ปลาไหลลายเสือ [ บุรามฉัตร ]

    บทที่ 3 [ 1 ]

    ตอนที่ 3

     

                    เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับความรู้สึกเมื่อยขบไปทั้งตัวในหัวนั้นหนักอึ้งอยากจะนอนราบอยู่กับหมอนนุ่ม ไม่อยากลุกไปไหนเหมือนกับว่าแรงดึงดูดของโลกมันกลับด้านให้ศีรษะจะคอยทิ่มอยู่กับพื้น

                    บรรณรสปรือตาขึ้นมองเพดานรู้สึกมันหนักจนไม่อยากจะลืม ไม่คิดว่าการดื่มเหล้ามันจะทำให้ร่างกายย่ำแย่ขนาดนี้

                    เป็นครั้งแรกในชีวิตและหวังว่าจะเป็นครั้งเดียว เธอเข็ดขยาดเอาจริงๆ

                    หญิงสาวยืดแขนทั้งสองข้างบิดขี้เกียจไปมาขณะนอน พลันเหลือบตาไปเห็นท่อนบนของตัวเองที่โผล่พ้นมาจากผ้าห่มผืนหนา

                    เธอรีบขยี้ตาเร็วๆเหมือนไม่แน่ใจ...นี่เธอยังอยู่ในชุดเมื่อคืนหรอกหรือ...จำอะไรแทบไม่ได้เลยแล้วทำไมเสื้อผ้าที่สวมใส่ถึงหลุดลุ่ย เปิดเผยเนื้อตัวลงไปต่ำกว่าเนินอก

                    เจ้าตัวเรียบเรียงความคิดแม้จะกระท่อนกระแท่นไปบ้าง แต่พอรู้สึกคุ้นภาพบางอย่างเลาๆเจ้าตัวก็ลุกพรวดขึ้นนั่ง พลางเลิกผ้าห่มขึ้น

                    กระโปรงเธอทำไมมันขาดวิ่นไม่เป็นชิ้นดี  แถมมันยังถลกขึ้นมาจนแทบจะไม่อำพรางเรือนร่างได้เลย...นี่มันอะไรกันเมื่อคืนนี้เธอไปสมบุกสมบันที่ไหนมา

                    เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก จึงยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับ โอ๊ย! หัวมันจะระเบิดแล้ว เกิดมาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนสาบานได้เลยว่าจะไม่หลงไปดื่มของมึนเมาอีกเป็นอันขาด

                    บรรณรสถอนหายใจยาวเหยียดรู้สึกร่างกายมันต่อต้านการลุกขึ้นนั่งเสียเหลือเกินเธอจึงค่อยๆเอนหลังก่อนจะนอนราบกับพื้นเตียงอีกครั้ง หวังจะหลับต่ออีกสักงีบ

                    แต่ก็ยังไม่ทันปิดเปลือกตาเมื่อพลิกร่างจากนอนหงายหันไปด้านข้างฝั่งระเบียงห้องด้านหลัง...ภาพใครบางคนที่นอนคุดคู้อยู่บนโซฟาตรงหน้าแม้จะห่อตัวคลุมจนเกือบมิด แต่ศีรษะที่โผล่พ้นมาเกือบคืบเห็นชัดว่าเป็นใครที่เธอไม่รู้สึกคุ้นเคยสักนิด

                    จะว่าเป็นโยธิกาก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะดูจากด้านหลังแล้ว เหมือนกับทรงผมของผู้ชายมากกว่าแล้วถ้าเป็นญาติผู้พี่ของเธอ ทำไมต้องหนีไปนอนที่โซฟาลำพังไม่นอนร่วมเตียงเดียวกับเธอ ทั้งที่เคยนอนพักห้องเดียวกันบ่อยๆ

                    ทันใดนั้นความคิดซับซ้อนที่เป็นเขาวงกตก็ปรากฏภาพบางอย่างที่รัวเร็วจนปะติดปะต่อไม่ได้ หญิงสาวลุกพรวดขึ้นนั่งอีกครั้งกวาดตามองรอบห้อง อารามตกใจสุดขีด จึงกรีดเสียงร้องขึ้น

                    นี่มันไม่ใช่ห้องนอนของเธอนี่นา...เธอสำรวจทุกอย่างภายในห้องอย่างเร็วตั้งแต่โต๊ะเขียนหนังสือติดฝาผนังห้องทรงโมเดิร์นนั่นก็แปลกตา ห้องเธอไม่มีแน่ทั้งตู้เสื้อผ้าขนาดกลางเข้าชุดกับโต๊ะเครื่องแป้งก็ไม่ใช่ในแบบที่เธอคุ้นเคยและผ้าห่มที่คลุมกายเธอขณะนี้รวมถึงผ้าปูที่นอนลวดลายของมันก็ไม่มีทางเป็นของเธอได้

                    แล้วมาอยู่ห้องใครกันล่ะ?

