เช้าวันต่อมา
หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตามองตรงหน้าพลันดวงตาสีทับทิมเห็นใครบางคนกำลังจ้องนางอยู่
“ฮูหยิน เ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่” เขาเอ่ยถามทันทีที่นางฟื้นสติ ท่าทางเหมือนโล่งใจไปเปราะหนึ่งเพราะเฝ้าภาวนาตลอดทั้งคืนโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน
มู่หรงเซียวขยับตัวแล้วรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้าเล็กน้อยจึงเห็นว่าส่วนตรงนั้นพันผ้าเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วสภาพของนางก็ดูดีกว่าคนตรงหน้านัก เสียงพึมพำเอ่ย “เหตุใดหน้าตาซีดเซียวเพียงนี้”
“…” เขาไม่ตอบแต่โน้มใบหน้าเข้าหา ค่อย ๆ จรดปลายจมูกััหน้าผากหญิงสาว จุมพิตแ่เบาแล้วสบตาคู่นั้นเนิ่นนาน
“หยางเสวี่ยเฟย เ้าาเ็หรือ” นางเห็นท่าทีเช่นนั้นคิดว่าผิดวิสัยนัก เดิมทีต้องได้โต้เถียงกันสักสามสี่ประโยคแต่เวลานี้เขานิ่งเงียบจนอดเป็ห่วงไม่ได้ “เกิดอันใดขึ้นกับเ้า”
อีกฝ่ายเพียงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วกอดร่างบางแแ่อยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดสิ่งใดก่อนซบใบหน้าที่ลำคอเรียว เสียงกระซิบดูปวดร้าว “ข้ากลัวว่าเ้าจะไม่ฟื้น”
“…” มู่หรงเซียวไม่รู้เลยว่าอาการร้ายแรงมากน้อยแค่ไหนจนถึงขั้นที่เขาคิดว่าจะไม่ฟื้น จังหวะที่กำลังคิดเรื่อยเปื่อยแล้วปล่อยให้เขาได้โอบกอดคลายความกังวลกลับได้ยินสิ่งที่ไม่คิดว่าเขาจะรู้
“อวี้หลานบอกว่าเป็ผลจากสมุนไพรที่เ้ากิน”
“อืม...”
นางพยักหน้าเพราะไม่รู้ว่าสมุนไพรที่กินทุกวันตอนเช้ามีผลข้างเคียงแต่เวลานี้ดูแข็งแรงขึ้นแล้ว
“เหตุใดต้องกินว่านดาราโรย เ้าไม่อยากมีลูกกับข้าหรือ” เขาตัดพ้อด้วยน้ำเสียงเศร้าเพราะนั่นคือเื่ที่ติดค้างในใจ ไม่เคยรู้เลยว่าทำไมนางจึงตัดสินใจคนเดียว
“เ้ารู้ได้อย่างไร” มู่หรงเซียวไม่คิดว่าเขาพูดถึงสมุนไพรที่นางแอบกิน “ั้แ่เมื่อใด”
“่ก่อนที่งานเทศกาลฉินิ”
เพียงคำพูดสั้น ๆ หญิงสาวเหมือนเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวได้ หากเป็่ก่อนเทศกาลก็คงเป็่เวลานั้นที่จู่ ๆ ชายหนุ่มก็มีท่าทีห่างเหิน ทั้งยังเ็าและไม่ยอมพูดคุยกับนางเหมือนเคย หยิบยกเื่ฝึกซ้อมที่ค่ายทหารมาเป็ข้ออ้างแล้วหนีหายจากนางไปเกือบสองเดือน
