บทที่ 15
ทดสอบของหนิงหนิง
ผู้เป็บิดาบังเกิดเปลวเพลิงแห่งโทสะ ดวงตาแห่งสัตว์ร้ายจ้องมองไปที่บัณฑิตผู้ที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง ภายในสวนแห่งนี้มีดอกไม้ที่รวบรวมอยู่มากกว่ายี่สิบชนิด รวมแล้วเป็ดอกไม้พันธุ์หายาก
มองดูจากพันธุ์หายากของดอกไม้พวกนี้อย่าว่าแต่บุตรสาวของเขาเลยแม้จะเป็บัณฑิตที่มีชื่อในระดับนึงก็ไม่แน่ว่าจะล่วงรู้เกี่ยวกับดอกไม้พวกนี้ทั้งหมด
เพราะแบบนั้นจะไม่ให้เขานั้นเกิดเพลิงแห่งโทสะขึ้นมาได้อย่างไร ในตอนแรกเห็นคนผู้นี้เจอกันแค่แล้วก็พูดถึงบททดสอบขึ้นมา
เขาก็พยายามจะนิ่งเฉยๆ เอาไว้เพื่อที่จะเฝ้าดูบททดสอบที่คนผู้นี้จะนำออกมาให้กับบุตรสาวของเขา ในตอนแรกก็คิดว่าการกลั่นแกล้งของคนผู้นี้จะไม่ได้หนักหนาเกินไป
แต่เมื่อมองเห็นโจทย์ที่มันเอ่ยออกมามันทำให้เขาเรียนรู้ได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่อยู่ด้านหน้าพยายามขัดขวางการเข้าเรียนที่สถานศึกษาของหนิงหนิง
ได้ยินสิ่งที่ลู่หยางคัดค้านขึ้นมาผู้ที่อยู่ด้านหน้ายกยิ้มพลางกล่าวอย่างหยิ่งทะนง “เพียงแค่นี้ไม่สามารถทำได้ก็ไม่มีความสามารถจะเข้าเรียนที่สถานศึกษาแห่งนี้แล้ว”
มันพูดอย่างมั่นอกมั่นใจราวกับว่าสถานศึกษาแห่งนี้สูงส่งเป็อย่างมาก ลู่หยางขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันมองเห็นท่าทางที่ดูมั่นอกมั่นใจของมันเขายังรู้สึกหมั่นไส้
แต่ภายในใจนั้นก็ยังพอข่มโทสะของตนเองได้ ดวงตาของเขาปรากฏความสงบนิ่งมองตรงไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
ถ้าเขามองตรงไปบริเวณด้านหลัง เขามองเห็นกลุ่มนักศึกษากลุ่มใหญ่กำลังเดินอยู่มีจำนวนไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน
คนพวกนั้นคือพวกเด็กที่เข้ามาเรียนภายในสถานศึกษาแห่งนี้ เป็นักศึกษากลุ่มชายหญิง ที่บริเวณด้านหน้ามีอาจารย์ชายสองผู้เดินนำมาด้วยเป็อาจารย์วัยฉกรรจ์หนึ่งคนและก็เป็อาจารย์วัยกลางคนอีกหนึ่งคน
เมื่อได้เห็นกลุ่มคนพวกนั้นเดินผ่านบริเวณนี้พอดี ภายในใจของลู่หยางมันเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา มุมปากของเขายกยิ้มขึ้น ยื่นมือของตัวเองไปััที่หัวไหล่ของบุตรสาวหนึ่งครา ก่อนจะเดินถอยออกไปจากจุดนั้น
ชายวัยเลขห้าที่อยู่ด้านหน้าแสดงใบหน้าประหลาดใจที่เห็นบุรุษผู้นั้นก้าวถอยออกไป การใช้สายตาของตนเองมองตามลู่หยางไปอย่างช้าๆ
ลู่หยางวิ่งตรงเข้าไปหากลุ่มคนพวกนั้นที่กำลังเดินผ่านบริเวณนี้พอดี เขาวิ่งตรงไปแล้วก็ไปหยุดอยู่บริเวณด้านหน้า
ทำให้คนพวกนั้นต้องผงะแล้วก็ใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองอย่างประหลาดใจ
