เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 44 : เตรียมสอบข้ามชั้น
ต้นปี 1971 ข่าวลือเริ่มแพร่กระจายในหมู่นักเรียนนักศึกษาว่าทางการอาจพิจารณาให้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาเปิดอีกครั้งในอนาคตแม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นเมื่อไหร่แต่ซินเยว่ที่คำนวณตัวเลขไว้ในใจมาตลอดหลายเดือนก็เริ่มรู้สึกว่าถึงเวลาต้องพูดเรื่องนี้กับครอบครัวอย่างจริงจังแล้ว
ก่อนจะคุยกับครอบครัวเธอชวนอวี้เหมย์มานั่งคุยกันสองต่อสองที่ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางลานบ้านก่อนเป็นคนแรก"ฉันคิดเรื่องสอบข้ามชั้นอยู่นะ เธอว่ายังไง"
อวี้เหมย์ฟังแล้วทำหน้าตกใจเล็กน้อย"ข้ามชั้นเหรอ แล้วฉันล่ะ ถ้าเธอข้ามชั้นไปเรียนก่อนเราก็จะไม่ได้เรียนด้วยกันอีกแล้วสิ"
ซินเยว่มองเพื่อนสนิทด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจเธอไม่เคยคิดจะทิ้งเพื่อนคนสำคัญคนนี้ไว้ข้างหลังเลยแม้แต่น้อย"ฉันไม่อยากทิ้งเธอไว้คนเดียวหรอกนะ เธอลองเตรียมตัวไปพร้อมกันไหมล่ะฉันจะช่วยติวให้เต็มที่เลย"
"จริงเหรอแต่ฉันไม่เก่งเลขเท่าเธอนะ" อวี้เหมย์ถามด้วยความไม่มั่นใจ
"ไม่เป็นไร ค่อยๆฝึกไปด้วยกัน ถ้าจังหวะไม่ตรงกันเป๊ะฉันก็ยินดีรอให้เธอตามทันก่อนค่อยเข้าเรียนพร้อมกันจริงๆ"ซินเยว่ตอบอย่างจริงใจในใจคิดไว้แล้วว่าต่อให้ต้องรอสักปีสองปีกว่าจะได้เข้าเรียนพร้อมกันก็ยังดีกว่าต้องแยกจากเพื่อนคนสำคัญไปเรียนคนเดียว
คำพูดนั้นทำให้อวี้เหมย์ยิ้มด้วยความซาบซึ้งใจ"ขอบใจนะ งั้นฉันจะพยายามเต็มที่เลย"
คืนหนึ่งหลังมื้อค่ำเธอขอเวลาคุยกับพ่อแม่และปู่ย่าเป็นการส่วนตัว"หนูคิดเรื่องการเรียนของตัวเองมานานแล้วค่ะ อยากขอสอบข้ามชั้นดู"
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ"ทำไมถึงอยากข้ามชั้นล่ะลูก" หวังซูเจินถามด้วยความสงสัย
"เพราะโรงเรียนปิดไปสองปีเต็มๆตอนปฏิวัติวัฒนธรรมค่ะ" ซินเยว่อธิบายอย่างเป็นระบบเหมือนกำลังนำเสนอแผนงานต่อหน้าคณะกรรมการ "ถ้าเรียนตามระบบปกติต่อไปเรื่อยๆกว่าหนูจะจบมัธยมปลายก็อาจจะช้ากว่าจังหวะที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยน่าจะกลับมาเปิดอีกครั้ง หนูเลยคิดว่าถ้าข้ามชั้นได้สักปีสองปีน่าจะช่วยให้หนูเรียนจบเร็วขึ้นและสามารถสอบเข้าได้ทันทีที่จะมีประกาศเปิดสอบค่ะ"
"แล้วอวี้เหมย์ล่ะ"เฉินซิ่วหลานถามขึ้นด้วยความห่วงใยเพราะรู้ดีว่าหลานสาวสนิทกับเด็กหญิงคนนั้นมากแค่ไหน