“ฮูหยิน หากเ้าไม่อยากมีลูก ข้าจะไม่บังคับเ้าหรอก เื่อื่นไม่ต้องกังวล แค่รับปากข้าว่าจะไม่กินว่านดาราโรยอีก” รองแม่ทัพหยางเพิ่งรู้ว่าร่างกายของฮูหยินไม่เหมือนผู้อื่น ต่อให้ใครกินแล้วไม่มีผลอันใดแต่ไม่ใช่กับนางเพราะสิ่งนั้นกลับกลายเป็พิษค่อย ๆ ทำร้ายร่างกาย นับว่าโชคดีได้กินสมุนไพรอีกตัวที่หมอยาสั่งจึงเป็ผลให้พิษเ่าั้ถูกขับออกไปทีละนิด แต่กระนั้นกลับหายช้าเกินไป นางจึงรู้สึกเวียนหัวจนเป็ลมอย่างที่เห็น
เมื่อได้รับคำยืนยันจากเสิ่นอวี้หลานว่านางจะหายดีในไม่ช้าจึงโล่งใจไปเปราะหนึ่ง หากแต่ไม่เห็นคนตรงหน้าฟื้นเสียทีก็ทำเอากระวนกระวายใจตลอดทั้งคืน
มือเล็ก ๆ ลูบหลังของเขาอย่างอ่อนโยน ปลอบประโลมให้รู้ว่านางยังอยู่ดี แค่เป็ลมไปก็เท่านั้นเพราะฤทธิ์ยาขับพิษออกมา คงจะมีผลไปอีกสี่ห้าวันก็กลับมาแข็งแรงเหมือนปกติ
เวลานี้ได้อยู่กันตามลำพังจึงถือโอกาสสะสางเื่ราวที่ทำให้ห่างเหินกันและแก้ไขความเข้าใจ
“เ้าเห็นข้ากินว่านดาราโรยจึงคิดว่าข้าไม่อยากมีลูก ไม่อยากมีเพราะไม่รักเ้าหรอกหรือ” นางไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าที่ไม่อยากเชื่อ
หยางเสวี่ยเฟยพยักหน้าไปตามความจริง ขณะที่หญิงสาวพูดต่อ “เ้าก็เลยทำเป็สนิทสนมกับคุณหนูเสิ่น สร้างเื่ให้ข้าหึงหวง ยอมกระทั่งเข้าห้องนอนกับเหออันเหลียน”
“เ้าไม่ได้เข้าใจผิดใช่หรือไม่ เมื่อครู่ข้าบอกเ้าแล้วว่าข้านอนหลับเฉย ๆ ไม่ได้หลับนอนกับนางแล้วก็เพียงไม่กี่ครั้งเพราะที่เหลือข้าแค่ทำให้เ้าเห็นว่าข้าเข้าไปในห้องนั้น”
“ข้ารู้ว่าหลังจากนั้นเ้าหนีไปนอนที่ค่ายทุกคืน”
มู่หรงเซียวเข้าใจเื่นี้ทุกอย่างแต่พอได้ฟังคำพูดของคนตรงหน้าที่ลนลานกลัวนางเข้าใจเขาผิดแล้วนึกขันไม่น้อย
“ข้าไม่เคยร่วมเตียงกับนางจริง ๆ นะ” เขายังคงยืนยันอีกครั้งจนมู่หรงเซียวถอนหายใจแล้วยิ้มให้ “ข้ารู้ว่าเ้าไม่ได้โกหก”
แม้นางจะคิดว่าในใจเขามีแต่เสิ่นอวี้หลานจึงไม่ร่วมหอกับเหออันเหลียนแต่แก่นหลักของเื่ก็คือได้รับการยืนยันแล้วว่าเขากับฮูหยินรองไม่มีอะไรในกอไผ่
“รู้ได้อย่างไร” เ้าตัวสงสัยเพราะคิดว่าตัวเองวางแผนไว้รอบคอบแล้ว
“เ้าชอบทิ้งร่องรอยเอาไว้ โดยเฉพาะรอยแดงตรงลำคอแต่นางไม่มี” หญิงสาวตอบไปตามตรงเพราะอีกฝ่ายทำหน้าอยากรู้ยิ่งนัก พลันนึกได้ว่าเหตุการณ์ที่เห็นตอนไปเที่ยวริมลำธารกับเสิ่นอวี้หลานก็เป็เื่จัดฉากเพื่อยั่วยุทั้งนางและหลี่ิฮ่าวในคราวเดียว