ชายวัยเลขห้าที่น่าจะเป็อาจารย์อีกผู้หนึ่งของสถานที่แห่งนี้ เขาเป็ชายที่มีรูปร่างสมส่วนบนใบหน้ามีความอ่อนโยนแฝงเร้น ก้าวออกมาด้านหน้าอย่างรวดเร็วเลยถามกับบุรุษที่เข้ามาขวางทางอย่างสุขุม “ท่านเข้ามาขวางทางด้วยเหตุอันใด พวกเรากำลังจะเดินทางไปศึกษาที่หอเรียนด้านหน้า”
อาจารย์แห่งสถานศึกษาผู้นี้ไม่ได้ดูประหลาดใจเลยที่เห็นคนแปลกหน้าเดินทางเข้ามาภายในสถานศึกษา
อาจจะเป็เพราะว่าสถานศึกษาแห่งนี้มีผู้คนด้านนอกเดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วก็ได้ เพราะแบบนั้นการที่ได้พบเห็นคนที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาก็ไม่ใช่เื่แปลกอันใด
ลู่หยางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยยังคงแสดงท่าทางนอบน้อม ยกมือขึ้นประสานกันก้มคารวะผู้าุโที่อยู่ด้านหน้า “คารวะท่านอาจารย์ จากการคาดการณ์ของข้าพวกท่านคงจะเป็อาจารย์ที่สอนอยู่ภายในสถานศึกษาแห่งนี้สินะขอรับ”
อาจารย์ทั้งสองท่านที่อยู่ด้านหน้าหันมองกันและกันก่อนที่จะพยักหน้าตอบกลับลู่หยาง
ได้รับการยืนยันเช่นนั้นบุรุษที่ยืนอยู่จึงเอ่ยถามออกมาอีกหนึ่งคำถาม โดยในครานี้ใช้ดวงตาของตนเองมองตรงไปยังกลุ่มนักศึกษาที่อยู่ด้านหลังด้วย “ไม่ทราบว่ากลุ่มนักศึกษาที่พวกท่านกำลังสอนอยู่เข้าศึกษาที่สถานที่แห่งนี้มานานหรือยังขอรับ”
พวกเขามองกันและกันอีกครั้ง เมื่อผู้มาเยี่ยมเยียนที่อยู่ด้านหน้าเอ่ยถามออกมาเช่นนั้นพวกเขาจึงตอบกลับไปยังไม่ปกปิด โดยคนที่รับหน้าที่ในการตอบคำถามนั้นคืออาจารย์ผู้ที่มีความาุโกว่า “กลุ่มนักศึกษาพวกนี้เดินทางมาศึกษาเล่าเรียนภายในสถานศึกษาแห่งนี้ได้สามปีแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นมันยิ่งเข้าที บุรุษผู้สะพายกล่องไม้ที่อยู่ด้านหน้าปรากฏรอยยิ้มเลยทำให้พวกเขานั้นยิ่งแสดงความประหลาดใจ
ลู่หยางยังคงแสดงท่าทางอ่อนน้อมของตนเองอยู่ กล่าวเรียนอย่างไม่ปกปิด “ผู้น้อยนั้นโง่เขลา อยากจะได้คำชี้แนะจากเหล่าบัณฑิตที่ศึกษาเล่าเรียนที่สถานที่แห่งนี้หน่อยได้หรือไม่ หวังว่าจะไม่รบกวนเวลาพวกท่าน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้ที่ยืนอยู่พยักหน้า ชายวัยกลางคนผู้ที่เป็อาจารย์ผู้าุโกว่าจึงตอบกลับ “ไม่รบกวนการชี้แนะถือว่าเป็หนึ่งในบทเรียนของบัณฑิต”
เมื่อได้รับคำตอบกลับเช่นนั้นลู่หยางยกมือคารวะอีกฝ่ายหนึ่งครา แล้วก็เรียนเชิญคนพวกนั้นเดินตรงมายังบริเวณสวนใกล้ๆ หอที่อยู่ใกล้ๆ อย่างรวดเร็ว
แค่พริบตาเดียวภายในสถานที่แห่งนี้กลายเป็สถานที่ที่มีผู้คนมากมายมามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เมื่อเดินมาถึงบริเวณนี้อาจารย์ผู้มีความาุโที่เดินนำกลุ่มนักศึกษาของสำนักศึกษาแห่งนี้เข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ ประหลาดใจดวงตาของเขามองตรงไปยังเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ก่อนแล้ว จึงกล่าวถามออกมาด้วยความสงสัย “อาจารย์เจี่ยท่านมาทำอันใดที่สถานที่แห่งนี้? ”
