บทที่ 1 ข้ามเส้น
ตั้งแต่โบราณกาล… โลกแห่งนี้ได้ถูกเหล่าบุคคลที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดเรียกขานกันว่า “โลกแห่งเซียน” ผู้คนทั่วทั้งโลกต่างฝึกวรยุทธและเคล็ดวิชาเพื่อบรรลุสู่ชีวิตอันเป็นนิรันดร์ แต่จำเป็นต้องอาศัยพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าท่านจะมีความพยายามหรือมุมานะเพียงใด นั่นไม่ใช่ตัวตัดสินว่าท่านจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งบนโลกใบนี้ มันเป็นโลกที่มีการแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน อันมีกฎสัจธรรมอันตายตัว “ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ” ณ ทวีปมังกรเป็นทวีปที่มีอาณาเขตกว้างขวางและมีเมืองร่วมกว่าร้อยหัวเมือง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นได้ถูกปกครองโดยราชวงศ์เพียงหนึ่งเดียว “ราชวงศ์มังกร” โดยมีเมืองมังกรเป็นเมืองหลวง… และในขณะนี้เอง ณ เมืองธาราคราม เมืองธาราครามนับว่าเป็นเมืองที่มีขนาดเล็กอย่างมาก เล็กจ้อยจนยากจะเรียกว่าเมืองด้วยซ้ำราวกับหมู่บ้านเสียมากกว่า ถึงกระนั้น มันกลับเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีสายธารและน้ำตกที่ใสสะอาดและเต็มไปด้วยปราณเซียนอัดแน่น ภายในเมืองนั้นมีสองตระกูลใหญ่ที่ค้านอำนาจกันมาช้านาน มันไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีอำนาจเหนือกว่ากัน ด้วยความโลภของเหล่ามนุษย์แต่มิอาจตัดสินใจท้ารบกันผ่านสงครามนองเลือด พวกมันจึงได้แต่สู้กันผ่านเศรษฐกิจและการค้า แต่ทว่า โชคชะตาและวาสนาอันน่าประหลาดได้ชักนำเส้นสายใยให้สองตระกูลยักษ์ใหญ่ได้ปรองดองกัน… เมื่อผู้นำตระกูลซูได้บังเอิญช่วยเหลือผู้นำตระกูลเยว่เข้า ผู้นำตระกูลเยว่เปี่ยมด้วยศักดิ์สิทธิ์มากบารมี มันซาบซึ้งในบุญคุณจึงยื่นข้อเสนอที่จะทำให้เมืองธาราครามเกิดการสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ “งานมงคลสมรสระหว่างบุตรีตระกูลเยว่และบุตรชายตระกูลซู” ผู้นำตระกูลซูเอ่ยขัดอยู่พักใหญ่พร้อมแจ้งถึงความไม่เหมาะสม แต่มันก็มิอาจทนความหัวรั้นของเฒ่าตระกูลเยว่ได้อีกต่อไป ผู้นำตระกูลซูจึงตอบรับข้อเสนอของผู้นำตระกูลเยว่ด้วยความรู้สึกเอือมระอาเล็กน้อย ด้วยเหตุนั้นความแค้นระหว่างสองตระกูลจึงได้ยุติลง เหตุผลที่ผู้นำตระกูลซูเอือมระอานั้นเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนเมืองธาราครามทราบกันอย่างดิบดี บุตรชายตระกูลซูไร้พรสวรรค์อย่างแท้จริง