ไม่ว่าจะเป็เื่ใดล้วนทำไปเพราะอยากให้หึงหวง ไม่ใช่เพราะอยากให้นางเจ็บช้ำที่เห็นเขาได้อยู่กับคนรัก
มู่หรงเซียวใจเต้นตึกตักขึ้นมาทันใดจนคนตรงหน้าได้ยินเสียงนั้นแล้วถามไถ่ด้วยความเป็ห่วง “หัวใจเ้าเต้นแรงนัก ข้าไปตามอวี้หลานมาดูอาการเ้าดีกว่า”
“ไม่ต้องหรอก” มือน้อย ๆ รั้งแขนชายหนุ่มเอาไว้ อมยิ้มไม่คิดว่าตัวเองจะอารมณ์เอาแน่เอานอนไม่ได้ พอเขาทำดีด้วยก็ดีใจจนหัวใจเต้นแรง พอโดนทำให้เสียใจก็เศร้าหมองห่อเหี่ยว
ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับบทละครที่รู้ตอนจบ พอมาตอนนี้กลับอยากให้เื่ราวเปลี่ยนแปลงไปราวกับคนโลภ อยาก่ชิงหยางเสวี่ยเฟยมาเป็ของตัวเองอีกครั้งและจะไม่ยอมเสียเขาไปอีก
นางเงยหน้ามองร่างสูง ยิ้มกว้างร่าเริง อยากรู้ว่าเขาได้ยินคำนั้นแล้วจะทำอย่างไร “ข้ารักเ้า หยางเสวี่ยเฟย”
รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าเคร่งขรึมเพราะยังคงกลัวว่านางจะทรุดลงอีกจึงนั่งลงข้าง ๆ แล้วจูบที่หลังมือแ่เบาเอ่ยคำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่มีต่อนาง
“ข้าไม่รู้เลยว่ามีใจให้เ้าั้แ่เมื่อใด ครั้งหนึ่งเ้าเคยตามติดข้า แม้ถูกผลักไสก็ยังไม่ท้อถอยแต่จู่ ๆ เ้ากลับหายหน้าไป เหลียวหลังหันมองสักเท่าใดก็ไม่เจอ กลับกลายเป็ไม่คุ้นชินเอาเสียเลย ยิ่งได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดเ้าในฐานะสามีภรรยา ยิ่งได้รู้ว่าใจนั้นโหยหาเ้ามากยิ่งขึ้น ครั้นคิดว่าเ้าไม่รักข้าแล้วก็เ็ปจนทำเื่ไร้สาระเพียงเพราะอยากให้เ้าหึงหวง ตอนที่เห็นเ้าล้มลงเมื่อวาน ข้ากลัวเหลือเกินว่าจะเสียเ้าไป”
หยางเสวี่ยเฟยสารภาพเื่ราวทุกอย่างั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบันให้มู่หรงเซียวฟังทีละเื่ หญิงสาวนึกแล้วก็ได้แต่คิดในใจว่า พอเป็เื่ความรัก รองแม่ทัพหยางแห่งกองรบที่สิบคิดกระทำสิ่งใดได้เหมือนเด็กน้อยยิ่งนัก
“หยางเสวี่ยเฟย” นางเอ่ยแ่เบา เวลานี้คงได้แต่ยอมรับความรู้สึกของตัวเองว่าต่อให้พยายามตัดใจจากเขา บอกว่าตัวเองไม่ใช่มู่หรงเซียวคนนั้น กลับกลายเป็ว่าเดินตามเส้นทางที่ถูกขีดเขียนเอาไว้จนได้
หากจะบอกว่าตัวเองโชคดีกว่ามู่หรงเซียวตรงไหนก็คงบอกได้แค่ว่าอย่างน้อยเคยได้ยินคำบอกรักจากอีกฝ่าย ได้รับอ้อมกอดแสนอบอุ่น ััอ่อนโยนและสายตาที่มองมาเต็มเปี่ยมด้วยความรักและห่วงใย เพียงเท่านี้ก็ทำให้รู้สึกแล้วว่าความปรารถนาที่มู่หรงเซียว้าได้กลายเป็ความจริงเสียที
