเคย
“เ้าดูแลงานไปเถิดข้าจะไปดูรอบๆ หมู่บ้านเสียหน่อย”เขาพยักหน้าให้นางแล้วออกไปเรียกมือปราบที่ติดตามมาด้วยอีกสองคนออกไปเซี่ยอวี่ซีหนักใจนัก เมื่อวานใต้เท้าหู่สารภาพว่าฆ่าคนที่มาดักรถม้าของน้องสาวเขาไปสิบคนแต่ศพพวกนั้นถูกเอาไปฝังหมดแล้วหน่วยมือปราบของเขารายงานขึ้นมาว่ามีมือปราบหายไปห้าคนเขาจึงทำตัวตามน้ำสั่งให้คนไปออกตามหาแม้จะรู้ว่าไม่มีวันหาพบหู่ซิ่นสือยืนยันว่าในกลุ่มคนร้ายพวกนั้นมีมือปราบอย่างแน่นอนเพราะฝีมือในการต่อสู้มิใช่โจรป่าธรรมดา หญิงสาวที่คอยคนข้าวอยู่หน้าเตาเหงื่อซึมออกมาเรื่อยๆนางลอบสังเกตคนรอบข้างสตรีในชุดงดงามที่เดินนำหน้าสาวใช้อีกสองคนเข้ามานั้นพอจะเดาได้ไม่ยากว่าคือผู้ใด
“คุณหนูใหญ่เ้าคะข้าวสุกแล้วสามหม้อ จะให้ยกไปตักแจกเลยหรือไม่?”
“รีบแจกก็ดีเหมือนกันบ่ายนี้ข้ามีนัดกับท่านแม่เข้าไปเลือกผ้าตัดชุดอีก” นางมองไปรอบๆเพิงที่ทำเป็ห้องครัวชั่วคราวแห่งนี้ด้วยความรำคาญ“เมื่อไหร่คนพวกนี้จะหมดไปเสียที ข้าเบื่อที่ต้องออกมาดูแลที่นี่แล้ว”
สาวใช้ที่สูงอายุมากแล้วแสยะยิ้ม“อีกไม่นานหรอกเ้าค่ะ”
“หม้อสุดท้ายน่ะเ้ารีบจัดการเร็วเข้า” หยางเยียนตวัดสายตามาทางหม้อที่หญิงสาวชาวบ้านหน้าตาเซ่อซ่าผู้หนึ่งกำลังคนอยู่
“เ้าออกไปได้แล้ว”สาวใช้หน้าเชิดหันมาสั่ง
“ข้าหรือ?”หญิงเซ่อผู้นั้นชี้นิ้วเข้าหาตนเอง
“เ้านั่นล่ะออกไปได้แล้ว”
หงซือซือในร่างสาวชาวบ้านทำทีเงอะงะเดินออกไปเมื่อพ้นประตูก็หลบไปด้านหลังห้องครัวแนบตาคอยสังเกตสาวใช้ผู้นั้นควักเอาห่อกระดาษเล็กๆ ออกมาแล้วโรยผงสีขาวลงไปในหม้อข้าวต้มหงซือซือดวงตาลุกวาว
“พวกข้างนอกออกมายกหม้อข้าวไปแจกได้แล้ว”หยางเยียนะโสั่งบ่าวชายที่ยืนหน้าสลอนรออยู่คนเ่าั้จึงรีบเข้ามายกหม้อข้าวต้มออกไป
หงซือซือวิ่งวนด้านหลังออกไปดูการตักข้าวต้มแจกชาวบ้านเข้าแถวเป็สี่แถว แต่ละคนถือถ้วยสองถ้วยมารอรับอาหารวันนี้พวกเขาได้ยินว่ามีอาหารพิเศษเพิ่มขึ้น อีกอย่างนั่นคือหมูเค็มผ่านมาร่วมสองสัปดาห์วันนี้ไม่รู้เป็เพราะเหตุใดจึงได้มีอาหารที่มีหมูเพิ่มขึ้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแถวดังกันเซ็งแซ่ หงซือซือจึงเข้าไปซักถาม
“พวกท่านไม่เคยได้กินหมูกันหรือไร?เหตุใดจึงตื่นเต้นถึงเพียงนี้”
“เคยที่ไหนกันั้แ่ข้ามาอยู่นี่ครึ่งเดือนเข้าไปแล้วเพิ่งมีวันแรกนี่ล่ะที่มีกับข้าวเดิมทีก็แจกแต่ข้าวต้มเปล่า บางวันก็แทบจะมีแต่น้ำข้าวอยู่แล้ว”
หงซือซือหันไปดูบริเวณที่ตักข้าวต้มเซี่ยอวี่ซียืนกอดอกยืนมองดูการเข้าแถวของชาวบ้านส่วนหยางเยียนก็เดินเข้ามายืนเคียงข้างคอยชักชวนคุยนั่นคุยนี่ใต้เท้าเซี่ยหันไปตอบนางเล็กน้อยแล้วทำตัวคล้ายไม่สนใจ ‘นางคงจะทำเอาใจสามีเสียกระมัง?ไม่ก็ทำบังหน้าเพราะเซี่ยอวี่ซีจะว่านางใจดำ’
ข้าวต้มหม้อสุดท้ายถูกเอามาตั้งเรียงไว้โต๊ะด้านข้างหงซือซือคิดหาวิธีจะเข้าไปตักเพื่อทดสอบพิษ จึงเดินอ้อมไปข้างหลังอีกครานางตีมึนเข้าไปยืนอยู่ข้างบ่าวที่ยืนเฝ้าหม้อข้าวต้ม “ข้าหิวเ้าแอบตักให้ข้าก่อนสักนิดได้หรือไม่?”