จนเกิดข่าวลือชาที่ผู้ฝึกยุทธน้อยวัยเจ็ดขวบท้าประลองกับบุตรชายตระกูลซูแต่กลับได้ชัยเหนือกว่าอย่างขาดลอย นายน้อยตระกูลซูพ่ายให้แก่เด็กน้อยตระกูลไร้ชื่อเสียงเพียงกระบวนท่าเดียว หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น นายน้อยตระกูลซูได้กลายเป็นคนเด่นคนดังในเมืองธาราครามในชั่วข้ามคืน ผู้คนทั่วทั้งเมืองต่างเรียกขานเขากันในฐานะ “ขยะ” ทุกคนทราบกันอย่างดีว่านายน้อยตระกูลซูได้รับการสนับสนุนจากผู้นำตระกูลซึ่งเป็นการสนับสนุนที่ดีที่สุดในเมือง ผู้นำตระกูลซูมีอายุมากเป็นผู้ชรา เนื่องจากทายาทที่สืบสานกลับตกตายก่อนจะได้ขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลแทนที่เขา ด้วยเหตุนี้ ผู้ชราตระกูลซูจึงแบกรับหน้าที่และภาระอันใหญ่หลวง ผู้ชรานั้นมีนามว่า “ซูลง” อย่างไรก็ตาม ก่อนบุตรชายของเขาจะลาจากไปได้ทิ้งทายาทของตนเองเอาไว้ถึงสองคน อันมีนามว่า “ซูอวี่” และ “ซูหนี่ว์” “ซูอวี่” นายน้อยแห่งตระกูลซู ผู้ถูกกล่าวขานกันว่ามีพรสวรรค์ย่ำแย่ที่สุดในใต้หล้า แม้เขาจะมีความมุมานะหรือความพากเพียรเพียงใด แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่พอสำหรับเส้นทางสู่โลกแห่งเซียน มันจำต้องมีพรสวรรค์ด้วยซึ่งสิ่งนั้นเองที่เขาไม่มี! หากมองในแง่ดี ซูอวี่เป็นชายหนุ่มวัยสิบห้าปีที่มีความขยันอย่างมาก มันฝึกเช้าจรดค่ำทำอย่างนี้ทุกวันๆ ถึงกระนั้น มันกลับพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มวัยเจ็ดขวบเสมอมา จนชายหนุ่มปิดตัวเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝนด้วยความมุ่งมั่น ตั้งแต่เริ่มการฝึกฝนมา นี่ก็ผ่านมากว่าห้าปีแล้ว ซูอวี่กลับบ่มเพาะได้เพียงรากฐานขั้นสาม ซึ่งนับเป็นขั้นพลังที่ต่ำที่สุด โดยแบ่งออกเป็นเก้าขั้นและขั้นสามนับว่าอยู่ในเกณฑ์ขั้นต่ำ! “ซูหนี่ว์” คุณหนูแห่งตระกูลซู เด็กสาววัยสิบสี่ปีคนนี้เปี่ยมล้นด้วยพรสวรรค์ตั้งแต่กำเนิด นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องความงามอันเป็นหน้าเป็นตาของเมืองรองจากบุตรีตระกูลเยว่นั้น นางยังถือเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ไร้คู่เปรียบ ในวัยเดียวกันแม้กระทั่งบุรุษยังมิอาจเอาชัยเหนือซูหนี่ว์ได้ สืบเนื่องมาจากด้วยวัยเพียงสิบสี่ปี นางได้บรรลุได้สู่รากฐานขั้นเจ็ดซึ่งนับเป็นรากฐานระดับกลาง ในภายภาคหน้า อนาคตของนางย่อมสดใสเหนือผู้ใด แต่ทว่า… มันอาจจะสดใสยิ่งกว่านี้หากซูหนี่ว์ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำตระกูลซู---ซูลง ด้วยกำลังทรัพย์ตระกูลใหญ่ของเมืองธาราคราม