บทที่ 19 เซอร์ไพรส์พวกเธอไง!
ถึงแม้ว่าเสิ่นมู่เหยี่ยจะรู้ว่าบางครอบครัวในแวดวงนี้ ภายนอกดูดี แต่ภายในเน่าเฟะ แต่เขาก็ไม่เคยเจอเื่อื้อฉาวมากมายและต่อเนื่องขนาดนี้มาก่อน
วันนี้หลังเลิกเรียน เขาก็ได้เปิดหูเปิดตา
หลังจากไปส่งหลินเฟิงเซี่ยวที่บ้านของกู้ไฮว๋แล้ว ฉินเจินก็พาอีกสองคนไปที่สำนักลาดตระเวน
เสิ่นมู่เหยี่ยยืนกอดอกอยู่หน้าสำนักลาดตระเวน พร้อมกับส่งเสียงจิ๊จ๊ะ น้ำเสียงยียวนกวนประสาทปนกับความเอาแต่ใจ
“ว่าไง? เมื่อวานนี้ฉันไปตีกับคนอื่นที่โรงเรียนแล้วโดนแจ้งความ หรือว่าการสูบบุหรี่กับไม่ส่งการบ้านมันผิดกฎหมาย?”
ฉินเจิน “...”
นายอยากโดนแสงสว่างแห่งความถูกต้องสั่งสอนรึไง?
เสิ่นจืออินหยิบขวดนมขึ้นมาจิ้มที่เอวเขา
“เธอสูบบุหรี่เหรอ?”
เสิ่นมู่เหยี่ยตอบกลับ “เหอะ ๆ คุณย่า อย่าบอกนะว่าเธอจะสั่งสอนไม่ให้ฉันสูบบุหรี่? บอกเลยว่าไม่มีทาง!”
เขานี่มันตายด้านไปแล้วรึไงนะ
เสิ่นจืออินเบะปากเล็กน้อย “ฉันแค่จะถามว่าบุหรี่รสชาติเป็ยังไง อร่อยไหม?”
เสิ่นมู่เหยี่ยถึงกับพูดไม่ออก เมื่อมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเธอ เขาก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี
“เด็ก ๆ ไม่ควรมายุ่งกับเื่พวกนี้”
พูดจบก็รู้สึกว่าไม่หนักแน่น จึงเสริมอีกประโยค “เด็กผู้หญิงอย่าสูบบุหรี่ โตขึ้นก็ห้ามสูบ”
เพื่อความปลอดภัย ต่อไปนี้อย่าให้มีบุหรี่อยู่ในบ้านแม้แต่มวนเดียว
เสิ่นจืออินส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะเงยหน้าเล็ก ๆ อย่างหยิ่งผยอง ไม่สนใจใครทั้งนั้น
“เธอไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!”
ยืนหยัดในความดื้นรั้น เหมือนกับเสิ่นมู่เหยี่ย
เสิ่นมู่เหยี่ย “…”
ตอนที่ตัวเองดื้อรั้นก็ไม่เห็นรู้สึกอะไร ตอนนี้พอคุณย่าดื้อรั้นขึ้นมา ทำไมเขารู้สึกปวดหัวขนาดนี้
คุยกันไป ทะเลาะกันไป ทั้งสามคนก็มาถึงแผนกนิติเวชแล้ว
ตอนนี้แพทย์นิติเวชหลายคนกำลังตรวจสอบกระดูกอยู่
ฉินเจินยืนอยู่ที่ประตู ไม่อยากเข้าไปจริง ๆ
คนอื่นไม่รู้ แต่เขารู้ว่ามีผีอยู่ข้างใน
เมื่อนึกถึงเวลาทำงานที่นี่จะต้องถูกผีจ้องมอง เขาก็รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว
มีแต่คนที่ไม่รู้อะไรเลย ถึงจะมีความสุข
เขาพาเสิ่นจืออินเข้าไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
แพทย์นิติเวชคนหนึ่งสนิทกับฉินเจิน เห็นเขาเข้ามา ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่พอเห็นเขาพาเด็กสองคนเข้ามา ก็...
“ฉินเจิน นายจะทำอะไร? พาเด็กสองคนเข้ามาทำไม?”