ชายวัยเลขห้าผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของหนิงหนิง แสดงท่าทางประหลาดใจเห็นเพื่อนร่วมงานของตนเองเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้แถมยังมีพวกนักศึกษาที่เดินตามมาอีกเป็ขบวน มันจึงคิดภายในใจของตนเองด้วยความสงสัยว่า ‘เ้าคนผู้นี้มันคิดจะทำอันใดกันแน่? ’
มันมองใบหน้าของลู่หยางในตอนนี้มันไม่สามารถคาดเดาความคิดของเขาได้เลย เพราะว่าลู่หยางกำลังแสดงรอยยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
ชายผู้นั้นที่กำลังคิดไม่ตกได้ยินคำถามของเพื่อนร่วมงาน มันกำลังจะเปิดปากแล้วตอบกลับไป
แต่ว่าได้เพียงแค่อ้าปากเท่านั้นลู่หยางเอาขัดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาหันใบหน้าไปหาอาจารย์ที่เขาเรียนเชิญมาและกลุ่มนักศึกษาของสถานศึกษาแห่งนี้ที่ยืนอยู่ แล้วพูดขึ้น “อาจารย์ท่านนี้กำลังทดสอบบุตรสาวของข้าเพื่อเข้าเรียนที่สถานศึกษาแห่งนี้ขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้นอาจารย์สองท่านที่ยืนอยู่รวมไปถึงนักศึกษาที่อยู่ด้านหลังต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
ได้ยินเช่นนั้นอาจารย์เจี่ยที่มันกำลังยืนอยู่แสดงใบน่าตกตะลึง การแสดงท่าทางร้อนรนออกมาในทันทีเื่นี้ที่มันกระทำเป็เื่ที่มันตัดสินใจโดยพละการ
การที่เลือกสถานที่แห่งนี้ก็เป็เพราะว่าไม่อยากให้ผู้คนนั้นพบเห็น การที่มันทำเช่นนี้ก็เป็เหมือนกับการละเมิดกฎของสถานศึกษาด้วย
เพราะแบบนั้นเมื่อเห็นบุรุษผู้นี้กล่าวออกมามันเลยแสดงท่าทางร้อนรนอย่างชัดเจน
แม้จะได้ยินเช่นนั้นแต่ว่าอาจารย์ที่มาใหม่ทั้งสองท่านก็ยังคงเงียบอยู่เขาพยายามรักษาหน้าของเพื่อนร่วมงานเอาไว้ไม่อยากให้อับอายต่อหน้าของเหล่านักศึกษาที่อยู่บริเวณด้านหลัง
ลู่หยางเป็คนพวกนั้นเงียบนิ่งเขาจึงยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ท่านอาจารย์ผู้นี้บอกว่าถ้าบุตรสาวของข้าอยากจะเข้าเรียนที่สถานศึกษาแห่งนี้จำเป็จะต้องผ่านบททดสอบ จึงนำพาบุตรสาวของค่าที่มีวัยเพียงเจ็ดปีเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ แล้วตั้งโจทย์ปัญหาขึ้นมาให้บุตรสาวของข้าบอกชื่อดอกไม้พันธุ์หายากและสมุนไพรพันธุ์หายากภายในสถานที่แห่งนี้มายี่สิบชนิด”
“แล้วยังบอกอีกว่าไม่สามารถทำเื่เช่นนี้ได้ก็ไม่มีความสามารถพอจะเข้าสถานศึกษาเมืองตี้หนาน เพราะแบบนั้นพวกเราสองพ่อลูกผู้โง่เขลาอยากจะขอคำชี้แนะจากเหล่าบัณฑิตที่เรียนภายในสถานศึกษาแห่งนี้มาแล้วถึงสามปีสักหน่อย”