เฒ่าซูลงกลับนำเงินเหล่านั้นไปซื้อโอสถและสมุนไพรดีๆให้แก่ซูอวี่เสียหมด ถึงซูอวี่จะผลาญงบของตระกูลซูไปกว่าครึ่ง ระดับการบ่มเพาะของมันกลับยังอยู่เพียงรากฐานขั้นสาม… ถึงแม้มันจะพากเพียรและฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งก็ยังไปได้เพียงแค่รากฐานขั้นสาม… นับเป็นความอัปยศอย่างยิ่งของผู้คนในตระกูลซู ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนแต่สงสารซูหนี่ว์กันทั้งสิ้น หากไม่มีซูอวี่อยู่เกรงว่าซูหนี่ว์คงไปได้ไกลยิ่งกว่านี้ หรือบางที…อาจแข็งแกร่งยิ่งกว่าเยว่ชิง---บุตรีตระกูลเยว่ผู้บรรลุรากฐานขั้นเก้าด้วยวัยสิบห้าปีและเป็นรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองธาราคราม ถูกต้อง---เยว่ชิงคู่สมรสของซูอวี่นั่นเอง… แต่ถึงแม้ผู้คนในเมืองจะดูถูกดูแคลนซูอวี่เพียงใด คงมีแค่ซูลงและซูหนี่ว์เท่านั้นที่ยังคอยอยู่เคียงข้างเขา หนึ่งคือท่านปู่และสองคือน้องสาว พวกเขาทั้งสองจะทอดทิ้งคนในสายเลือดได้อย่างไร? ถึงซูหนี่ว์จะรู้อยู่แก่ใจว่าท่านปู่นำเงินส่วนตัวไปซื้อโอสถสมุนไพรเสริมการบ่มเพาะให้แก่ซูอวี่เสียหมด แต่นางกลับไม่เคยถือโทษโกรธเคือง สาวน้อยผู้นี้กลับเต็มใจและเห็นด้วยกับท่านปู่ด้วยซ้ำ นับเป็นบุญบารมีของซูอวี่ยิ่งหนัก… เมืองธาราครามมีความคึกคักเป็นพิเศษในวันนี้เนื่องจากงานมงคลระหว่างซูอวี่และเยว่ชิง คงไม่มีใครสนใจหากเป็นงานแต่งงานของซูอวี่ ทว่าการแต่งงานของเยว่ชิงกลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกันอย่างสุดขั้ว ตระกูลเยว่นับเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองธาราคราม และงานนี้คืองานสมรสระหว่างทายาทของสองตระกูลใหญ่ที่ต่อต้านกันมาอย่างช้านานราวกับจุดยุติสงคราม เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน ผู้นำตระกูลซูเป็นตาเฒ่าชรา มีทายาทสืบทอดตระกูลเพียงสองคน ได้แก่ ซูอวี่และซูหนี่ว์ ส่วนผู้นำตระกูลเยว่ก็เป็นตาเฒ่าชราเช่นกัน ทว่า เขาเป็นผู้ชราที่มีบุตรชายคอยรอสืบทอดตระกูลอยู่ เหตุผลที่เฒ่าเยว่ยังไม่มอบตำแหน่งผู้นำตระกูลให้กับเยว่ซานนั้น เนื่องจากเฒ่าเยว่เกรงว่าเยว่ซานจะสู้กลยุทธ์และกลอุบายของซูลงมิได้ เฒ่าเยว่จึงดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลสืบมา และที่สำคัญเฒ่าชราเยว่มีหลานเพียงคนเดียว หลานสาวนามว่า “เยว่ชิง” อย่างไรก็ดี ตระกูลเยว่มอบหญิงสาวผู้เปี่ยมพรสวรรค์ของเมืองให้สมรสกับซูอวี่ ชายหนุ่มซึ่งไร้อนาคต ใครเล่าทราบได้ว่ามีผู้ผิดหวังเสียใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้มากน้อยเพียงใด