“ท่านลุง เรื่องนี้คือความเป็นไปของเมืองหลี่เราหากแม้นสตรีผู้นั้นเป็นลูกเมียใคร ข้าพเจ้าก็มิรังเกียจเลย ท่านลุงบอกมาเถิด”
จางเหอมีท่าทีอยากจะพูดก็มิกล้า
“ท่านลุง บอกข้ามาเถิด หากมันช่วยข้าพ้นความทุกข์นี้ได้ข้าพเจ้ายินดีทำทั้งสิ้นแม้นมันผิดเพียงไหน การของเมืองหลี่เราย่อมมาก่อน”
“ใต้เท้าต้องรับคำก่อนว่าจะไม่ลงโทษข้าน้อยหากข้าน้อยเอ่ยไป” ขุนนางเฒ่าขอร้อง
หลี่หงพยักหน้า ขุนนางเฒ่าจึ่งยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูนายตัว เท่านั้นเองหลี่หงตาเบิกกว้าง อุทานเบาๆว่า
“มารดาข้าพเจ้าหรือ?”
จางเหอพยักหน้า
“ท่านลุงเสียสติไปแล้ว”
“ข้าน้อยทราบดีว่านี่มิต้องด้วยธรรมเนียมแต่ข้าน้อยพิเคราะห์ดูแล้วในเมืองหลี่ไม่มีใครดีกว่าเหล่าฮูหยินเลย”
“แต่…ท่านลุง..”
“มารดาท่านแซ่เดิมก็แซ่หยางเช่นภริยาท่านย่อมคิดอ่านเห็นสนับสนุนภริยาท่านและบุตรนางเป็นแน่แท้ อนึ่ง มารดาท่านก็อายุยังมิมากตอนนี้อายุก็เพียง35 ปีเท่านี้ ซ้ำยังให้กำเนิดนายท่านมาแล้ว”
หลี่หงเหงื่อตก
“นายท่าน บิดาท่านมีโอกาสได้อยู่กับมารดาของท่านมินานก็รบทัพจับศึกมิว่างเว้น มารดาของท่านก็ให้กำเนิดนายท่าน แต่ตรงกันข้างกับฮูหยินน้อย อยู่กับท่านมาก็ช้านานก็ไม่มีท่าทีว่าจะมีทายาทให้ท่านได้ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูแล้ว เกรงว่าภริยาท่านจะไม่สามารถให้บุตรท่านได้”
“ข้าจะเอาหน้าไปมองใครได้หรือท่านลุง เมียข้ามิดูถูกเราแม่ลูกหรือ?”
“นายท่าน เรื่องนี้หยางฮูหยินภริยาท่านเป็นคนบอกเอง”
“จริงหรือ” หลี่หงครางออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเลย
จางเหอจึงให้สัญญาณ หยางฮูหยินภริยาของหลี่หงที่หลบอยู่หลังม่านมาตลอดก็ออกมา
“ข้าขออภัยท่านพี่ด้วย แต่การนี้ข้ากับท่านลุงปรึกษากันมานานแล้วจึงได้ให้ท่านลุงมาบอกท่านพี่”
จางเหอหลีกตัวออกจากจวนเพราะรู้ว่าหมดหน้าที่ตัวแล้ว
“ที่ผ่านมาข้าเองก็เป็นทุกข์ไปกับท่านพี่เพราะรู้ความในใจท่านพี่ดี แต่…ข้าเองก็อยากจะมีบุตรให้ท่าน แต่ก็เหมือนเทพดามิเมตตาเราเลย”หยางฮูหยินน้ำตาคลอ
“น้องพี่ พี่ทำใจไม่ได้เลย”หลี่หงสารภาพ
“ท่านพี่ การใหญ่ของเราย่อมมาก่อน เรื่องเพียงเท่านี้เหตุไฉนท่านพี่ลังเล ต้วนกงบิดาของพระอัยยิกาท่านพี่ เห็นบิดาไม่อยู่ในธรรม บ้านเมืองฟั่นเฝือจึ่งปราบดาภิเษกสังหารบิดาเสียแล้วจึ่งตั้งตนเป็นเจ้าครองแผ่นดินสืบต่อกันจน40 ปี บ้านเมืองจึงร่มเย็นถึงพระอัยยิกาท่าน นี่ท่านพี่มิได้สังหารบิดามารดาเช่นต้วนกงเลยการเพียงเท่านี้ไฉนท่านพี่มิกล้า”
“แต่…ข้า…”
“ท่านพี่ มารดาท่านอายุก็มิมาก บิดาท่านอยู่ในเมืองได้เพียงครึ่งปีก็ต้องทำสงครามมิวายเว้น เวลาแต่เพียงเท่านั้น มารดาท่านก็ให้กำเนิดตัวท่านผู้เป็นยอดบุรุษได้ ข้าพเจ้ามิแคลงใจเลย หากท่านแม่จะให้กำเนิดบุตรชายท่านได้อีกคน”
“ข้าเกรงว่ามันจะย่ำยีน้ำใจท่านแม่ข้าข้ามิกล้า”
“หากท่านแม่ท่านยอม?”