"หนูชวนอวี้เหมย์ให้เตรียมตัวไปพร้อมกันแล้วค่ะย่าถึงจะต้องรอเธอสักหน่อยก็ไม่เป็นไร หนูไม่อยากทิ้งเธอไว้คนเดียว"ซินเยว่ตอบอย่างมั่นใจ
หลินเต๋อชางฟังแล้วพยักหน้าอย่างชื่นชม"หลานคิดรอบคอบและมองการณ์ไกลมากเลยนะ ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องเพื่อนแบบนี้ปู่เห็นด้วยเต็มที่"
"แต่การสอบข้ามชั้นต้องสอบผ่านเนื้อหาหลายระดับพร้อมกันเลยนะยากไม่ใช่เล่นนะลูก" หลินเจี้ยนหมินเตือนด้วยความเป็นห่วง
"หนูพร้อมจะพยายามเต็มที่ค่ะพ่อ"ซินเยว่ตอบอย่างมั่นใจ
เมื่อทุกคนเห็นชอบซินเยว่ก็เริ่มเตรียมตัวอย่างจริงจัง ทุกคืนหลังทำการบ้านเสร็จเธอจะนั่งอ่านทบทวนเนื้อหาของชั้นที่สูงกว่าเพิ่มเติมด้วยตัวเองถึงแม้ว่าในชาติก่อนเธอจะเรียนจบสูงแค่ไหนแต่เธอก็ไม่เคยทำอะไรโดยไม่มีการเตรียมตัวเพื่อให้มั่นใจในผลลัพธ์ที่คาดหวังเธอวางแผนการอ่านเป็นตารางชัดเจนเหมือนที่เคยทำตอนเป็นครูแบ่งเนื้อหาแต่ละวิชาออกเป็นหัวข้อย่อยและกำหนดเวลาให้แต่ละหัวข้ออย่างเป็นระบบ
สุดสัปดาห์อวี้เหมย์จะแวะมาติวหนังสือด้วยกันที่บ้านหลินเป็นประจำทั้งสองนั่งล้อมโต๊ะตัวเดียวกัน ซินเยว่อธิบายโจทย์ยากๆให้เพื่อนฟังอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแบ่งปัญหาใหญ่ให้เป็นส่วนย่อยที่จัดการได้ง่ายขึ้นตามนิสัยที่ติดตัวมาตลอด
"ข้อนี้ยากจังเลย"อวี้เหมย์บ่นพลางกุมหัวกับโจทย์เลขที่ซับซ้อน
"ลองแยกเป็นสองขั้นตอนดูสิขั้นแรกหาค่านี้ก่อน แล้วค่อยเอาไปใช้ต่อ" ซินเยว่อธิบายอย่างใจเย็นไม่เคยแสดงท่าทีเบื่อหน่ายแม้จะต้องอธิบายซ้ำหลายรอบ
"เธอนี่เป็นครูที่เก่งมากเลยนะ"อวี้เหมย์พูดพลางหัวเราะเมื่อในที่สุดก็เข้าใจโจทย์นั้น
"ก็แค่อยากให้เพื่อนเข้าใจง่ายๆเท่านั้นเอง" ซินเยว่ตอบอย่างถ่อมตัว ไม่รู้ตัวเลยว่าทักษะการสอนที่สั่งสมมาในชาติก่อนกำลังถูกนำมาใช้ช่วยเหลือคนที่เธอรักอีกครั้งในรูปแบบที่ต่างออกไป
จื้อหมิงพี่ชายคนโตตอนนี้ยุ่งอยู่กับการเรียนแพทย์กับลุงรองเต็มตัวไม่ค่อยมีเวลาว่างเหมือนก่อนแต่ทุกครั้งที่แวะกลับมาบ้านก็ยังคงถามไถ่เรื่องการเตรียมสอบของน้องสาวด้วยความห่วงใย
"เป็นยังไงบ้างอ่านหนังสือไปถึงไหนแล้ว" จื้อหมิงถามวันหนึ่งระหว่างพักจากการเรียนแพทย์
"ไปได้เรื่อยๆ ค่ะพี่แต่บางเรื่องก็ยังงงอยู่บ้าง" ซินเยว่ตอบพลางยิ้ม
"เดี๋ยวพี่ลองดูให้หน่อยละกัน"จื้อหมิงนั่งลงช่วยอธิบายจุดที่น้องสาวติดขัดอยู่พักหนึ่งก่อนจะต้องรีบกลับไปเรียนต่อแม้เส้นทางชีวิตจะแยกจากกันไปแล้ว แต่ความห่วงใยของพี่ชายคนโตก็ไม่เคยจางหาย