“เ้าไม่เห็นหรือว่าคุณหนูใหญ่ยืนอยู่ข้างหน้านั่นแอบตักไปก่อนประเดี๋ยวก็ถูกสั่งโบยเสียหรอกคราวที่แล้วเสี่ยวถงก็เพิ่งโดนไปเ้ายังไม่กลัวอีกหรือ?”
หงซือซือทำหน้าเจื่อนนางไม่รู้จักเสี่ยวถงที่ถูกกล่าวถึงแต่รู้สึกพลาดที่ไม่ได้สืบเื่ครั้งก่อนนางจึงเดินออกไปด้านหลังโรงครัวหยิบเอามีดไปกอไผ่ด้านหลัง ตัดกระบอกไม้ไผ่ลำเล็กความยาวขนาดสองข้อนิ้วซ่อนไว้ในแขนเสื้อแล้วเดินกลับไปที่หม้อข้าวต้มใบนั้นอีกครั้ง หม้อข้าวต้มด้านหน้าหมดแล้วไปหลายหม้อนางเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้ ขณะกำลังคิดวิธีจะหลอกล่อ อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้นก่อน“ข้าฝากเ้าเฝ้าหม้อข้าวต้มที่ ขอไปห้องน้ำประเดี๋ยว”
“ได้สิ! ไปเลยเดี๋ยวข้าเฝ้าให้เอง” นางอาสาแทบจะฉีกยิ้ม
“เฝ้าให้ดีๆ ล่ะอย่าให้ข้าถูกคุณหนูใหญ่สั่งโบยเทียว”
“อืม...ข้าเฝ้าดีแน่”เมื่อบ่าวผู้นั้นคล้อยหลังไปนางรีบหยิบเอากระบอกไม้ไผ่เล็กออกมาตักน้ำข้าวต้มแล้วปิดจุกซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างเดิมก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปด้านหลัง เอาเข็มพิษออกมาทดสอบ
เข็มเงินเคลือบยาสมุนไพรของนางกลายเป็สีแดงเข้ม‘พิษนี้ไม่ออกฤทธิ์ทันทีหวังผลให้ตายในเช้าวันพรุ่งนี้ นางช่างทำได้แยบยลนัก’ เมื่อรู้ผลชัดแล้วหงซือซือจึงอ้อมออกด้านหลังครัวแล้วอ้อมไปนั่งปะปนอยู่ในหมู่ชาวบ้านชายหนุ่มร่างใหญ่ในชุดเก่าๆ ขาดๆที่นั่งถือถ้วยข้าวต้มกับหมูเค็มรออยู่ทำหน้าไม่พอใจ
“เ้าช้านักข้าทนรอไม่ไหวกินข้าวต้มจืดกับหมูเค็มรอแล้ว แต่ว่านี่มันช่างเป็รสชาติที่แย่ที่สุดในชีวิตข้า”ิเฟยหลงแทบจะสบถออกมาหากมิได้มาเข้าแถวรับแจกอาหารด้วยตนเองเขาคงคาดไม่ถึงว่านี่จะเป็เพียงข้าวต้มน้ำเปล่ากับหมูที่ใกล้จะบูดหมักเกลือ“พวกเขาซื้อหมูใกล้เน่าพวกนี้มาทำไมกัน?”
หงซือซือได้ยินพระสวามีบ่นเช่นนั้นก็ลองตักข้าวต้มและหมูเค็มขึ้นมาชิม
“แหวะ!นี่คงเป็หมูที่พ่อค้าขายเหลือแล้วพวกเขาไปเหมามาในราคาถูกล่ะสิมันใกล้เสียแล้วนี่ ข้าวต้มก็ไม่มีรสอันใดท่านยังจะกินลงอีก”
“ข้าชิมไปแค่สองคำก็แทบจะไม่ไหวแล้วเ้าดูพวกเขาสิ กินราวกับมันเป็ของอร่อยเสียเต็มประดา” ชายหนุ่มมองไปรอบๆ“พวกเขาคงอดอยากมากจริงๆ หากข้าไม่มาที่นี่เองคงจะไม่รู้”
“ท่านเอาให้ท่านยายผู้นั้นไปเถิดหลานชายนางคงจะไม่อิ่ม”หงซือซือมองไปเห็นหญิงชรากำลังตักข้าวต้มกินในชามเดียวกันกับหลานชายเป็ผู้ไปรอเข้าแถวเพียงคนเดียวจึงได้อาหารมาเพียงสองถ้วย
“ตามใจเ้า”เขายกเอาชามข้าวต้มและถ้วยหมูเค็มไปส่งให้ท่านยายผู้นั้น นางกล่าวขอบคุณเขาใหญ่โติเฟยหลงรู้สึกหัวใจพองโตคับอกเขาพระราชทานรางวัลน้อยใหญ่ให้ขุนนางมากมายกลับมิเคยรู้สึกปลาบปลื้มเช่นนี้มาก่อนข้าวต้มไร้รสชาติกับหมูเค็มที่มีกลิ่นทะแม่งๆที่เขามอบให้หญิงชราช่างทำให้เกิดปิติถึงเพียงนี้
‘ข้าให้ในสิ่งที่จำเป็แก่ชีวิตของนางจึงทำให้นางซาบซึ้งจากใจและข้าเองก็เกิดความยินดีอย่างยิ่งนี่เองนับเป็การให้ที่ทรงคุณค่า’