“นี่…เจ้าอย่าบอกนะว่า…”
“ยังดอกท่านพี่การใหญ่ถึงเพียงนี้ข้าพเจ้ากับท่านลุงมิกล้าทำโดยพละการแต่ข้าพเจ้าต้องมาปรึกษาท่านพี่ก่อน”
“ข้าจะเอาหน้าอะไรไปคุยเรื่องนี้กับท่านแม่”
“ท่านมิต้องเป็นห่วง หากพวกเราสองสามีภริยากับท่านลุงไปเกลี้ยกล่อมท่านแม่ข้าพเจ้าคิดว่าการนี้เรายังพอมีหวัง”
“มะ...มันจะดีหรือน้องหญิง”
“ท่านพี่มิเวทนาท่านแม่ดอกหรือ?” ฮูหยินน้อยแซ่หยางขมวดคิ้วเอ่ยถาม
“เวทนา อย่างไร?” หลี่หงมิเข้าใจความนัยจากภรรยาตนเอง
“ท่านแม่เองออกเรือนอยู่กับบิดาท่านเพียงไม่ถึงปีก็มีท่านเป็นบุตรบิดาท่านก็ทำศึกว่างเว้นมิได้ขาดจนบิดาท่านสิ้นบุญ ท่านคิดว่าท่านแม่ท่านมิน่าเวทนาดอกหรือ?”ฮูหยินน้อยถามซ้ำ
“เจ้าหมายความถึงเรื่องเยี่ยงนั้น?”
“ถูกต้องท่านพี่ ท่านแม่เองก็นับเป็นโฉมสะคราญอายุแม้มิใช่ดรุณีแต่ก็มิใช่เหี่ยวย่น ประหนึ่งเป็นดอกกล้วยไม้ที่บานสพรั่งแรมปี ข้าเองเป็นสตรีด้วยกันใยดูมิออกว่ามารดาท่านเป็นเช่นดอกไม้งามที่รอหยาดน้ำชโลมใจ” ขณะที่หลี่หงยังอ้ำอึ้งอยู่ หยางฮูหยินก็สำทับต่อว่า “ตัวท่านเป็นชายรูปงามทั้งยังมีทวนประจำกายที่เข้มแข็งน้องได้ลำควยท่านพี่สมสู่ทุกวันเช้าเย็นมิว่างเว้นน้องเองยังมีใจคิดถึงท่านพี่ยามที่เรายังมิได้เข้าหอท่านพี่มิคิดดอกหรือว่าท่านแม่นั้นว่างเว้นจากมือชายมานานนับสิบปีมิมีจิตใจแห้งผากรอน้ำชโลมรูดอกหรือ”
หลี่หงลังเล
“ท่านพี่ ลองให้ท่านลุงเจรจากับมารดาท่านดูก่อนหากแม้นมารดาท่านมิยินยอมก็ปล่อยตามบุญกรรม แต่หากมารดาท่านไม่บิดพริ้วนี่ท่านแทงทวนเพียงครั้งเดียว แต่ได้ประโยชน์หลายประการไหนท่านจะได้บุตรสืบสกุลสมปรารถนา ไหนท่านจะได้มิต้องรักษาคำมั่นกับเมืองหานและท่านยังได้มอบความสุขให้มารดาท่านอีกทางหนึ่งได้ด้วยนี่ก็นับเป็นบุตรกตัญญูหรือมิใช่?” ฮูหยินน้อยสำทับ
หลี่หงเองตอนนี้เหงื่อโทรมกายไปหมด ได้แต่พยักหน้าตอบรับคำภริยา ฝ่ายนางหยางฮูหยินเมื่อเจรจากับสามีเป็นที่เรียบร้อยก็จูงสามีออกไปพบกับจางเหอที่รอด้านนอกจวนเมื่อตกลงได้แล้วคนทั้งสามก็ไปเข้าพบพระมารดา ตัวหลี่หงเองได้แต่เดินไปกับคนทั้งสองด้วยจิตใจที่ไม่เป็นส่ำเลยเพราะสิ่งที่หลี่หงจะไปขอจากพระมารดานี้มันช่างเป็นเรื่องบัดสีน่าอายเหลือคณานัก
