"แล้วท่านเล่าปี่ มีความคิดเห็นเป็ประการใด" ชีซีถามย้อนไปที่เชื้อสายตงฉานเชงอ๋อง
"ตัวข้าร้อนใจยิ่งนัก ด้วองค์ฮ่องเต้กำลังจะมีภัย แต่ตอนนี้ข้านั้นด้อยกำลัง ต้องหนีโจโฉมายังอ้วนเซีย แลหากโจโฉยกมาอีกก็คงต้องหนีกันอีก เหมือนนกไร้ปีก เหมือนเสือไร้เขี้ยวแลเล็บ กังวลยิ่งนัก" เล่าปี่กล่าว พลางทอดถอนใจ เื่ราวมากมายผ่านแ่เข้ามา อายุขนาดค่อนชีวิตคนแล้วแต่จะหาที่ตั้งตัวยังไม่มี ทหารหรือก็น้อยนิดเหมือนเศษฝุ่น
"ท่านขงเบ้งเล่า ให้ข้าได้ชื่นชมปัญญาของท่านเป็ขวัญตาให้สมกับฉายาัฮกหลง" ชีซีเบนเป้ามาที่ผม ชิบหายอีกล่ะสิ
"ซุนจื่อว่าไว้ ผู้ชาญฉลาดควรรู้ว่าเมื่อใดควรรบ เมื่อใดมิควรรบ หลักสำคัญคือการประเมินสถานการณ์" ผมว่าอ้างๆ ไปเพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ ทั้งที่ในอกมันเต้นตึกตักตึงตัง "ตอนนี้กำลังพวกเรามีน้อยควรเลี่ยงไม่ควรรบ ส่วนฮ่องเต้ก่อการขึ้นถือเป็ประโยชน์กับพวกเรา เื่นี้ควรรีบให้โจโฉรู้ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี"
เล่าปี่สะดุ้งโหยงจนตัวลอย "เหตุใดท่านขงเบ้งจึงกล่าวเช่นนี้ หากโจโฉล่วงรู้มิรีบยกพลไปจัดการสังหารองค์ฮ่องเต้หรืออย่างไร"
"แบบนั้นแหละ พวกเราจะได้รอดไง" เล่าปี่จ้องหน้าผมเขม็ง "เล่ากี๋มีกำลังคนอยู่ไม่น้อย ถ้าโจโฉถอนทัพกลับ กองทหารใหญ่ขนาดนั้นยังไงก็ไปได้ไม่เร็วมาก พวกเราร่วมมือกับเล่ากี๋บุกตีทั้งซ้ายและขวาสลับกันไปทั้งกลางวันกลางคืน ก่อกวนพวกมันที่ถอยร่นกลับเมืองหลวง รับรองกว่าจะไปถึงก็เสียหายไม่ใช่น้อย"
"แล้วถ้าหากโจโฉแบ่งกำลังออกเป็สองกอง กองแรกรีบยกไปยึดฮูโต๋คืน อีกกองก็ไล่ล่าพวกเราเล่าจะทำอย่างไร" ชีซีแย้งขึ้นมา เขาเองก็ดูมีความกังวลอยู่ไม่น้อยทีเดียว
"เื่นั้นไม่ยาก ถึงแม้เมืองอ้วนเซียจะเล็กแต่ก็พอจะยื้อเวลาไหว ให้คนนำหนังสือไปแจ้งแก่เล่ากี๋ยกมาตีอ้อมเข้าด้านหลัง พวกเราอยู่ในเมืองเข้าตีข้างหน้า ถึงกองทัพจะใหญ่แต่โจโฉไม่อยู่ยังไงก็เอาชนะได้ไม่ยาก" ผมยืดอกอย่างภาคภูมิใจกับแผนที่พึ่งถูไถออกมาได้
"ท่านขงเบ้งแน่ใจได้อย่างไรว่าโจโฉจะยกทัพกลับไปด้วยตัวเอง ไม่คิดอยู่บุกตีพวกเรา" เล่าปี่ถาม
ชีซีจึงบอกให้เล่าปี่ไม่ต้องกังวลและสำทับคำของผมว่า "โจโฉเป็คนระแวง เื่ภายในฮูโต๋เขายกให้ซุนฮกจัดการ แต่ซุนฮกกลับเป็บกบฎเสียเอง ซ้ำฮูโต๋ยังเป็เมืองหลวงเป็ที่มั่นสำคัญ ทั้งลูกเมียก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในเมือง ยังไงเสียโจโฉก็ต้องไปด้วยตัวเอง" ชีซียิ้มออกมา เล่าปี่จึงค่อยเบาใจลง