                    ยังไม่ทันจะตอบคำถามตัวเอง...เสียงกรีดร้องเมื่อครู่ก็ปลุกให้คนที่นอนหลับอยู่ที่โซฟาขยับกายแล้วลุกขึ้นนั่งมองมาทางเธออย่างหงุดหงิดเสียเต็มประดา

                    คราวนี้ชัดเจนในสายตาเธอ ความมึนงงเมื่อครู่ยิ่งเพิ่มหนักขึ้นผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน แล้วเธอมาอยู่ในห้องนอนของเขาได้อย่างไร

                    เธอเลิกผ้าห่มขึ้นสูงอีกครั้งก้มมองสำรวจเรือนกายจนถ้วนทั่ว พยายามลำดับความคิดตั้งแต่ต้นว่าเธอมาอยู่ที่ตรงนี้ได้อย่างไร แต่มันก็ไม่ได้คำตอบ

                    “คุณเป็นใครกัน แล้วนี่มันที่ไหน”

                    บรรณรสโพล่งถามชายหนุ่มที่ชักสีหน้ามึนตึงใส่เห็นได้ชัดว่าเขางัวเงียและหงุดหงิด เมื่อต้องถูกปลุกให้ตื่น

                    แต่จะให้เธอทำนิ่งเฉยโดยไม่สอบถามอะไรเลยอย่างนั้นหรือ

                    หญิงสาวตั้งตารอฟังคำตอบว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะพูดอย่างไรจู่ๆลำดับความคิดที่เลือนหาย ก็กลับปรากฏภาพในมโนจิต สิ่งที่เห็นในความคิดก็คือเธอถูกผู้ชายตรงหน้าทำร้ายจิตใจเธอด้วยการล่วงเกินความเป็นหญิง...เข้าใจว่าเขาล่วงล้ำอธิปไตยของเธอ

                    “ไอ้ชั่วไอ้คนทุเรศ...ไอ้คนฉวยโอกาส”เธอขว้างหมอนที่อยู่ใกล้มือปาใส่เขาไม่ยั้ง

                    ระกากลที่กำลังหงุดหงิดจากการนอนไม่เต็มอิ่มหายงัวเงียกะทันหันเมื่อหมอนใบที่สองตามมา จนต้องเอามือขึ้นป้องเป็นพัลวัน

                    เขาลุกขึ้นกระโดดตัวลอยรับข้าวของใกล้มือที่หญิงสาวคว้าได้แล้วปาใส่เขาไม่ยั้ง “คุณฟังผมก่อน...โอ๊ย!เบาๆมือหน่อย...หยุดก่อนได้ไหมคุณ”

                    เขาพยายามส่งเสียงบอกให้คนเข้าใจผิดยอมฟังคำอธิบายเสียก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอเธอยอมหยุดปาข้าวของใส่เธอก็ต้องกรี๊ดขึ้นอีกครั้ง

            ภาพที่เธอเห็นคือเขานุ่งเพียงกางเกงในชั้นเดียว นั่นเป็นเพราะความเคยชินแท้ๆยิ่งทำให้เธอมั่นอกมั่นใจว่าเมื่อคืนชายหนุ่มลวนลามเธอ

                    “คุณกำลังเข้าใจผิดนะครับ...คุณต้องใจเย็นๆแล้วฟังคำอธิบายก่อนไม่ใช่มาตีโพยตีพายอย่างนี้”

                    “คุณจะมาแก้ตัวอะไร...คุณคิดว่าคุณทำกับฉันขนาดนี้แล้วคุณก็จะปัดความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรฉันอย่างนั้นเหรอ”

                    คราวนี้บรรณรสบ่อน้ำตาแตกจนพูดไปครวญครางไป สลับกับเสียงสะอื้นเป็นห้วงๆ จนฝ่ายชายที่ตั้งท่าจะอธิบายนั้นแทบอ่อนใจ

                    ระกากลเมื่อรู้สึกตัวว่าอยู่ในชุดอุจาดตาสำหรับหญิงสาวตรงหน้าเขาจึงเดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวที่แขวนไว้ไม่ห่างมาพันกายชั่วคราว แล้วค่อยๆเดินไปใกล้แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น เห็นชายหนุ่มในระยะใกล้เจ้าตัวก็หันไปคว้าหมอนข้างขึ้นมาฟาดเขาไม่ยั้ง