มารดาของหลี่หงเองเป็นบุตรีจากแคว้นหยางเช่นเดียวกับหยางฮูหยิน แต่เดิมนั้นหากเอ่ยชื่อหยางฮูหยินทุกคนก็จะนึกถึงตัวนาง-หยางว่านสุยโฉมสะคราญอันลือนามทั้งแผ่นดินจากเมืองหยางนับแต่สามีของนายสิ้นบุญจนตัวบุตรชายของนางขึ้นมาเป็นอ๋องแทนนั้นตัวนางก็ถูกเรียกว่าเหล่าฮูหยิน แม้บรรดาศักดิ์ของนางจะอยู่ชั้นเป็นถึงมารดาของท่านท่านเจ้าเมืองแต่นางก็ยังคงความงามหยาดเยิ้มยิ่งกว่าเมื่อยามวัยสาวเสียอีกประหนึ่งดังกล้วยไม้ที่เบ่งบานท้ากาลเวลาทั้งทรวดทรงที่อวบอั๋นเต็มไม้เต็มมือเสียยิ่งกว่าสมัยที่นางเข้าหอลงสังวาสกับบิดาของหลี่หงเสียด้วยซ้ำ
เหล่าฮูหยินเองก็รู้ความเมืองของแคว้นตัวเองดี ข่าวการสงครามระหว่างเมืองหานกับเมืองเว่ยก็แพร่สะพัดไปทั้งแคว้น มารดาของท่านหญิงก็เป็นสะใภ้จากเมืองเว่ยแต่งเข้าแคว้นหยาง ป่านนี้ท่านตาของนางจะเป็นอย่างไรบ้างนางมิอาจคลายใจเลย ทั้งเรื่องที่บุตรชายของนางถูกเมืองหานบีบเค้นกดดันให้ต้องรับบุตรสาวเมืองหานเป็นภริยาอีกคน นางทำใจไม่ได้ที่นางจะต้องมีสะใภ้จากแคว้นศัตรูแต่โอ้ไฉนหนอ เทพดาองค์ใดจะช่วยนางพ้นจากความกลัดกลุ้มเรื่องนี้ได้ เหตุไฉนพระโพธิสัตว์มิเมตตามอบหลานให้กับนาง ทั้งๆที่นางสู้เพียรอ้อนวอนขอหลานทุกเช้าค่ำ บำเพ็ญเพียรภาวนามิได้ขาดเลย
“เหล่าฮูหยิน ท่านเจ้าเมือง ท่านฮูหยินและท่านจางเหอมาขอเข้าพบท่านหญิง” สาวใช้นำความมาบอก
เหล่าฮูหยินทราบความก็รู้ว่าเป็นเรื่องมิธรรมดาที่คนทั้งสามเข้ามาพบพร้อมกันมันต้องเป็นเรื่องสำคัญเป็นแน่ จึงเรียกให้ทั้งสามคนเข้ามาแล้วสั่งให้คนใช้ออกไปข้างนอกจวน เมื่ออยู่พร้อมกัน 4 คนไม่แน่ใจว่ามีผู้ใดแล้ว เหล่าฮูหยินจึงเริ่มเจรจา
“พวกเจ้าทั้ง 3 คนมีความใดมาแจ้งข้ารึ”
“เหล่าฮูหยินทราบความเมืองของเมืองหานดีแล้วใช่หรือไม่”จางเหอกุนซือเจ้าความคิดเป็นผู้เริ่มเจรจา
“ข้าทราบ! ข้าทราบดี!มันบังอาจมาบีบเค้นลูกชายข้าให้รับลูกสาวมันเป็นเมีย ข้าแค้นยิ่งนักข้าทำใจมิได้เลยหากเลือดเนื้อของเมืองหานเป็นลูกที่เกิดจากชาติหมาตัวเมียของพวกฉิน!”