"ข้ามีเื่สงสัยอยู่นิดหน่อยท่านชีซีช่วยบอกข้อมูลให้ข้าด้วย"
"ท่านขงเบ้งไม่ต้องเกรงใจ โปรดถามมาเถอะ ข้าจะบอกความทุกประการ" ดูท่าแล้วชีซีคนนี้คงจะไว้ใจและสนิทกับขงเบ้งเป็อย่างมากทีเดียว
"ทหารของซุนฮกและฮ่องเต้มีเท่าไหร่ จะต้านทัพโจโฉได้มั้ย" มันเป็เื่สำคัญถึงขั้นคอขาดบาดตาย
"สิบหมื่น น้อยกว่าโจโฉสิบเท่า แต่อยู่ในเมืองประตูและป้อมกำแพงแ่ามั่นคง ยื้อเวลาได้พอสมควรมิน่าวิตก" ชีซีว่า
"แล้วมีโอกาสชนะมั้ย" ผมขยับเข้าไปใกล้ เพราะในใจลึกๆ ก็หวั่นๆ อยู่เหมือนกัน
"ถ้าสู้ไม่มีโอกาสชนะ ถ้าตั้งรับอยู่ด้านในแค่รอวันตายเท่านั้น" พูดเสร็จชีซีก็เบนหน้าหนีออกไปทางบานประตู ในหัวใจไม่รู้กำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ เล่าปี่ใกับคำของชีซี กล่าวโทษตัวเองที่กำลังน้อย มิอาจช่วยเหลือฮ่องเต้ให้พ้นภัย
"อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว นี่คงเป็เหตุผลที่ท่านชีซีมาที่นี่เพื่อพบพวกเราใช่มั้ย" ผมว่าอย่างรู้ทัน
"มิขอปฏิเสธ ข้ากับซุนฮกปรึกษากันมาก่อนที่จะออกมาจากเมือง ใคร่ขอกำลังพวกท่านช่วยเหลือฮ่องเต้" ชีซีก้มลงคำนับทั้งผมและเล่าปี่ เล่าปี่คว้าแขนชีซีฉุดให้ลุกขึ้น แล้วว่าตัวเขาเองนั้นก็แซ่เล่าสืบเชื้อสายจากราชวงศ์ค์ฮั่นมีศักดิ์เป็พระเ้าอาของฮ่องเต้ การคิดช่วยเหลือนั้นเป็สิ่งสมควรทำ
"เอาล่ะๆ ท่านทั้งสองฟังข้าก่อน ตอนนี้ทหารเราถ้ารวมกับของเล่ากี๋ก็ได้แค่สิบหมื่น ทหารของซุนฮกและฮ่องเต้อีกสิบหมื่น แค่นี้มันน้อยเกินไป จะเอาชนะโจโฉที่มีถึงร้อยหมื่นข้าคิดว่าคงจะยาก" ผมพูดให้คนทั้งสองเห็นตามความเป็จริง
"เช่นนั้นพวกเราควรจะทำอย่างไร" เล่าปี่ถามมือไม้สั่น ในใจคงกระวนกระวายอย่างถึงที่สุด
"นั่นน่ะสิ หรือว่าท่านขงเบ้งมีแผนดีอะไรได้โปรดช่วยบอกมาเถิด" ชีซีเร่งเร้าอย่างออกอาการ
"มีคนคนหนึ่งที่ช่วยพวกเราได้"
"ใคร!!!" เล่าปี่และชีซีแทบจะร้องออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
ม้าเท้งแห่งเสเหลียง
ทางฝ่ายโจโฉรีรออยู่ช้านานชีซีก็ไม่กลับมาเสียทีจึงคิดว่าเสียทีเข้าแล้วคราวนี้ เ้าชีซีได้โอกาสหลีกหนีคงยากแล้วที่จะกลับคืนมา เหมือนปล่อยนกขึ้นท้องฟ้า ปล่อยปลาลงทะเลกว้าง
