คืนนี้ซินหยางเฟิ่งหลับอย่างรวดเร็วหลังจากหัวถึงหมอนเพียงไม่นานเนื่องจากวันนี้นางเหน็ดเหนื่อยจากการเดินเขาเก็บผักป่าครึ่งค่อนวันแล้วไหนจะเดินไปเดินกลับจากบ้านถึงูเาอีก ร่างกายนี้กำลังปรับตัวอย่างช้าๆจากคุณหนูผู้ไม่ยอมออกแรงมากเกินไป สู่การเป็สาวชาวบ้านสู้ชีวิตนางคิดว่าแค่นี้ยังไม่พอ นางจะต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น และมากขึ้นจนกว่าจะถึงระดับที่อย่างน้อยก็มีความแข็งแรงปราดเปรียวเท่าชาติที่แล้ว
“โอ๊ย ซี้ด”ซินหยางเฟิ่งสะดุ้งตื่นและสูดปากอย่างลืมตัวเพราะความเจ็บและแสบร้อนจู่โจมที่แก้มั้แ่ยังไม่ทันถึงเวลาตื่น
“อูย วันนี้เจ็บเร็วกว่าปกติอีก ไม่ไหวๆขืนยังเป็อยู่อย่างนี้ทุกวัน ข้าต้องบ้าตายแน่” ซินหยางเฟิ่งกัดฟันบ่น
ครั้งนี้เจ็บไม่นาน เพียงราวๆ สามเฟินเท่านั้นแต่ซินหยางเฟิ่งก็ไม่พอใจเลยสักนิด นางจะพอใจก็ต่อเมื่อพิษนี้หายไปอย่างสิ้นเชิงและไม่เกิดอาการเหล่านี้อีกนางจึงยิ่งมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้นที่จะหาวิธีแก้พิษนี้ให้สำเร็จให้จงได้รู้สึกแค้นเคืองคนที่วางยานางเหลือเกินแต่เหมือนว่าอนุที่วางยานางคนนั้นจะถูกท่านโหวซูลงโทษด้วยการโบยแล้วปลดออกจากการเป็อนุและไล่กลับบ้านไปแล้วเหลือเพียงลูกสาวของนางที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในจวนต่อได้เท่านั้นความแค้นนี้นางจะไม่นำไปลงที่ลูก แต่อย่าให้เจอตัวอนุนางนั้นเชียว นางเอาคืนแน่แม้อนุจะถูกลงโทษไปแล้ว แต่ตัวนางผู้รับ่ต่อร่างกายนี้ ไม่พอใจอย่างยิ่งเพราะนางต้องทนความเจ็บทุกวัน
เมื่อหายเจ็บแก้มแล้ว หญิงสาวก็ไม่คิดจะนอนต่อตอนนี้เพิ่งจะกลางยามอิ๋น แต่นางก็ไม่อยากนอนแล้วจึงลุกขึ้นล้างหน้าเช็ดตัวแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปวิ่งรอบบ้าน
หลังจากวิ่งประมาณครึ่งชั่วยาม ก็ฝึกศิลปะการต่อสู้ต่อโดยเริ่มจากการยืนม้า หลังจากทำท่านี้อยู่ประมาณสองเค่อ ซินกังก็เดินเข้ามาหา
“เ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ”
“ฝึกศิลปะการต่อสู้”
“ฮะ เ้าพูดว่าอย่างไรนะ”
“ฝึกศิลปะการต่อสู้”ซินหยางเฟิ่งกล่าวซ้ำโดยไม่มองหน้าซินกังนางยังคงทำท่ายืนม้าด้วยความตั้งใจเช่นเดิม
“นี่เรียกว่าฝึกศิลปะการต่อสู้เหรอ”ซินกังยกมือข้างหนึ่งขึ้นจับคางตนเอง เดินวนรอบซินหยางเฟิ่ง พิจารณาท่าทางของนาง
เด็กหนุ่มคิดว่าการฝึกศิลปะการต่อสู้คือการฝึกเตะต่อยไม่ใช่มาทำท่าแปลกๆเช่นนี้ เหมือนจะยืนก็ไม่ยืน จะนั่งก็ไม่นั่ง
ซินหยางเฟิ่งยืดกายขึ้นบิดตัวเลิกยืนม้าแล้วอธิบายให้เขาฟัง