“เมืองหลี่เราเหมือนน้ำจะทำการสิ่งใดก็นึกถึงแต่อาณาประชาราษฎร์ แต่เมืองหานเป็นดั่งไฟผลาญไปทั้งแผ่นดินหากแม้นนำหญิงเมืองหานแต่งเข้าบ้าน ก็ประหนึ่งดังนำไฟมาสุมไว้ในเรือน ต้องวอดวายเป็นแน่แท้” จางเหอสำทับ
“ใช่ ท่านกุนซือ ท่านพูดถูกต้องท่านมาหาข้าเรื่องนี้ท่านมีทางแก้ไขใช่หรือไม่” ท่านหญิงกล่าวด้วยความดีใจ
“ข้าพอมีทางอยู่” จางเหอคำนับท่านหญิงก้มหน้าตอบ
“ดีเลย การนั้นคือประการใดโปรดรีบแจ้ง”
“เหล่าฮูหยินการนี้ต้องอาศัยท่านหญิงร่วมแรงร่วมใจ เราจึงจะพ้นเคราะห์”
“บอกมา บอกมา ท่านกุนซือ ข้ายินดีทำ”
“แต่ข้าเกรงว่าจะทำให้เหล่าฮูหยินลำบาก”กุนซือก้มหน้านิ่ง
“ท่านเจรจามาเลย ข้ายอมทำทุกอย่างต่อให้ข้าต้องสละเลือดเนื้อก็ยอม พวกเราเมืองหยาง-หลี่-เว่ยจะได้ร่วมแรงร่วมใจโค่นเมืองหาน!”
“โอไม่ขอรับท่านหญิง ท่านหญิงมิต้องเสียเลือดเนื้อปานนั้น”จางเหอบอก “เพียงแต่...”
“เพียงแต่? สิ่งใดที่ข้าพอทำได้รึท่านกุนซือบอกมาเถิด ข้ายินดีทำทุกประการ”
“ท่านหญิงต้องเสพสังวาสกับท่านเจ้าเมืองและให้กำเนิดบุตรแห่งเมืองหลี่อีกผู้หนึ่งขอรับ” จางเหอก้มหน้าต่ำคำนับท่านหญิงแห่งแคว้น
“หา!!! ท่ากุนซือว่าอย่างไรนะ!”
“ท่านหญิงโปรดอย่าส่งเสียงดังการในจะแพร่งพราย” กุนซือจางเหอเตือนแล้วกล่าวต่อ “ข้าพิเคราะห์มาหลายปีแล้วมีแต่สตรีจากแซ่หยางเท่านั้นที่เหมาะสมจะเป็นมารดาแห่งเมืองหลี่บัดนี้หยางฮูหยินก็ไม่สามารถให้กำเนิดทายาทได้ ความหวังของแคว้นเราอยู่ที่เหล่าฮูหยินกับนายท่านเท่านั้น”
“จริงด้วยท่านแม่ ข้าเองก็ไม่วางใจเลยหากสตรีอื่นเป็นคนอื่นนอกเหนือจากคนในครอบครัวเรา พวกเรามาจากแซ่หยางเหมือนกันการใดจะไว้ใจคนนอกได้อีกหรือท่านแม่” หยางฮูหยินสำทับ“มีแต่พวกเราเท่านั้นที่เห็นแก่ประโยชน์สูงสุดของแคว้นและตระกูล”
“เอ่อ...แต่เรื่องนี้...มัน..”
หากการนี้เป็นผู้อื่นพูดเหล่าฮูหยินคงได้ตะคอกตะเพิดออกไปจากจวน สั่งให้ทหารตัดลิ้นตัดจมูกมันและเอามันไปต้มในน้ำเดือดทั้งเป็นให้ตายอย่างช้าๆ เสียแล้วแต่นี่เป็นการอันเพ็ดทูลโดยยอดกุนซือแห่งยุคความคิดอันแยบยลของท่านจางเหอนั้นช่วยให้เมืองหลี่ตั้งมั่นและรอดพ้นภัยพิบัติได้หลายต่อหลายหนจนเหล่าฮูหยินยังอดรู้สึกติดค้างในบุญคุณของท่านผู้นี้มิได้
แต่กระนั้นแผนการที่ท่านจางเหอเสนอมา....มันช่างหนักหนายิ่งนักใบหน้าของเหล่าฮูหยินร้อนผะผ่าว ทั้งด้วยความอายและความรู้สึกอื่นที่นางกระดากเกินกว่าจะยอมรับ...