หญิงสาวกระซิบพลางลูบใบหน้าหยางเสวี่ยเฟย “หากเ้ารักข้าก็พูดว่ารัก ไม่ใช่รักข้าแต่กลับบอกว่าเกลียด ทำตัวห่างเหิน ประชดประชัน ใครจะไปเข้าใจเ้ากันเล่า”
หยางเสวี่ยเฟยไม่พูดคำใดแต่การกระทำของเขานั้นเหมือนคนที่กำลังสำนึกผิดอย่างไรอย่างนั้นเพราะริมฝีปากชายหนุ่มััใบหน้าหญิงสาวอย่างนุ่มนวล เสียงจุ๊บดังไม่หยุดและท้ายที่สุดก็ไม่ว่างเว้นจากการฝากรอยรักที่ลำคอเรียวของมู่หรงเซียวสองสามรอย
หากคนตรงหน้าไม่เอ่ยห้ามเห็นทีชายหนุ่มคงไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้เพราะสายตาเว้าวอนเสียเต็มประดา
“เอ๊ะ เ้า…” ดวงตาสีทับทิมจ้องประสานเพราะรู้สึกว่าวันนี้ต้องพูดคุยให้รู้เื่ พูดคุยที่เหมือนพูดคุย ไม่ใช่เอะอะหอม เอะอะจูบอยู่ร่ำไป ไม่อย่างนั้นสามวันสามคืนคงไม่จบ
“…” เขาตั้งใจฟังสิ่งที่นางจะพูด
“สมรสพระราชทาน จริง ๆ แล้วเ้ากำลังดีใจที่แต่งงานกับข้าใช่หรือไม่” มู่หรงเซียวไม่แน่ใจ ต่อให้ถูกตอกหน้ากลับมาว่าไม่ใช่แต่นางไม่อยากเก็บความสงสัยนั้นไว้ หรือหากถูกหาว่าหลงตัวเองอย่างน้อยจะได้คลี่คลายไปทีละเื่
“อืม” เขาพยักหน้ายอมรับ เพราะเป็คนที่ตั้งใจแต่งงานด้วย เข้าห้องหอคืนแรกจึงทำอย่างนุ่มนวลและยาวนาน
“เฮอะ…” คนตรงหน้าถอนหายใจ “เ้ามีสองตัวตนอยู่ในร่างอย่างนั้นหรือ ทั้งรักทั้งเกลียดข้าน่ะ สามีข้ายังปกติดีอยู่หรือไม่”
หยางเสวี่ยเฟยยิ้มกว้างแล้วตอบว่า “ตอนนี้เหลือเพียงตัวตนเดียวแล้ว ฮูหยิน... ข้ารักเ้า ไม่ว่าจะมีอีกกี่ตัวตนในร่างนี้ก็รักเพียงเ้า เพราะฉะนั้นสัญญากับข้าได้หรือไม่ อย่าเจ็บอย่าป่วย อยู่เคียงข้างข้าจนผมขาวโพลนแล้วฝังร่างเราไว้ด้วยกัน”
“หยางเสวี่ยเฟย เหตุใดจึงรีบพูดถึงตอนตายนัก” นางทำหน้ามุ่ยรู้สึกราวกับเพิ่งผ่าน่เวลาสุดท้ายของชีวิตมาไม่นานนี้ เพราะภาพที่เห็นก่อนสิ้นใจคือหยางเสวี่ยเฟยผมขาวโพลนฟุบหลับและจากไปอย่างสงบ
“ข้าเพิ่งรู้ว่าข้าถูกเ้าตามราวีั้แ่จำความได้ กลายเป็ได้อยู่กับเ้ามากกว่าข้าอยู่คนเดียวเสียอีก หากเ้าไม่อยู่ด้วยแล้วข้าจะทำอย่างไรดีเล่า” เขายิ้มเศร้าเพราะนึกภาพไม่ออกจริง ๆ
“นี่! ตกลงว่าข้าตามติดเ้าเป็เื่ดีหรือไม่ดี เ้าเลือกมาสักอย่าง”
“ดีสิ นับจากนี้ก็ตามติดข้าเป็เงาเลยได้หรือไม่” เขายิ้มกว้างพลางลูบศีรษะนางเบา ๆ ทั้งยังไม่ลืมเื่ที่ค้างคา “เ้ายังไม่ได้ตอบข้า เหตุใดจึงไม่อยากมีลูกถึงขั้นไม่กลัวราชโองการ”