“ถ้าจะฝึกศิลปะการต่อสู้ก็ควรฝึกร่างกายก่อนยืนม้าเป็ทั้งพื้นฐานและขั้นสูง ถือเป็ท่าที่เป็หัวใจของศิลปะการต่อสู้ได้เลยนะมันจะช่วยฝึกกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรง ถ้าขาเ้าไม่แข็งแรงเ้าจะเอาแรงที่ไหนไปต่อสู้”
“อ้อ” ซินกังพยักหน้าเข้าใจ
“แสดงว่าเ้าเคยฝึกมาก่อนสินะ” ซินกังถาม
ซินหยางเฟิ่งพยักหน้า “แน่นอน ข้าเคยฝึกตอนอยู่จวนโหวน่ะแล้วเ้าทำงานของเ้าเสร็จแล้วหรือ มาว่างซักไซ้ข้าน่ะ”
“ก็..ยังนะ ข้าแค่สงสัย เลยแวะมาถามน่ะถ้าอย่างนั้นข้าไปละ” ซินกังกล่าวแล้วเดินออกไป
การใช้ชีวิตของซินหยางเฟิ่งยังคงวนเวียนอยู่กับบ้านและูเาอาหารการกินก็ไม่ต้องกังวล วันไหนหาผักหาเนื้อจากูเาได้ก็กินที่หามาได้วันไหนได้มาเพียงผักป่าก็จะนำเนื้อสัตว์จากชิปมิติออกมาทำอาหารแน่นอนว่าต้องอ้างว่านำออกมาจากถุงเฉียนคุน คนในครอบครัวซินมีความสุขกับชีวิตอันเรียบง่ายเพียงการได้กินอาหารจนอิ่มทุกมื้อ
นอกจากเื่หาอาหารแล้วซินหยางเฟิ่งจะเพิ่มเวลาการฝึกฝนร่างกายอยู่เสมอจนผ่านไปเกือบเดือนนางก็ไม่เหนื่อยง่ายแล้ว ร่างกายแข็งแรงขึ้นมากทุกคนคุ้นชินที่เห็นซินหยางเฟิ่งออกกำลังกายตอนเช้า และฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็หมัดมวย หรือการขว้างมีด ซึ่งมีดนั้นนางบอกว่าอาจารย์มอบให้เนื่องจากไม่ว่าจะเป็รูปแบบหรือวัสดุที่ใช้ทำมีด ล้วนแตกต่างจากมีดในแคว้นนี้และพวกเขาก็ไม่ได้สงสัยอะไร
เมื่อมั่นใจว่าความแม่นยำในการขว้างมีดของนางยังคงเหมือนเดิมนางจึงเปลี่ยนมาลองหัดอาวุธของยุคสมัยนี้ดูบ้าง นั่นคือ ธนูซึ่งต้องยอมรับว่านางไม่ถนัดอาวุธชนิดนี้เอาเสียเลย นางเคยได้รับการสอนและเคยฝึกยิงธนูมาบ้าง แต่ตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 22 ธนูไม่ใช่ตัวเลือกของนาง เพราะในเมื่อมีปืนที่มีอานุภาพดีกว่าแล้วทำไมนางจะต้องมาเสียเวลาฝึกธนูด้วย นางจึงเรียนรู้แค่ผ่านๆ เท่านั้นไม่ได้ฝึกฝนจริงจัง แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน นางไม่สามารถใช้ปืนได้แล้วนางจึงควรฝึกการใช้อาวุธระยะไกลบ้าง อย่างน้อยเวลาขึ้นเขา หากเจอเหยื่อระยะไกลก็สามารถใช้ทักษะการยิงธนูได้
เพียงแค่ซินหยางเฟิ่งบอกว่าอยากฝึกยิงธนูแต่ไม่มีอุปกรณ์อภินันทนาการจากเหล่าซินก็ตามมาในเวลาเพียงสองวัน โดยไม่ถามอะไรสักคำซึ่งมันก็แข็งแรงทนทานดี ทุกวันนี้เวลานางไปทีู่เา นอกจากจะหาอาหารแล้วนางยังใชู้เาเป็สถานที่ฝึกซ้อมยิงธนูด้วย เนื่องจากพื้นที่บ้านของครอบครัวซินมีผืนที่ดินเล็กเกินไปการจะฝึกยิงธนูที่ลานบ้านก็เลิกฝันไปได้เลย