ฉินเจินพูดว่า “นายให้คนอื่นออกไปก่อน ฉันมีเบาะแสบางอย่าง”
หลูติ้งอันยักไหล่ แล้วให้คนอื่นออกไป
นี่เป็ครั้งแรกที่เสิ่นมู่เหยี่ยมาที่แบบนี้ พอเห็นกระดูกพวกนั้น ถึงแม้เขาจะเป็คนกล้าแค่ไหน ก็ยังรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา
แต่ไม่นานเขาก็ปรับตัวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นเสิ่นจืออินที่ดูสงบนิ่ง
เขาจะไม่ยอมแพ้เด็กสามขวบหรอกนะ
“เอ่อ...เธออยู่ที่นี่เหรอ?” ฉินเจินนั่งลงแล้วถามเสิ่นจืออิน
เสิ่นจืออินมองไปทางด้านข้างของเขา ฉินเจินขนลุกซู่ รีบขยับไปอีกด้านอย่างรวดเร็ว
หลูติ้งอันกับเสิ่นมู่เหยี่ยมองดูทั้งสองคนอย่างงุนงง พวกเขากำลังเล่นอะไรกันอยู่?
“ตอนนี้ เื่นี้น่าจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลกู้มากนัก แต่พวกเราได้ตามตัวคนงานก่อสร้างในตอนนั้นมาสอบสวนแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามีศพเด็กถูกฝังอยู่ข้างใน และดูเหมือนจะไม่ได้โกหก”
คดีนี้สืบสวนมาถึงทางตัน และใช้เวลานานเกินไป สำนักลาดตระเวนทุ่มเทกำลังไปมากแต่ก็ยังหาต้นตอไม่ได้
ฉินเจินจึงนึกถึงเสิ่นจืออิน และอยากลองให้เด็กคนนี้ช่วยหาเบาะแสอะไรเพิ่มเติม
เสิ่นจืออินเหลือบมองผีเด็กหญิง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสซื่อแต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจ
“ฉันทำให้เธอระลึกถึงเื่ราวได้ แต่ถ้าทำแบบนั้นเธออาจจะกลายเป็ผีร้ายได้นะ”
ฉินเจินรู้สึกหนักใจ เขาอยากปิดคดีก็จริง แต่พอได้ยินคำว่าผีร้ายก็รู้สึกไม่ดี
เพราะเคยเจอผีเด็กมาก่อน เมื่อกลับไปเขาจึงสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับผีทางอินเทอร์เน็ต
ผีร้ายถ้าควบคุมไม่อยู่อาจฆ่าคนได้
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?”
เขาไม่คิดว่าเสิ่นจืออินจะสู้ผีร้ายไหว เด็กตัวแค่นี้ ต่อให้ต่อยคนได้ แต่ผีกับคนมันคนละระดับกัน ยิ่งเป็ผีร้ายด้วยแล้ว
เสิ่นจืออินเชิดหน้าอกตอบอย่างมั่นใจ “ให้ฉันเถอะ ฉันทำได้!”
เธอน่ะสุดยอดมาก! เก่งกว่าท่านผู้เฒ่าเสียอีก
ฉินเจินมองไปที่เด็กน้อยร่างเล็กจ้ำม่ำ แก้มยุ้ยน่ารัก พูดจาน้ำเสียงอ่อนหวาน แถมยังมีขวดนมติดมือกับแขนขาป้อม ๆ
ต่อให้เธอจะพยายามเชิดหน้าอกให้ดูน่าเชื่อถือ เขาก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี
“ขอถามหน่อย พวกนายออกมาจากโรงพยาบาลบ้าไหนกัน?”
หลูติ้งอันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทนไม่ไหว ถ้าไม่ติดว่ามีเด็กอยู่ตรงนี้ เขาคงด่ากราดใส่หน้าฉินเจินไปแล้ว
ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยนั้น เห็นด้วยอย่างยิ่ง
คุณย่าตัวน้อยของเขาก็ว่าไปอย่าง เพราะเธอยังเด็ก ความคิดความอ่านเลยเหมือนม้าพยศ บังคับไม่ได้
แต่ไม่เคยได้ยินว่าฉินเจินเคยเข้าโรงพยาบาลบ้าสักหน่อยนี่
“ฉันรู้ว่ามันฟังดูเหลือเชื่อ แต่ถ้าบอกไปนายอาจจะไม่เชื่อ กระดูกพวกนี้เธอเป็คนพาฉันไปเจอมันเอง...”