ในขณะเดียวกัน จื้อเฉิงพี่รองของเธอก็เพิ่งเรียนจบมัธยมปลายพอดีในปีนั้นแทนที่จะรีบเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยทันทีเขากลับรับหน้าที่ดูแลธุรกิจปักผ้าและสมุนไพรของครอบครัวอย่างเต็มตัวตามที่ตกลงกันไว้ในที่ประชุมครอบครัวเพราะยังต้องรออีกหลายปีกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะกลับมาเปิดจริงจัง
"พี่จะช่วยดูแลเรื่องธุรกิจไปก่อนพอใกล้ถึงเวลาสอบค่อยกลับมาอ่านหนังสือเต็มตัวอีกที"จื้อเฉิงอธิบายให้น้องสาวฟังวันหนึ่งขณะนั่งจดบัญชีรายรับรายจ่ายของกลุ่มปักผ้า
"พี่ไม่กลัวลืมเนื้อหาที่เคยเรียนมาเหรอคะ"ซินเยว่ถามด้วยความห่วงใย
"ไม่กลัวหรอกมีน้องคอยเตือนอยู่แล้วนี่" จื้อเฉิงตอบพลางหัวเราะ "อีกอย่างการทำธุรกิจจริงก็ได้ฝึกคิดและวางแผนไม่ต่างจากอ่านหนังสือเลยนะ"
ซินเยว่ยังไปเยี่ยมจื้อเฉียงลูกพี่ลูกน้องที่ทำงานอยู่กับลุงใหญ่ที่คอมมูนด้วยแม้เขาจะแต่งงานและมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว แต่ก็ยังคงมีความสนใจในเรื่องของตัวเลขและการบริหารอยู่เสมอ
"พี่เฉียงยังสนใจเรื่องเรียนต่ออยู่ไหมคะถ้าเปิดสอบขึ้นมาจริงๆ" ซินเยว่ถามด้วยความหวังดี
จื้อเฉียงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้ม"พี่เองก็อยากลองเหมือนกันนะ ทำงานบันทึกข้อมูลที่คอมมูนมาหลายปีเริ่มสนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์จริงจังขึ้นเรื่อยๆอยากรู้ลึกกว่านี้ว่าทำไมบางนโยบายถึงได้ผลดี บางอย่างถึงไม่ได้ผลถ้ามีโอกาสสอบเข้าไปเรียนต่อได้ก็คงดีไม่น้อยถึงจะอายุมากกว่าคนอื่นเขาก็ตาม"
"พี่เฉียงต้องได้เรียนแน่นอนค่ะ"ซินเยว่ให้กำลังใจอย่างจริงใจ ในใจคิดว่าความรู้เรื่องบริหารและนโยบายที่พี่เฉียงสะสมมาจากประสบการณ์จริงหลายปีนั้นมีค่ามากกว่าที่ตัวเขาเองก็อาจนึกไม่ถึง
เดือนแล้วเดือนเล่าผ่านไปด้วยการเตรียมตัวอย่างขะมักเขม้นของซินเยว่แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมาถึงเมื่อไหร่แต่เธอก็เลือกที่จะเตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่าเสียใจภายหลังที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้เลยขณะที่พี่ชายและลูกพี่ลูกน้องแต่ละคนต่างก็เดินตามเส้นทางของตัวเองไปพร้อมกันทั้งเส้นทางแพทย์ของจื้อหมิง เส้นทางธุรกิจของจื้อเฉิงและความฝันด้านเศรษฐศาสตร์ที่เพิ่งงอกงามขึ้นในใจจื้อเฉียง