สำหรับซินหยางเฟิ่งแล้วแม้ว่าการดำรงชีวิตในครอบครัวซินจะไม่ได้สุขสบายนัก แต่ตอนนี้นางก็ยังพอยอมรับได้สมาชิกในครอบครัวก็ใจดีกับนางจะมีก็เพียงความรู้สึกเ็ปบนใบหน้าบางเวลาในแต่ละวันนี่แหละที่นางไม่อาจยอมรับ
“เห็นทีคงต้องหาทางกำจัดพิษแบบจริงๆ จังๆ เสียแล้วสิจะทำอย่างไรดีนะ” ซินหยางเฟิ่งครุ่นคิดจนดูเหม่อลอย
“คิดอะไรอยู่หรือ” นางซินฟางถาม
ซินหยางเฟิ่งหลุดจากภวังค์ความคิดหันมาตามเสียงที่ได้ยินซึ่งอยู่ข้างๆ นาง “ท่านแม่”
“นั่งเหม่อขนาดนี้คิดอะไรอยู่ ไม่สบายหรือไม่”นางซินฟางยกหลังมือขึ้นแตะที่หน้าผากขาวนวลของลูกสาว
“อ้อ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกเ้าค่ะแค่คิดว่าจะหาวิธีกำจัดพิษอย่างไรดีน่ะ” ซินหยางเฟิ่งตอบตามความจริง
นางซินฟางมีสีหน้าเศร้า รู้สึกผิดต่อลูกสาว “แม่ขอโทษแม่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากแม่มีเงิน แม่คงจะตามหาหมอเก่งๆ มารักษาเ้าได้”
“ท่านแม่อย่าเศร้าไปเลยเ้าค่ะ เื่หาหมอเก่งๆน่ะท่านโหวซูเคยหามานักต่อนักแล้วเ้าค่ะ แต่ก็ยังรักษาไม่ได้”ซินหยางเฟิ่งปลอบใจนางซินฟาง
ทั้งสองคนเงียบนางซินฟางรู้สึกว่าตนช่างไร้ประโยชน์ต่อลูกสาว ไม่ สามารถช่วยลูกให้คลายทุกข์จากความเ็ปได้กลายเป็ลูกสาวเสียอีกที่ช่วยดูแลนางและครอบครัวเื่อาหารการกินจนทำให้ทุกคนได้กินอิ่มทุกมื้อ
ซินหยางเฟิ่งเห็นนางซินฟางคิดมากจึงพูดเพื่อคลายความตึงเครียด “อืม แม้จะยังหาหมอมารักษาไม่ได้แต่อนาคตก็ไม่แน่ใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นอันดับแรกเราควรหาเงินเยอะๆเพื่อเตรียมความพร้อมเอาไว้ก่อนดีกว่า เพราะการรักษาต้องใช้เงินทั้งนั้นทั้งค่ายาค่าหมอ ขืนยังมัวนั่งเศร้าอยู่อย่างนี้ต่อไป ถ้าเจอหมอเก่งๆที่มีความสามารถรักษาข้าได้ แต่เราไม่มีเงิน ความหวังก็ต้องหลุดลอยไปอีก”
‘แล้วไหนจะบ้านที่ทรุดโทรมพร้อมจะพังตลอดเวลาอีกเล่าตอนนี้ก็ยังไม่เท่าไร แต่อีกไม่กี่เดือนก็จะเข้าฤดูหนาวแล้วเห็นทีข้าคงต้องหาเงินให้มากจริงๆ จะได้สร้างบ้านใหม่ได้ข้าจะมามัวเถลไถลไม่ได้แล้ว” ซินหยางเฟิ่งมองเข้าไปในบ้าน แล้วคิดในใจไม่พูดออกมาให้นางซินฟางรู้สึกย่ำแย่มากขึ้น
นางซินฟางฟื้นความคิดขึ้นมา ผงกศีรษะเห็นด้วย “ใช่ๆต้องหาเงินเยอะๆ แต่...จะหายังไงล่ะ”
หายเศร้าเพียงประเดี๋ยวประด๋าว นางซินฟางก็กลับไปคอตกอีกเพราะถ้าเงินหาได้ง่ายขนาดนั้น พวกนางก็คงไม่ยากจนมาจนถึงทุกวันนี้
