ศิลาตำนานพระเจ้าตาก

    ตอนที่2 บุรุษไม่เต็มบาท

    ลมพายุกันโชกแรงเหมือนว่าจะยกบ้านเรือนให้ลอยละลิ่วค่อยๆ สงบลงข้างใต้ลมพายุปรากฏร่างของศิลานอนนิ่งไม่ไหวติงใดๆ ชาวบ้านแห่แหนมองดูร่างกำยำในระยะที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดเพราะไม่อยากจะเข้าใกล้จนเกินไปหากเกิดเพศภัยขึ้นอีกจะหนีได้รำบาก
    "ทองดีเอ็งไปดูซิมันเกิดอันใดขึ้น" เจ้าเมืองตากสั่งการ นายทองดีเดินเข้าไปหาศิลาแต่ยังไกลอยู่ไม่น้อยเพราะเขาเองก็เกรงว่าจะเกิดอาเพศขึ้นอีก"คนขอรับท่านเจ้าเมือง" เจ้าเมืองตากได้ยินนายทองดีบอกจึงเร่งให้นายทองดีนำร่างที่หายใจโรยรินของศิลาขึ้นเรือน
    สุดาบ่าวรับใช้นำผ้าขาวม้าชุบน้ำเช็ดตามใบหน้าและแขนของศิลา แต่ก็ไม่มีอาการไหวติงใดๆ ของเจ้าของร่างแม้แต่น้อย นายบ่าวนั่งจ้องร่างของศิลาแทบไม่กระพริบตา เจ้าเมืองตากยังคิดทบทวนอีกว่าศิลาจะเป็นบุรุษร่างดำทมิฬหรือว่าช้างเผือกกันแน่
    "มันคงตายแล้วกระมังขอรับ" นายทองดีพูดโพล่งขึ้น
    ทันใดนั่นเองร่างที่ไร้การขยับเขยื้อนจู่ๆ กระเด้งเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตศิลาค่อยๆ ลืมตาขึ้นแต่เขากลับเห็นทุกอย่างเป็นสีขาวดำและภาพที่เขาเห็นแสนจะเลือนลาง ศิลาจึงหลับตาแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้งเขากวาดตามองรอบๆ เห็นบุรุษไม่ใส่เสื้อผ้าสวมใส่เพียงโจงกระเบนสีแดงสดทางเบื้องซ้ายเขาเห็นชายผู้มีใบหน้าดุดันแต่การวางตัวเหมือนผู้ดีนั่งจ้องมองเขาอยู่โต๊ะไม้เล็กๆ
    "ฟื้นแล้วฤา" เจ้าเมืองตากเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว"ผมอยู่ที่ไหน" เสียงแหบแห้งเอ่ยถาม"ที่นี้เมืองตาก" ศิลาลุกขึ้นนั่งแต่อาการที่ถูกพายุเข้าคลุมตัวยังอยู่เขาเกือบจะล้มลงจึงใช้มือช่วยพยุงตัวเอง"เดียวๆ ที่นี้ที่ไหนนะ..." จู่ๆ ความทรงจำสุดท้ายที่ถูกพายุขนาดใหญ่กลืนกินเขาเข้าไปทำให้เขาเริ่มปักใจเชื่อว่าที่นี้ไม่ใช่กรุงเทพและไม่ใช่มหาวิทยาลัยหรือบ้านของเขาอย่างแน่นอน"อ๋อ... รู้แล้วความฝันถ้าตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็จะอยู่ที่บ้าน" ว่าแล้วศิลาก็ล้มตัวลงนอนแล้วหลับตาปี๋
    ศิลาค่อยๆ ลืมตาแล้วพบว่าสถานที่ดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย มีเพียงสายตาที่จับจ้องมองตัวของเขาอย่างไม่ลดลุงมีแต่เพิ่มขึ้นจากเหล่าชาวบ้านที่กำลังยืนเป็นไทยมุงอยู่เรือนไทยหลังใหญ่
    "เจ้านี่ท่าเหมือนจะบ้านะขอรับท่านเจ้าคุณ" นายทองดีบอก... เจ้าเมืองตากเองก็คิดเช่นเดียวกันกับเขา"เออแฮะหรือว่าเราจะบ้าไปแล้ว" ศิลาคล้อยตาม "ไม่เราไม่ได้บ้าทดสอบดูก็ได้1+1เท่ากับ2 เออก็ไม่ได้บ้านี้หว่า" เขาบ่นพรึมพรำ"ข้าว่ามันต้องบ้าแน่ๆ ขอรับท่านเจ้าคุณ" นายทองดียังคงคิดว่าศิลาบ้าเพราะเขาสังเกตุภาษาพูดที่ต่างออกไปจากพวกเขา
    ศิลาได้ยินมีคนกล่าวหาว่าเขาบ้าจึงหันหน้าควับทำตาขวางใส่แต่ทว่าเขากับหันไปเจอเจ้าเมืองตากที่นั่งอยู่บนตั่งไม้ นายทองดีเห็นแววตาของศิลาจ้องมองเจ้านายของตนอย่างอาฆาตจึงชักดาบที่อยู่ในมือเตรียมฟันใส่ศิลา ศิลาจวนตัวเพราะระยะกระชั้นชิดเสียเหลือเกินจึงส่งเสียงร้องออกมา
    "ช้าก่อน" เสียงแข็งกร้าวจากผู้เป็นนายห้ามนายทองดีเอาไว้ก่อนที่ดาบในมือจะถึงต้นคอของศิลา
    ศิลารู้สึกโล่งอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน "ขอบคุณครับที่ห้ามพี่ล่ำเอาไว้" นายทองดีทำตาแข็งใส่ศิลา
    "แล้วเจ้าเป็นใครเหตุไฉนจึงอยู่ใต้ลมได้" เจ้าเมืองตากเอ่ยถามบุรุษผู้ไม่เต็มบาท"ผมชื่อศิลาทำไมถึงอยู่ใต้พายุอันนี้ก็จำไม่ได้เหมือนกันครับ" ผู้ที่อยู่บริเวณนั้นต่างลงความเห็นว่าบุรุษผู้นี้คงเป็นบ้าหาไม่แล้วคงจะไม่พูดจาพิกลเช่นนี้"คำพูดคำจาของเจ้าแปลกพิกลนัก" ศิลาก็คิดเช่นเดียวกัน"แล้วที่นี้" เขามองรอบๆก่อนจะได้รับคำตอบจากนายทองดีว่า ที่นี้เมืองตาก "แล้วปีละปีอะไร" ศิลารู้สึกตกใจเพราะเขารู้แล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝันหรือโดนคนกลั่นแกล้งเพราะเขาพึ่งจะผ่านมรสุมพายุลูกใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ "ปี2307มีอันใดฤา" ศิลานิ่งเงียบไปเหมือนถูกพายุขนาดใหญ่พัดพาให้ร่องลอยออกไปแต่ครั้งนี้พายุนั้นไม่ได้กระทบส่วนใดๆของร่างกายศิลาแต่มันเกิดขึ้นที่จิตใจของเขา
    "พายุมันทำให้ย้อนเวลามายุคกรุงธนบุรีเลยหรอวะเนี้ย" ศิลารู้สึกใจหายจนอยากร้องไห้เขารู้สึกคิดถึงบ้านคิดถึงครอบครัว