                    “อย่ามายุ่งกับฉันนะ...ฮือๆๆ”คราวนี้ยิ่งสะอื้นหนักขึ้น

                    ระกากลจึงเปลี่ยนใจไม่ลงนั่งที่ขอบเตียง กลับไปยืนในฐานที่มั่นเดิม ส่ายหน้าอย่างเซ็งในอารมณ์กำลังจะอ้าปากพูด ก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังขัดจังหวะ

                    ใครวะ...มาแต่เช้าเขานึกรำคาญใจที่มีคนมาเคาะประตูตอนนี้...ไม่รู้จักเวลายิ่งเป็นนาทีสำคัญที่ต้องแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้านี้ให้ลุล่วงเสียก่อนก็ยิ่งรู้สึกเหมือนโดนใครขัดใจ

                    แต่เขาก็แอบเดินเลี่ยงไม่ให้เฉียดกายหญิงสาวคอยหันไปมองเธอเป็นระยะจึงเห็นว่าเธอเอาแต่ก้มหน้างุดกับหมอนใบโตที่เอามาซุกไว้แนบกาย แล้วส่งเสียงสะอื้นไม่หยุด

                    พอถึงหน้าประตูเขาดูช่องตาแมวก็เห็นว่าเป็นใครสักคนที่หน้าตาไม่คุ้นเลย สงสัยจะมาเคาะห้องผิดเขาจึงทำเสียงจึ้กจั้กอย่างอารมณ์เสีย

                    แต่เขาก็ยอมเปิดประตูแค่จะชะโงกหน้าไปบอกเฉยๆว่าที่ห้องนี้ไม่มีคนที่พวกคุณกำลังมาหา...แต่พอเปิดประตูไปเท่านั้นชายสองคนที่แต่งตัวด้วยสูทภูมิฐานสีเข้ม ใส่แว่นตาดำเหมือนบอดี้การ์ดก็แทรกตัวเข้ามายืนขวางประตูไว้

                    ระกากลตกใจไม่น้อยรีบถอยห่างจากชายแปลกหน้าคู่นั้น เหมือนติดสปริงที่ขาเข้าไปอยู่ในรัศมีของหญิงสาวเพียงคืบ

                    “พวกคุณเป็นใครมีธุระอะไร...ผมไม่เคยรู้จักคุณ”

                    เขาไปยืนบังหญิงสาวไว้โดยไม่รู้ตัวหวังจะเป็นกำบังให้เธอที่เอาแต่ร้องไห้ แล้วก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้ชายสูงวัยร่างสูงใหญ่ ตัวหนา ผิวขาวจัด ไว้หนวดเคราจนหน้าดูเข้มสวมแว่นกันแดดเหมือนสองคนก่อนหน้าที่ยังยืนขวางประตูอยู่

                    แต่พวกมันสองคนก็เบี่ยงตัวให้คนที่มาใหม่เดินเข้ามาในห้องเขายืนจังก้าท่าทางดุดัน หน้าตาบ่งบอกว่าอยากมีเรื่อง

                    แต่จะมีเรื่องกับใครล่ะในเมื่อเขาไม่รู้จักใครเลยทั้งสามคน

                    แล้วนี่พนักงานรักษาความปลอดภัยหายไปไหนหมดทำไมถึงทำงานหละหลวมปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้ามาในคอนโดฯชั้นส่วนตัวของเขาได้อย่างไร

                    “พวกคุณเป็นใคร”เขาถามย้ำคำถามเดิม

                    “กูไม่รู้จักมึง...ไอ้หน้าอ่อน...แต่กูมารับลูกสาวกู”เขาขยับปากเล็กน้อยขณะพูด แต่น้ำเสียงและท่าทางนั้นน่าเกรงขามดุดันจนเขาสะดุ้งโหยง

                    สิ้นเสียงชายสูงวัย...หญิงสาวที่เอาแต่ร้องห่มร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรก็เงยหน้าสบตาผู้พูด ด้วยน้ำเสียงที่คุ้นหูนั้นเอง

                    บรรณรสขยี้ตารัวเร็วก่อนจะลุกขึ้นโผกอดชายสูงวัยตรงหน้าพร้อมส่งเสียงเรียกคำสั้นๆ...แต่ติดต่อกันหลายครั้ง

                    “พ่อ...พ่อคะ”

    ...............................