“เดี๋ยวค่อยๆ คิดไปก็ได้เ้าค่ะ ถ้าข้าเอาจริงข้าต้องคิดได้แน่นอน” ซินหยางเฟิ่งกล่าว ทั้งที่ในหัวของนางตอนนี้ก็กลวงโบ๋
ความสามารถของนางกับสถานการณ์ความเป็จริงในขณะนี้นางจะทำเงินอย่างไรดีนะ ให้ทำเกษตรปลูกผักปลูกหญ้าขายเหรอ ซินหยางเฟิ่งส่ายหน้าปฏิเสธทักษะด้านนี้ นางรู้แค่ทฤษฎี ไม่เคยปฏิบัติจริง น่าจะไปไม่รอด
หรือจะไปสมัครเป็ทหารดี อาชีพเก่าแบบนี้ก็ใช้ได้เลยนะนางถนัด แต่ว่าในสมัยนี้เป็ยุคปิตาธิปไตย หรือจะเรียกว่า ระบบชายเป็ใหญ่ก็ไม่ผิดนัก ดังนั้นถ้านางจะเข้ากองทัพก็คงเป็ไปไม่ได้อีก
หรือจะไปปักผ้าขายแบบป้าสะใภ้กับซินลี่ถังอันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ แค่นางเย็บผ้าติดกันได้ก็ดีนักหนาแล้ว
ยิ่งคิด ซินหยางเฟิ่งก็ยิ่งหน้ามู่ทู่ สุดท้ายจึงเลิกคิด
“ใกล้ได้เวลาแล้ว เดี๋ยวแม่ไปทำกับข้าวก่อนนะ”นางซินฟางกล่าว เรียกสตินึกคิดของซินหยางเฟิ่งให้กลับคืนมา
“อ้อ ตอนนี้ข้าว่าง เดี๋ยวข้าช่วยเ้าค่ะ”ซินหยางเฟิ่งเสนอตัว
นางซินฟางพยักหน้า “ได้เลย”
สองแม่ลูกลุกขึ้นเข้าครัวทำอาหารเย็นรอทุกคน
"อร่อยมากกกก" ซินลี่ถังลากเสียงยาวหลังจากได้กินหมูทอดซอสเปรี้ยวหวานไปคำหนึ่ง
“ใช่ อร่อยจริงๆ” แม่เฒ่ามู่ออกความเห็นบ้าง
ทุกคนพยักหน้ายืนยัน
คนทำอาหารอย่างซินหยางเฟิ่งจึงยิ้มกว้างฝีมือการทำงานบ้านของนางอาจจะไม่ได้เื่ แต่การทำอาหารนางรับประกันได้เพราะมันคืองานอดิเรกของนาง อีกทั้งอาหารรายการนี้จัดว่าเป็อาหารจีนยอดนิยมจานแรกเป็ที่รู้จักในวงกว้างของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลก อยู่ในกลุ่มอาหารเสฉวนที่สำคัญคือมันทำง่าย
“ไข่น้ำก็อร่อย ยายชอบ”แม่เฒ่ามู่ชื่นชอบไข่น้ำเป็พิเศษ เพราะเคี้ยวง่าย รสชาติกลมกล่อม
“ผัดผักป่าก็ไม่เลวเลย แม้จะเป็เพียงอาหารบ้านๆแต่รสชาติไม่บ้านๆ เลย” สะใภ้จางก็เอ่ยชมเช่นกัน
พวกผู้ชายไม่พูดอะไรเพียงแต่พยักหน้าเออออเห็นด้วยตะเกียบในมือขยับไม่หยุด
“ดูอาหารที่เ้าทำสิ ทำเอาอาหารแม่แทบไม่ยุบเลย”นางซินฟางพูดบ้าง
“นี่ถ้าทำขาย คงขายดีเป็เทน้ำเทท่าเลยนะ”ป้าสะใภ้พูดต่อ
คำพูดนี้ทำให้นางซินฟางและซินหยางเฟิ่งชะงักตะเกียบแล้วหันมามองหน้ากัน อาการนี้ทำให้คนอื่นๆในวงข้าวชะงักตาม เหล่าซินถาม
“มีอะไรหรือ”
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะท่านพ่อเพียงแต่วันนี้หยางเฟิ่งกับข้าเพิ่งคุยกันว่าจะหาเงินได้อย่างไร” นางซินฟางตอบบิดา
ซินหยางเฟิ่งนิ่งเงียบไม่ออกความเห็น คนอื่นๆมองนางแต่ไม่ส่งเสียงถาม
สักพักซินหยางเฟิ่งจึงพูด “เอาไว้ ข้าจะเก็บไปคิดดู”