และที่มากไปกว่านั้นย่อมเป็นจำนวนคนที่อิจฉาริษยาหรือถึงขั้นอาฆาตหึงหวง เมื่อเป็นการออกเรือนของธิดาตระกูลเยว่ ขนาดงานย่อมไม่เล็กน้อย แต่ทว่า… นี่ก็จวนจะใกล้เวลาพิธีแล้วแต่ซูอวี่กลับยังไม่อยู่ในขบวนพิธี “ท่านปู่! ท่านพี่ซูอวี่เรียนเคล็ดวิชาเร้นกายรึ!? เหตุใดท่านพี่ถึงได้หายไปในช่วงเวลาสำคัญตลอด” ซูหนี่ว์เอ่ยถามกับซูลงผู้เป็นปู่แท้ๆของนาง และยังครองสถานะผู้นำตระกูลซูอีกด้วย “หนี่ว์เอ๋อ---ปู่จะรู้กับอวี่เอ๋อหรือ…” ซูลงกล่าวพลางส่ายศีรษะเบาๆ การที่ซูอวี่หายไปเฒ่าซูมิอาจคิดเป็นอื่นไปได้ มันอาจกำลังฝึกฝนอยู่ที่ใดสักแห่ง… แต่ถึงกระนั้น ผู้ชราก็กล่าวทำท่าทีไม่รู้ ซูหนี่ว์ สาวน้อยวัยสิบสี่ปีผู้ครอบครองเผ้าผมสีแดงฉานดุจโลหิต ผิวพรรณเนียนละเอียดขาวผ่องราวกับหยก คิ้วโก่งดุจพระจันทร์เสี้ยวเลิกสูงขึ้น ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอออกเล็กน้อย ท่าทีราวกับว่านึกบางสิ่งขึ้นมาได้ เด็กสาวอาภรณ์สีแดงประดับอัญมณีงดงามเร้นกายออกจากขบวนพิธีอย่างรวดเร็ว นางวิ่งตรงเข้าไปในป่าลึกหลังจวนตระกูลซู และนี่คือบุตรีตระกูลซูผู้เปี่ยมพรสวรรค์ เด็กสาวที่บรรลุการบ่มเพาะรากฐานขั้นเจ็ดด้วยวัยสิบสี่ปี ความคิดหนึ่งวาบผ่านประหนึ่งสิ่งย้ำเตือนจิตใจ สถานที่ที่เปรียบดั่งความทรงจำในวัยเด็กที่มิอาจหลงลืม น้ำตกธาราสวรรค์… เป็นน้ำตกที่ซูอวี่และซูหนี่ว์จะมาด้วยกันเป็นประจำทุกวัน แต่ความเป็นจริงนั้นซูหนี่ว์เพียงตามซูอวี่มาด้วยความใคร่รู้ของเด็กสาว นางจะมาดูพี่ชายนั่งฝึกใต้น้ำตกทุกวันชั่วทุกเวลา ยากจะหาเวลาพักผ่อนของซูอวี่ได้ หากเขาหิว มันเพียงกระโดดลงแม่น้ำและหาปลาเพื่อประทังชีวิต ก่อนจะนำมาย่างกินกับซูหนี่ว์ที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ไกล เหตุนี้เองที่ทำให้สองพี่น้องมีความสนิทสนมมากกว่าปกติ มันอาจถึงขั้นตายแทนกันได้เลยทีเดียว… ทันทีที่ซูหนี่ว์วิ่งมาถึงสถานที่แห่งความทรงจำ ภาพเบื้องหน้าล้วนไม่แตกต่างไปจากสิ่งที่นางคิดเลยแม้แต่น้อย หากแต่ว่า… แววตาของหญิงสาวจำต้องเบิกขยายกว้างพลางรูม่านตาที่หดรีดเล็กลงด้วยความตกตะลึงงัน ซูอวี่ตอนนี้นั่งอยู่บนโขดหินใหญ่ซึ่งเป็นที่ประจำตั้งแต่สมัยเด็กๆ สายน้ำจากมุมสูงที่มักจะไหลตกลงมากระทบบ่าของซูอวี่ มันกลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งที่สายธารยังร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน แต่กลับไม่มีสายน้ำหยดใดเลยที่สาดใส่ซูอวี่ บุรุษหนุ่มผู้นี้มีรูปร่างสูงเพียวเป็นสง่า