“อย่างน้อยก็ให้เหล่าบัณฑิตพวกนี้บอกชื่อพวกดอกไม้พันธุ์หายากแล้วก็สมุนไพรพันธุ์หายากในสถานที่แห่งนี้ให้พวกเราสองพ่อลูกได้รู้สักหน่อยจะได้ถือว่าเป็ความรู้”
ลู่หยางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย คำพูดของเขาแสนสวยเฉียบคมราวกับกระบี่ทิ่มแทงเข้าที่จุดอ่อน
ดวงตาของเขามองตรงไปยังเหล่าบัณฑิตที่ศึกษาภายในสถานที่แห่งนี้มาแล้วประมาณ 3 ปีคนพวกนี้มี่วัยอยู่ประมาณสิบสามถึงสิบห้าปี
เมื่อเขามองตรงไป แล้วก็ส่งสายตาที่เอ่ยถามมุ่งตรงไปที่คนเ่าั้ พวกนักศึกษาที่ศึกษาภายในสถานศึกษาแห่งนี้มาแล้วถึง 3 ปีกลับหลบสายตา
พวกมันไม่รู้เกี่ยวกับชื่อของสมุนไพรเหล่านี้ พวกมันแสดงท่าทางยังอับอายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ลู่หยางแสร้งแสดงท่าทางเป็คนที่ด้อยปัญญา เมื่อคนที่ด้อยปัญญาเอ่ยถามผู้ที่มีปัญญาแล้วคนผู้นั้นไม่รู้มันคือความอับอายและความอัปยศอย่างแท้จริง
อาจารย์ทั้งสองที่ยืนนำหน้าเหล่านักเรียนของตนเองอยู่แสดงใบหน้าหนักใจ พวกเขาพับปิดดวงตาทั้งสองข้างของตนเองลงทางคิดว่าการกระทำของสหายร่วมงานช่างโง่เขลา
เมื่อเห็นผู้ที่อยู่ด้านหน้าพากันเงียบลู่หยางผู้แสนเ้าเล่ห์จึงกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง “ถ้าอย่างไรพวกท่านไม่บอกถ้าอย่างนั้นรึ? ”
หนึ่งในกลุ่มนักศึกษาเ่าั้แสดงใบน่าละอายใจแล้วกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบาๆ ยังไม่เต็มเสียงนัก “พวกเราไม่รู้…”
เมื่อตอบกลับมาเช่นนั้นลู่หยางยังคงแสดงละคร เขาแสร้งทำใบหน้าใสซื่อแล้วกล่าวขึ้นมายังยั่วยุ “ช่างน่าแปลกจริงๆ เมื่อครู่ท่านอาจารย์ผู้นั้นกล่าวว่า เหล่าผู้คนภายในสถานศึกษาแห่งนี้ต่างมีปัญญาที่เฉียบแหลมเื่แค่นี้ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่สมควรเข้ามาศึกษาที่สถานที่แห่งนี้ แล้วเหตุใดคนที่ศึกษาภายในสถานศึกษาแห่งนี้มาถึงสามปีถึงกับไม่รู้พวกมันแม้แต่ชนิดเดียว”
คำพูดราวกับกระบี่ทิ่มแทงยิ่งแสดงใบหน้าใสซื่อเช่นนั้นด้วยแล้วมันยิ่งทำให้คนเหล่านี้ละอายใจ พวกเขานั้นแทบจะไม่กล้าสู้หน้า
อาจารย์เจี่ยมันโดนหักหน้าจนตอนนี้ใบหน้าของมันแดงก่ำมึงเล่นน้ำเสียงขึ้นมาด้วยความโกรธ “เ้า!!!”
ลู่หยางอ่านใบหน้าของตัวเองไปด้านหลังมองตรงไปที่คนผู้นั้นที่เร่งน้ำเสียงขึ้น ในขณะเดียวกันเขาก็แสดงใบหน้าเย็นช้าดวงตาที่ราวกับข่มขู่จ้องมองตรงไป
อาจารย์เจี่ยมันโกรธจนสายตามันแทบจะไม่สามารถแยกแยะได้ มันไม่มองเห็นถึงอายุที่แตกต่างพุ่งตรงเข้าไปอย่างรวดเร็วหวังจะเล่นงานลู่หยาง
“หยุด!!!” เสียงของคนผู้หนึ่งดังขึ้นมาดึงดูดความสนใจ
จบบท