ระหว่างช่วงเวลาเดียวกันนี้ลูกพี่ลูกน้องอีกสองคนที่เหลือต่างก็ถึงวัยแต่งงานกันตามธรรมเนียมไปทีละคนจื้อเผิงแต่งงานกับเพื่อนร่วมงานที่โรงงานผลไม้กระป๋องก่อนเป็นคนแรกตามด้วยจื้อจวินที่แต่งงานกับหญิงสาวจากหมู่บ้านใกล้เคียงในปีถัดมาแต่ละงานแต่งแม้จะเรียบง่ายไม่ใหญ่โตเท่างานของจื้อกังแต่ก็เต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะไม่ต่างกันทำให้บ้านทั้งสามหลังที่หมู่บ้านชิงเหอคึกคักไปด้วยสมาชิกใหม่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี
ค่ำคืนหนึ่งก่อนสิ้นปี ซินเยว่นั่งทบทวนบทเรียนอยู่คนเดียวใต้แสงตะเกียงมองย้อนกลับไปถึงเส้นทางตลอดหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาตื่นมาเป็นทารกของตระกูลหลินจนถึงวันที่ครอบครัวทั้งหมดต้องย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านชิงเหอแห่งนี้ผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น ความหวาดกลัว และบทเรียนมากมายที่ทำให้ทุกคนในตระกูลผูกพันกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทุกวัน
เธอนึกถึงปู่ที่ยังคงทำงานเป็นที่ปรึกษาโรงงานอย่างมีความสุขนึกถึงย่าที่ยังคงเล่านิทานเรื่องเดิมให้ฟังทุกคืนอย่างอบอุ่นนึกถึงพ่อที่ยังคงพกผ้าเช็ดหน้าเก่าติดตัวทุกครั้งที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่นึกถึงแม่ที่ยังคงปักลายดอกทับทิมในเสื้อทุกตัวไม่เคยขาด นึกถึงพี่ชายทั้งสองที่แม้เส้นทางจะแยกออกไปคนละทางแต่ก็ยังคงรักและดูแลเธอในแบบของตัวเองและนึกถึงลูกพี่ลูกน้องทุกคนที่แม้จะแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเองบ้างแล้วแต่ก็ยังคงกลับมารวมตัวกันทุกครั้งที่มีโอกาส
*อีกไม่นานคงจะได้ก้าวเข้าสู่บทใหม่ของชีวิตแล้วสินะ*
เธอนึกถึงคำพูดของครูใหญ่เฉินที่เคยบอกว่าเธอมีพรสวรรค์ด้านตัวเลขนึกถึงคำชมของปู่ที่บอกว่าเธอมองการณ์ไกลและนึกถึงความไว้วางใจของทุกคนในครอบครัวที่มอบให้เธอมาตลอดความรู้สึกเหล่านั้นรวมกันกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอไม่เคยรู้สึกท้อแท้กับการเตรียมตัวที่ยาวนานและไม่แน่นอนนี้เลยแม้แต่น้อย
เธอยิ้มให้กับตัวเองก่อนจะหันกลับไปอ่านหนังสือต่อพร้อมสำหรับทุกความท้าทายที่กำลังรอคอยอยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการสอบข้ามชั้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ หรือบทเรียนชีวิตอื่นๆที่ยังรอคอยอยู่ในอนาคต เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอรู้ดีว่าครอบครัวที่รักกันเช่นนี้จะยังคงอยู่เคียงข้างกันเสมอไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม