เมื่อหมดปัญหาเื่ของแรงกดดันพลังเวทย์เมอร์ลินจึงสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วเช่นเดิมเพียงแต่การใช้พลังของเลเมเกทันนั้นจะต้องจ่ายพลังเวทย์ของเขาในการใช้งานอยู่ตลอดเวลาพลังเวทย์นั้นเป็สิ่งแลกเปลี่ยนในการเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวกของเขา
แต่นั่นก็เป็ปัญหาเพียงเล็กน้อยเพราะเขานั้นมีน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์เก็บไว้ในแหวนเวทย์อยู่มากมาย ทุกครั้งที่พลังเวทย์ของเขากำลังหมดลงน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์ก็ถูกใช้เติมเต็มพลังเวทย์ทันที
เมอร์ลินนั้นยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งในเื่ของความเหนื่อยล้าเพราะการใช้พลังเวทย์อย่างต่อเนื่องมันกินกำลังของร่างกายไปเป็อย่างมาก การเดินทางอย่างต่อเนื่องนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงการสูญเสียพละกำลังได้
แต่โชคดีที่เทพธิดาแห่งโชคนั้นเขาข้างเขา ก่อนหน้านี้เขาได้คิดค้นผลิตน้ำยาชนิดใหม่ออกมามากมายและหนึ่งในนั้นมีน้ำยาตัวหนึ่งที่ชื่อน้ำยาลดความเหนื่อยล้า
ยามนี้เขารู้สึกเหมือนเป็ลูกรักแห่ง์ดูเหมือนทุกอย่างนั้นส่งเสริมให้กับเขาเป็อย่างดี
แม้ว่าเมอร์ลินนั้นจะผลิตน้ำยาออกมาได้หลากหลายสรรพคุณแต่เขาก็ไม่มีความคิดที่จะปล่อยมันเข้าสู่ตลาดทั้งหมดน้ำยาเหล่านี้นั้นมีสรรพคุณที่น่าตื่นตะลึงหากปล่อยพวกมันออกสู่โลกภายนอกมากเกินไป จากผลดีอาจจะเปลี่ยนเป็ผลเสียมากกว่า
ผลดีผลเสียของน้ำยาพวกนี้เหมือนการเลี้ยงเสือไว้ข้างกายแม้มันอาจจะมีประโยชน์แต่มันก็สามารถให้โทษได้เช่นเดียวกัน
เมอร์ลินนั้นไม่รู้ว่าในอนาคตเขาจะก่อศัตรูไว้มากมายเพียงใดหากวันหนึ่งน้ำยาที่เขาผลิตออกมาอาจเป็หอกข้างแคร่ที่กลับมาทิ่มแทงเขาก็เป็ได้
ดังนั้นแล้วเขาจึงได้ย้ำกับมาตินเสมอว่าให้ขายน้ำยาในจำนวนจำกัดและน้ำยาชนิดใหม่นั้นให้เปิดขายแค่บางส่วนเท่านั้น
แผนการหลังจากที่เสร็จธุระจากหอคอยนี้แล้ว เมอร์ลินจะดำเนินการพิสูจน์ความสงสัยในเื่สมบัติของโซโลมอนที่เกี่ยวข้องกับดาบของอาเธอร์หากดาบนั้นเป็สมบัติของโซโลมอนจริง เขาอาจจะต้องหาทางนำมันมา
อย่างที่สองคือมารดาในภพภูมินี้ของเมอร์ลินเขานั้นควรแสดงความกตัญญูต่อเ้าของร่างนี้แม้เมย์จะไม่ใช่มารดาของเขาอย่างแท้จริง แต่ใน่เวลาสั้นๆนั้นก็ทำให้เขารู้สึกถึงความสัมพันธ์ของแม่ลูกไม่น้อย เขาตั้งใจที่จะรับเมย์ออกมาจากปราสาทเซอร์เตสให้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
ความจริงเมอร์ลินมีความคิดที่จะสั่งให้มาตินไปรับตัวเมย์ออกมาั้แ่ตอนอยู่ที่ร้านเสื้อคลุมสีฟ้าเพียงแต่การรับตัวเมย์ออกมาจากปราสาทแห่งนั้นหาใช่เื่ที่ง่ายดายเพราะถึงแม้ว่าในความเป็เมย์จะถูกปฏิบัติราวกับคนรับใช้แต่เธอก็ยังได้ชื่อว่าเป็สะใภ้คนหนึ่งของตระกูลเซอร์เตสนั่นจึงไม่ใช่เื่ง่ายที่จะนำตัวเธอออกมา
อีกประการหนึ่งเนื่องจากคนของมาตินกับเมย์นั้นล้วนเป็คนแปลกหน้าเป็เื่ยากที่เมย์จะมีความเชื่อใจและตามออกมาถึงแม้จะใช้ชื่อของเขาอ้างออกไปก็ตาม
เมอร์ลินนั้นคิดเกี่ยวกับเื่นี้อย่างรอบคอบ
จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิมในเื่ที่เกี่ยวกับเมย์นั้นเดิมทีเมย์คือเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บได้มาจากแม่น้ำที่ไหลผ่านตระกูลเซอร์เตสภายหลังเมย์ถูกคนของตระกูลเซอร์เตสเก็บมาเลี้ยงดูและให้ฐานะคนรับใช้
ต่อมาเมย์นั้นเป็ที่ถูกใจของเซอร์เตส วิซซึ่งเป็บิดาของเมอร์ลิน ซึ่งก่อนหน้านั้นวิซนั้นก็มีภรรยาอยู่แล้ว 2 คน จึงทำให้เมย์กลายมาเป็อนุคนที่2 ของวิซ
ชีวิตของเมย์นับว่าอาภัพ เธอนั้นเป็ผู้ที่ถูกทอดทิ้งไม่ว่าจะเป็ครอบครัวของเธอหรือวิซผู้เป็สามีที่ตายจากไป แน่นอนว่าเธอนั้นไม่มีที่ไปนอกจากตระกูลเซอร์เตสจึงเป็เื่ยากหากเขาจะส่งคนแปลกหน้าไปรับเธอมา
เมอร์ลินนั้นจำเป็ต้องจัดการเื่ทุกอย่างให้ลงตัวก่อนจึงค่อยไปรับเธอ
เมอร์ลินมุ่งหน้าขึ้นไปบนชั้นของหอคอยมหาเวทย์ถัดๆไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อไร้ซึ่งอุปสรรคแรงกดดันพลังเวทย์ก็ทำให้เขาเดินทางด้วยรวดเร็วเป็อย่างมากจนในที่สุดเขาก็ได้มาถึงชั้นที่ 35
ในชั้นนี้มีกดดันพลังเวทย์ที่หนาแน่นเป็อย่างมากเพียงทัศนวิสัยของชั้นนี้ก็เหมือนกับกำลังอยู่ใต้มหาสมุทรที่ขุ่นมัวแรงกดดันพลังเวทย์ปรากฏเป็รูปคลื่นพลังที่ไหลเชี่ยวมันสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน
เมอร์ลินนั้นมุ่งหน้าไปที่ห้องเก็บหินตราเวทย์เป็อย่างแรก แล้วจึงมุ่งตรงไปยังชั้นถัดไปดังที่เคยทำก่อนหน้านี้เป้าหมายของเขาคือชั้น 38 ซึ่งเป็ชั้นที่สูงสุดของหอคอย
แต่ทว่าเขาก็ต้องพบกับความประหลาดใจเมื่อภายในชั้น 35 นี้มีเขาวงกตที่มีรูปแบบต่างจากเดิมเป็อย่างมาก
ก่อนที่จะถึงบันไดทางขึ้นไปชั้นถัดไปนั้นปรากฏห้องโถงขนาดใหญ่
เมอร์ลินมุ่งหน้าเพื่อเข้าสู่ชั้นถัดไปเช่นเดิม
เมื่อมาถึงห้องโถงประหลาดแห่งนี้เขาก็พบว่ามันมีรูปแบบที่ลึกลับและน่าพิศวงภายในห้องนั้นปรากฏโซ่สีดำที่ส่งกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ห้อยระโยงระยางเป็จำนวนมากมันมากเสียยิ่งกว่าใยแมงมุมที่ใช้ทำรังเสียอีก
ท่ามกลางแรงกดดันพลังเวทย์อันหนาแน่นนั้นไม่ได้ทำให้โซ่สีดำนั้นสั่นไหวแม้แต่น้อย
แน่นอนว่ามันแข็งแกร่งเป็อย่างยิ่งไม่มีใครคาดเดาได้ว่าโซ่สีดำนี้ทำมาจากวัสดุอะไร มันนั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เมอร์ลินยังใช้พลังของเลเมเกทันต้านแรงกดดันพลังเวทย์อย่างต่อเนื่อง
เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ห้องโถงเขาก็รับรู้ได้ถึงพลังประหลาดที่ถูกส่งออกมา พลังนั้นดุดันและเกรี้ยวกราดแต่ทว่าโซ่สีดำเหล่านี้กลับทรงพลังยิ่งกว่า
เพียงเมอร์ลินเผลอไปัักับมัน ก็พลันทำให้เขารู้สึกสั่นสะท้าน
เมอร์ลินเร่งเดินทางฝ่าดงโซ่สีดำไปให้ถึงจุดที่ตั้งของบันไดที่เป็ทางขึ้นชั้นถัดไป
ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้นอย่างน่าสะพรึง
ฮ่า... ฮ่า... ฮ่า ...
มันเป็เสียงหัวเราะที่ดูแหบแห้งกระนั้นเสียงนี้ยังส่งกลิ่นอายอันทรงพลังออกมาเสียงหัวเราะนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมาย
ยินดี หมองเศร้า สิ้นหวัง เคียดแค้น ความรู้สึกเหล่านี้ล้วนแฝงอยู่ในเสียงหัวเราะ
เมอร์ลินกวาดสายตาค้นหาที่มาของเสียงหัวเราะเขานั้นได้ฝ่าดงโซ่สีดำเข้ามายังใจกลางของห้องโถง ครานั้นเขาก็ได้พบกับร่างของมนุษย์ที่ถูกตรึงด้วยโซ่สีดำ โซ่เ่าั้แทงทะลุิักล้ามเนื้อ และกระดูกของชายคนนั้นจำนวนมาก
ร่างกายของชายคนนั้นดูผอมแห้งราวกับศพ เขายังไม่ตายเพราะหากเขาตายเขาคงไม่อาจส่งเสียงหัวเราะออกมาได้เขานั้นน่าจะถูกพันธนาการไว้ ณ หอคอยแห่งนี้มาเป็เวลายาวนาน
มุมปากของชายชราค่อยๆ ยกขึ้น เขานั้นค่อยๆหันใบหน้ามาที่เมอร์ลินแล้วพูดขึ้น
“นับหลาย ... พันปี ... นับหลาย ... หมื่นปี ...นับ ... แสน ... ปี ... ข้า ... ไม่ได้พบ ... ผู้ ... คน ... มา ... เป็เวลา ...นาน”
ทุกๆ ถ้อยคำของชายชรานั้นล้วนถูกกล่าวออกมาอย่างยากเย็นน้ำเสียงของเขานั้นเต็มไปด้วยความแหบแห้งราวกับไม่เคยได้ดื่มกินมาเป็เวลานาน
ชายชรานั้นราวกับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแต่ทว่าเมอร์ลินกลับรู้สึกได้ถึงอำนาจที่แท้จริงของเขาภาพเบื้องหน้าหาใช่ความจริงไม่ ชายผู้เหมือนศพผู้นี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
ชายชราถูกตรึงด้วยโซ่สีดำจ้องมองมาที่เมอร์ลินด้วยดวงตาอันแดงกล่ำราวกับว่ามันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์
เมอร์ลินอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าเขาคนนี้ยังเป็มนุษย์อยู่อีกหรือไม่เมื่อครู่เขาพูดราวกับว่าเขาอยู่มานับหมื่นนับแสนปีตัวตนใดกันถึงสามารถมีอายุไขได้ยาวนานถึงเพียงนี้
การที่ชายชราถูกจองจำ ณ สถานที่แห่งนี้ตัวตนของเขาย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
“ท่านผู้เฒ่า ... ท่านเป็ใคร?ทำไมท่านถึงมาอยู่ในที่นี่ได้” เมอร์ลินถามออกไปด้วยความสงสัย
ฮา ... ฮ่า ... ฮ้า ...
“เด็กน้อย ... ข้า .. เป็ ... ใคร ... อย่างนั้น.. หรือ?... ฮ่า ... ฮ่า ... ฮ่า ... ความ ... สามารถ ...ของเ้า ... ใน ... ตอนนี้ ... ยัง ... ไม่ ... เพียงพอ ... ที่ ... จะ ... รู้ชื่อ... ของ ... ข้า”
น้ำเสียงอันแหบแห้งนั้นถูกเอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความยากเย็นแม้เสียงนั้นจะไม่น่าฟังแต่มันก็เก่าแก่และทรงพลังเป็อย่างมาก
“ข้าต้องขออภัยที่รบกวนท่านผู้เฒ่า หากท่านไม่ประสงค์จะพูดคุยข้าคงต้องขอตัว”
เมอร์ลินรีบตัดจบการสนทนาแม้เขาจะรู้ว่าชายชราคนนี้คือตัวตนอันทรงพลังแต่การพูดของชายชรานั้นก็สร้างความน่าลำคาญให้แก่เขาเขานั้นมีความอดทนน้อยจนเกินไปที่จะฟังชายชราพูดจนจบประโยค
พูดจบเขาก็มุ่งไปยังทิศทางที่ตั้งของบันไดที่จะขึ้นไปชั้นถัดไป
แต่ทว่าเมื่อเขาก้าวไปได้ไม่ถึงสิบก้าวก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเบื้องหน้าของเขานั้นก่อเกิดม่านพลังลึกลับรูปแบบหนึ่งซึ่งมีแสงสีม่วงส่องประกายออกมาได้ขวางกั้นเขา
เมอร์ลินที่ไม่ทันระวังตัว ด้วยม่านพลังลึกลับที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้ทำให้เขานั้นชนเข้ากับมันเข้าอย่างจัง
ตึง
ร่างของเด็กน้อยกระเด็นจนถอยไปหลายก้าวในทันที
เมื่อมองอย่างถี่ถ้วนก็พบว่าม่านพลังนี้เต็มไปด้วยอักขระเวทย์โบราณมากมายมิหนำซ้ำมันยังเปร่งประกายไปด้วยพลังสีม่วง
หรือว่า! สิ่งนี้คืออำนาจแห่งอักขระขั้นสีม่วง
เมอร์ลินหันหลังกลับไปมองชายชราอีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าของชายชราในยามนี้ถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มอันน่าเกียจรอยยิ้มที่ถูกยกตรงมุมปากของชายชรานั้นคล้ายกำลังเยาะเย้ยเมอร์ลินอยู่
ด้วยท่าทางเหล่านี้ เป็ที่แน่ชัดแล้วว่าม่านพลังอักขระเกิดจากชายชราผู้นี้เขาคือผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วง
ชายชรากำลังปิดกั้นทางเดินของเขา
“เขา้าอะไรกัน?” เมอร์ลินนั้นอดคิดขึ้นมาไม่ได้
“ท่านผู้เฒ่า ไม่ทราบว่าท่านจะเมตตาปล่อยข้าสักครั้งได้หรือไม่”เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างนอบน้อม เพราะเขานั้นรู้ดีว่าผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วงนั้นไม่ใช่ตัวตนที่เขาจะต่อกรได้
“ฮา ... ฮา ... ฮา ... แน่ ... นอน ... ว่า ...ไม่ได้” ชายชรายังกล่าวด้วยถ้อยคำที่เชื่องช้าเช่นเดิม
เมื่อได้ยินดังนั้นเมอร์ลินก็ถึงกับมีใบหน้าที่ตรึงเรียบขึ้นมาทันที
“ท่าน้าอะไร?” เด็กน้อยเอ่ยปากออกไปอย่างกล้าหาญ น้ำเสียงของเขานั้นเจือปนความแข็งกร้าวเล็กน้อย
“ฉลาด ...ดี .. ฉลาด .. ดี ... แม้ ... เ้า...จะมี ... สิ่งของ .. ของ .. เ้าบ้า .. นั่น ... ถึงทำให้ ... สามารถ ...ขึ้น .. มา ... ถึง ... ที่นี่ ... ได้ ...... แต่ ..............”
แล้วจู่ๆ ชายชราผู้นั้นก็หยุดพูด เขานั้นหยุดพูดไปเฉยๆ โดยไม่มีสัญญาณใดเตือนล่วงหน้า
“นี่มันอะไรกัน” เมื่อเห็นชายชรานั้นนิ่งเฉยไปนานเมอร์ลินก็กล่าวออกมาอย่างงงงัน
แม้ั์ตาสีแดงกล่ำของชายชรานั้นจะยังคงลืมตาอยู่ แต่มันกลับไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนไหวใดๆอีกเลย
ชายชรานั้นหยุดนิ่งราวกับหุ่นขี้ผึ้ง
เมอร์ลินได้มุ่งหน้าเดินเข้าใกล้ชายชราเพื่อตรวจสอบแต่ไม่คาดว่าเขานั้นถูกกักขังโดยม่านพลังอักขระสีม่วงเขาไม่สามารถเข้าใกล้ชายชราหรือจากที่นี่ไปในตอนนี้ได้
บ้าจริง!
ผ่านไปเป็เกือบ 2 ชั่วโมง ในที่สุดชายชราก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ตะ... แต่ ... “
ยังไม่ทันจบประโยค ชายชรานั้นหยุดพูดอีกแล้ว!
เขาหยุดพูดอีกแล้ว!
นี่มันเื่อะไรกัน!
ตอนนี้เมอร์ลินไม่สามารถไปต่อข้างหน้าได้ และในขณะเดียวกันเขาก็ไม่สามารถถอยหลังกลับได้เช่นเดียวกัน
ม่านพลังอักขระสีม่วงแข็งแกร่งและทรงพลังเป็อย่างมากอักขระแต่ละตัวนั้นเต็มไปด้วยความลึกลับและน่าหวาดกลัว
ดูเหมือนว่าสิ่งเดียวที่เขาทำได้ในตอนนี้คือการรอคอยเขาต้องรอชายชราเพื่อปลดปล่อยพันธนาการนี้
จากนั้นผ่านไปเป็เวลา 10 นาที ชายชราก็ได้เริ่มพูดอีกครั้งหนึ่ง
“ตะ ... ตะ ... แต่มันก็เป็ความสามารถเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับข้า ฮา ฮา ฮา”
“เอาล่ะ! เ้าคงสงสัยว่าข้า้าอะไรถึงได้กักตัวเ้าไว้ที่นี่ นั่นเพราะเ้ามีสมบัติของเ้าโซโลมอน เป็มัน! มันเป็คนกักขังข้าไว้ที่นี่ ข้าแค้น ... ข้าแค้นมัน”
ครานั้นเองชายชราก็พูดขึ้นมาอย่างคล่องแคล่วการพูดอันเฉยชานั้นถูกกลบหายไปในขณะนี้
แต่เมื่อชายชราพูดถึงโซโลมอน เขานั้นก็บังเกิดอารมณ์เคียดแค้นกลายเป็อารมณ์ที่บ้าคลั่ง
เนื่องจากการรอคอยที่แสนนาน เมอร์ลินนั้นเบื่อที่จะใส่ใจเขารีบถามจุดประสงค์ที่กักขังเขานั้นทันทีก่อนที่ชายชราจะกลับมาเฉยชาอีกครั้งหนึ่ง
“ตกลงท่าน้าให้ข้าทำอะไร?”
“ฮา ฮา ฮา ดูเหมือนเ้าจะเบื่อที่จะอยู่ที่นี่แล้วนั่นไม่เป็ที่น่าแปลกใจแม้แต่ข้าเองก็เบื่อกับมันเช่นกัน ข้าจะพูดสิ่งที่ข้า้าออกมา”ชายชราจ้องมองเมอร์ลินและเอ่ย
“จงฟังไว้เ้าเด็กเหลือขอข้านั้นรู้ว่าเ้ามีดวงตาและหอกของเ้าสารเลวโซโลมอน และสิ่ง ... ที่ .... ข้า... ต้องงง ... การรร ....นั่น .... ก็ .... คะ ..........................”
บัดซบ! เขานั้นพูดไม่จบประโยคอีกแล้ว!