ระหว่างที่ฉินเจินกำลังอธิบายให้หลูติ้งอันฟัง เสิ่นจืออินก็เริ่มลงมือแล้ว
เธอเอาขวดนมคาบไว้ในปาก แล้วใช้มือทั้งสองข้างเริ่มร่ายมุทรา
มือของเด็กสามขวบนั้นเล็กและอ่อนนุ่ม บนหลังมือยังมีรอยบุ๋ม นิ้วมือก็สั้นป้อม
แต่เธอเปลี่ยนท่าทางอย่างคล่องแคล่ว พลังงานบางอย่างที่มนุษย์มองไม่เห็นก็เปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนไหวของเธอ
ในที่สุด ตราประทับลึกลับก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเสิ่นจืออิน เธอจึงส่งมันเข้าไปในร่างของผีเด็กทันที
เสิ่นมู่เหยี่ยสงสัย “เมื่อกี้เธอกำลังทำอะไรอยู่?”
ดูเหมือนไม่ได้ทำส่ง ๆ ท่าทางสวยงามมาก
เสิ่นจืออินดูดนมไปสองสามคำ “เซอร์ไพรส์พวกเธอไง!”
ความแค้นของผีร้ายนั้นแข็งแกร่ง ตราบใดที่เธอ้า มนุษย์ก็สามารถมองเห็นได้เช่นกัน
หัวใจของฉินเจินกระตุกวูบ
“เธอ เธอ เธอ... เธอทำให้เด็กคนนั้นกลับมาได้แล้วเหรอ?”
เสิ่นจืออินบ่นพึมพำ “ยังหรอก”
ฉินเจินถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขายังไม่พร้อม
แต่ไม่ทันไร เสียงเล็ก ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “กำลังฟื้นฟูอยู่”
เมื่อสิ้นเสียง พลังความแค้นรอบ ๆ ตัวผีเด็กที่หลับตาอยู่ก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
หลอดไฟในห้องผ่าศพเริ่มกะพริบ อุณหภูมิโดยรอบลดลงอย่างรวดเร็ว และยังมีลมเย็นพัดมาเป็ระยะ ๆ
เสิ่นมู่เหยี่ยกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนถามหลูติ้งอัน “นี่...นี่เป็เพราะไฟในห้องผ่าศพของพวกคุณเก่าแล้วใช่ไหม?”
หลูติ้งอันรู้สึกใจสั่นเล็กน้อย “น่า...น่าจะใช่นะ”
พวกเขาพยายามปลอบใจตัวเอง แต่ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมอย่างโกรธแค้น ฟังดูน่าขนลุก
ไฟในห้องผ่าศพะเิทันที
ฉินเจินะโ “บ้าเอ๊ย บอกแล้วไงว่ายังไม่พร้อม!”
แย่แล้ว แย่แล้ว พวกเขาคงไม่ตายกันหมดหรอกนะ
ผีเด็กที่ฟื้นคืนความทรงจำทั้งหมดในตอนนี้ ได้กลายเป็ผีร้ายไปแล้ว และความแค้นได้ครอบงำจิตใจจนขาดสติ
สิ่งแรกที่คิดจะทำคือ ฆ่า ฆ่าทุกสิ่งรอบตัว
ในขณะนั้น แสงไฟในห้องผ่าศพแม้จะค่อนข้างมืด แต่พวกเขาก็ยังมองเห็นสถานการณ์รอบข้างได้
ทั้งสามคนเห็นร่างผีเด็กที่รวมตัวขึ้นจากความโกรธแค้น
เสิ่นมู่เหยี่ยร้องออกมาว่า “บ้าชิบ!”
หลูติ้งอันก็ร้องลั่น “พระเ้าช่วย!”
ทั้งสองคนกอดกันด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความใและหวาดผวา
“จบกัน” ฉินเจินเอ่ย
ผีเด็กพุ่งเข้ามาหาพวกเขาแล้ว
ฉินเจินะโเสียงดังว่า “เสิ่นจืออิน ช่วยคิดหาวิธีหน่อยสิ!!!”
ไม่งั้นพวกเราคงต้องตายที่นี่แน่ ๆ