“อืม… ข้ามีเหตุผลที่บอกเ้าไม่ได้”
“บอกข้าผู้เป็สามีไม่ได้เลยหรือ” เขานึกสงสัยว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่
“เ้าไม่เชื่อข้าหรือ” หญิงสาวคิดว่าเขาไม่เข้าใจแต่กลับเป็ตรงกันข้าม ชายหนุ่มบอกนางว่า “ข้าเชื่อว่าเ้ามีเหตุผล สักวันหนึ่งข้าจะรู้ใช่หรือไม่”
“อืม วันนั้นข้าจะบอกเ้าแน่นอน” ขอเพียงแค่ผ่าน่เวลานั้นไป เขาจะได้รู้เหตุผลที่นางปิดบังไว้ พอเห็นอีกฝ่ายครุ่นคิดหนักจึงพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “หยางเสวี่ยเฟย ข้าอยากมีลูกกับเ้าเพียงแค่ตอนนี้ยังไม่พร้อม วันข้างหน้า ข้าจะยอมเ้าทุกอย่าง สัญญา...”
“ฮูหยิน ข้าน่ะ... บุตรชายบุตรสาว ข้าไม่เกี่ยง ขอเพียงเป็บุตรที่เ้าอุ้มท้องมา ข้ารับได้หมด ทั้งยังจะรักอย่างเท่าเทียมกันด้วย”
“ข้ารู้ว่าเ้ารักลูกมาก” นางยิ้มกว้างเมื่อนึกถึง่เวลาในวันข้างหน้า ภาพของหยางหยางกับคนตรงหน้าปรากฏชัด ความสุขอิ่มเอมอยู่ในใจจนเผลอคว้าอีกฝ่ายเข้ามากอดนึกอยากให้ถึงวันนั้นโดยเร็วจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาสามคนพ่อแม่ลูก
“ข้ารักแม่ของลูกด้วย” เ้าตัวหอมแก้มนางจนแก้มบู้บี้ กอดรัดแน่นด้วยความดีใจที่ต่อไปนี้จะได้เข้าเรือน นอนเตียงเดียวกันกับภรรยา ทานข้าวด้วยกันเหมือนอย่างเคยเสียที
“อ๊าก! เ้ากอดแน่นไปแล้ว เหมือนกระดูกจะหักเลย” มู่หรงเซียวร้องลั่นที่อีกฝ่ายกะแรงตัวเองไม่ถูก
“ผ่ายผอมเพราะคิดถึงข้าจนกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือ” เขาเอ่ยแกล้งแล้วคลายอ้อมกอดเล็กน้อย “ข้าคิดถึงเ้าแต่มัวเกี่ยงงอนเป็เด็กจึงไม่ได้กอดเ้าเสียที คิดถึงยิ่งนัก... อยู่อย่างนี้อีกสักพักได้หรือไม่”
เวลานี้หัวใจของทั้งคู่เต้นตึกตักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง บุตรสาวแม่ทัพใหญ่เคยตั้งใจว่าจะลืมเขาจึงเลื่อนสิ่งนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนดพลันคิดใหม่ในทันใด
“หยางเสวี่ยเฟย เวลานี้บอกรักข้าทุกลมหายใจ หากวันใดเลิกรักข้า ต่อให้ก้าวเข้าสู่ปรโลก ข้าก็จะตามราวีเ้าไม่เลิกรา”
มู่หรงเซียวกอดเขาไว้แน่นด้วยความมันเขี้ยวแต่อีกฝ่ายกลับยิ้มชอบใจ “ข้ายินยอมและจะไม่ทำสิ่งที่ตรงข้ามกับใจอีกแล้ว ต่อให้ดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง ข้าก็หวังว่าโชคชะตาจะนำพาเรามาพบกันอีกครั้งเพราะเ้าคือฮูหยินของข้า”