ใบหน้าคมเข้มและผิวขาวดุจหิมะหากแต่ดูผอมแห้งราวกับคนไร้เรี่ยวแรง คิ้วคมเข้มทรงพลังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเอาไว้ เปลือกตาทั้งสองของซูอวี่ปิดสนิท ชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีแดงทักทอด้วยไหมชั้นดีดูหรูหรา เสื้อผ้านี้เป็นชุดในวันสมรส… ในขณะนี้ ซูอวี่กำลังอยู่ในท่าขัดสมาธิ… สำหรับซูหนี่ว์แล้ว ภาพเบื้องหน้าราวกับปาฏิหาริย์ สาวน้อยจมดิ่งไปในภวังค์ด้วยความตกตะลึงลืมหายใจ จนกระทั่งเสียงสายหนึ่งได้ฟื้นสติให้แก่นาง “แม้กระทั่งน้ำตกธารสวรรค์ยังหลีกหลบมิให้กายข้าได้เปียกชุ่ม ดูเหมือนชะตาฟ้าจะลิขิตให้ข้าต้องจากเจ้าไปแล้วจริงๆ …ซูหนี่ว์” ซูอวี่ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ เผยคู่นัยน์ตาดำขลับทรงพลัง เผ้าผมสีดำยาวพริ้วไสวตามสายลมอย่างเบาบาง ก่อนชายหนุ่มจะยกยิ้มขึ้น “ท่านพี่ซูอวี่!! ท่านช่างเหลวไหลเสียจริง!!” ซูหนี่ว์กล่าวพลางเบะปากใส่ “นี่วันมงคลสมรสระหว่างท่านพี่กับพี่สาวเยว่ชิง เหตุใดท่านยังไม่เข้าขบวนพีธีอีก!! ข้าผิดหวังในตัวท่านมากรู้หรือไม่!?” แม้ภาพเบื้องหน้าจะอัศจรรย์ใจเพียงใดก็ไม่มากพอจะระงับความโกรธาของเด็กสาวได้อีกต่อไป วันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายที่ซูหนี่ว์จะได้อยู่ใกล้กับพี่ชายอย่างใกล้ชิด มันอาจเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ… แต่นางยินดีที่จะให้พี่ชายของตนตบแต่งมีภรรยาเยี่ยงบุรุษผู้อื่นบ้าง ถึงแม้ซูหนี่ว์จะรู้สึกเหมือนสูญเสียสมดุลในชีวิตก็ตาม ซูอวี่ส่ายศีรษะเบาบาง ชายหนุ่มหยิบมีดที่ซ่อนเอาไว้ใต้อาภรณ์สีแดงขึ้นมาก่อนจะกำเส้นผมที่ยาวสลวยและตัดมันทิ้งอย่างไม่ลังเล เส้นผมของบุรุษหนุ่มที่อาจยาวได้เกือบถึงต้นขาอยู่เต็มกำมือของซูอวี่ก่อนชายหนุ่มจะคลายฝ่ามือ เส้นผมมากมายลอยล่องตามแรงลมพลันร่วงหล่นใส่ผิวน้ำเบื้องล่าง รูปลักษณ์ของซูอวี่ดูสะดุดตาขึ้นมาทันใด เมื่อโครงหน้าของชายหนุ่มปรากฏขึ้นเด่นชัดล้วนจำต้องเขย่าปราการหัวใจเหล่าสตรีให้สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แต่นั่นไม่นับเป็นอะไรเมื่อเทียบซูหนี่ว์ที่คุ้นเคยอยู่แล้ว ซูอวี่กระโดดลงจากโขดหินจมดิ่งสู่แม่น้ำเบื้องล่าง แทบจะในทันทีที่ซูอวี่กระโดดลงมา น้ำตกธารสวรรค์จึงสาดกระทบใส่โขดหินก้อนนั้นเสียงดังซ่า คราวนี้น้ำตกไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำดั่งปกติแล้ว ทั้งที่ตอนที่ซูอวี่นั่งอยู่มันกลับไม่ตกใส่โขดหินก้อนนั้น และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ซูหนี่ว์คาใจ… แต่สิ่งนั้นกลับไม่สำคัญเมื่อซูอวี่ว่ายขึ้นมาจากผืนน้ำพลันตรงดิ่งมาทางหญิงสาวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง จวบจนวินาทีสุดท้าย แววตาของซูหนี่ว์จำต้องเบิกกว้างอีกครั้ง… อาภรณ์สำหรับงานสมรสของท่านพี่ซูอวี่มิเปียกชุ่มด้วยน้ำที่ว่ายผ่านเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่ามีบางสิ่งดลบันดาลให้เป็นเช่นนั้น เพียงสามลมหายใจ… แววตาของซูหนี่ว์จำต้องเบิกโตกว้างอย่างที่ถึงที่สุด เมื่อซูอวี่ยื่นมือขวาออกไปและโอบกระชับร่างของซูหนี่ว์เข้ามา ซูหนี่ว์ร่างสั่นสะท้านเล็กน้อยหญิงสาวพยายามออกแรงขัดขืนต่อต้าน ทว่า ทันทีที่ริมฝีปากของทั้งสองประกบกัน ซูหนี่ว์ร่างกายแข็งทื่อราวกับรูปปั้น การกระทำของซูอวี่เกินความคาดเดาของหญิงสาวเกินไป… ภายใต้การฉวยโอกาสของซูอวี่ ห้วงความคิดของซูหนี่ว์กลับกลายเป็นขาวโพลน เรี่ยวแรงต่อต้านของซูหนี่ว์ราวกับกระต่ายน้อยดิ้นทุรนทุราย จนในที่สุดซูหนี่ว์ก็ไม่คิดขัดขืนอีกต่อไป ปล่อยกายให้ทำตามใจที่ต้องการ… ลึกล้ำลงไป ซูหนี่ว์หลงรักซูอวี่มาตั้งแต่เด็กและนางเคยคิดถึงขั้นมองข้ามคำว่า “พี่ชายท้องเดียวกัน” แต่เมื่อนางยิ่งโตยิ่งได้ลองคิดทบทวนความคิดตนเองมากขึ้น ด้วยการที่ผิดศีลธรรมจึงเป็นอันตัดใจ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอสูรร้ายในจิตใจจะเลือนหายไป… มันแค่รอเวลาถูกปลุกขึ้นอีกครั้งเท่านั้น และภายใต้การชักจูงของซูอวี่ สิ่งที่ซูหนี่ว์พยายามเก็บงำมาตลอดชั่วชีวิตก็มิอาจรักษาไว้ได้อีกต่อไป ด้วยการดื่มด่ำของซูอวี่ ซูหนี่ว์ราวกับถูกกระชากวิญญาณไป… “ซูหนี่ว์…” ฝ่ามือทั้งสองของซูอวี่จับแก้มน้ำนวลของซูหนี่ว์อย่างอ่อนโยน “ข้าเพียงทำตามความต้องการของข้า” เมื่อความคิดฝั่งดีเอาชัยหนือฝั่งชั่ว ด้วยการตอบสนองในฉับพลันของซูหนี่ว์ เพียะ! เสียงตบหน้าดังสนั่นพลางรอยประทับห้านิ้ววางทาบบนใบหน้าของซูอวี่ปรากฏรอยแดงเด่นชัด ซูหนี่ว์แสดงใบหน้าโกรธขึงอย่างที่สุด คิ้วขมวดมุ่นก่อนนางจะเอ่ยพูดอย่างโกรธเกรี้ยว “ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าท่านจะเป็นคนเยี่ยงนี้! ซูหนี่ว์คิดผิดไป!!” ซูหนี่ว์กล่าวจบพลันหันกายกลับไปทางที่ตั้งตระกูลซู ฝ่ามือทั้งสองกำแน่นราวกับโกรธเคืองจนคุมสติไม่อยู่ …………………………………………………. กันดราม่าผิดศีลธรรม กลัวคนส่วนใหญ่รับไม่ได้ ถือว่าเป็นการสปอยเนื้อเรื่องเลยก็แล้วกัน ซูอวี่และซูหนี่ว์ ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