โจโฉตระเตรียมกำลังจะสั่งกำลังออกบุกเล่าปี่ที่เมืองอ้วยเซียเสียให้หายแค้น ก็พอดีกลับทหารจากเมืองฮูโต๋เข้ามารายงาน
"ท่านโจโฉขอรับ ซุนฮกและซุนฮิวร่วมมือกับฮ่องเต้ก่อฏ ต่อท่าน ตอนนี้ยึดเมืองหลวงได้แล้วขอรับ คนของเราที่อยู่ข้างในถูกฆ่าตายแล้วจนหมดสิ้น" ทหารผู้เหลือชีวิตรอดออกมา เนื้อตัวเปื้อนแปดไปด้วยเืแดงเกาะอยู่ตามไรผมและเสื้อผ้า กลิ่นคาวนั้นเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดียิ่งกว่าคำพูดเสียอีก
โจโฉได้ฟังก็พิโรธโกรธหนักขึ้นไปอีก ก้อนสมองกระตุกปวดขึ้นตุบๆ โรคปวดหัวรุนแรงอยู่คู่กับเขามาั้แ่วัยหนุ่มจนตอนนี้ล่วงเลยวัยกลางคนมันก็ยิ่งทวีหนักขึ้น เมื่อใดที่ขุ่นเคืองโกรธจัด มันก็มักแสดงผลออกมาทุกครั้งไป ไม่ทันจะทำอะไรต่อไปมันทรุดล้มลงอยู่หน้าแท่น โจหยินรีบเข้ามาประคอง สั่งทหารไปตามหมอประจำกองทัพมาโดยด่วน
โจโฉฝืนอาการบอกให้โจหยินรีบถอนค่ายยกทัพหลวงกลับไปฮูโต๋อย่างเร่งด่วน เป้าหมายเดียวคือยุดแย่งเอาเมืองหลวงคืนอย่างรวดเร็ว
"ช้าก่อนท่าน อาการท่านกำเริบรุนแรง เดินทางไกลลำบากนักเกรงว่าจะอันตราย" แฮหัวตุ้นว่าด้วยความเป็ห่วง
"อย่าช้าจะเสียการ เ้ากับแฮหัวเอี๋ยนคุมทหารสิบหมื่นคอยระวังหลังเอาไว้ โจหยินเ้าคุมทหารสามสิบหมื่นรีบไปยึดฮูโต๋ให้ได้ก่อนแล้วจับฮ่องเต้และซุนฮกมาให้ข้า เตียวเลี้ยว เตียวคับ เ้าสองคนยกทหารอีกสามสิบหมื่นตามไปหนุนช่วยโจหยิน ให้ออกเดินทางทันที ส่วนที่เหลือพรุ่งนี้เช้ามืดถอนค่ายเก็บเสบียงยกทัพกลับ ไปได้" โจโฉสั่งการเด็ดขาดหนักแน่นแม้จะมีอาการหนักหนาอยู่ก็ตาม พวกแม่ทัพนายกองรับคำสั่งก็เร่งจัดการทันทีทันใดไม่รั้งรอ
ค่ำคืนอันฉุกละหุกถึงแม้อยากพักผ่อนสักเพียงใดแต่ประสาทยังตื่นอยู่ทั่วสรรพร่าง เสียงพวกทหารนอกกระโจมกู่คุยวิจารณ์กันไปในทิศทางต่างๆ นาๆ โรคปวดหัวนี้ติดตามเขามาั้แ่เริ่มฆ่าคน ไม่ว่าจะใช้ยาขนาดใด หมอเลื่องชื่อจากสำนักไหน อย่างมากก็ทำได้แค่บรรเทาไปชั่วครั้งคราว หรือนี่จะเป็วิบากกรรมที่คอยค่อนแคะมิให้เขาบรรลุอำนาจทั้งปวง เ้าพวกสิบขันทีก็ตายไปั้แ่ฮ่องเต้องค์ก่อน สมน้ำหน้าพวกมันยิ่งนัก ตอนเข้ารับราชการใหม่พวกนั้นดูถูกเขาเอาไว้มากมาย พวกโฮจิ๋นเองก็เย้อหยิ่งไม่ฟังคำเพียงเพราะเห็นว่าตัวเขาเป็ลูกบุญธรรมของขันที แต่คนอย่างโจโฉแม้จะเติบโตจากคำดูถูกแต่ใช่จะเป็คนดูถูกคนอื่นทั่วไป แม้จะเกิดแต่หญ้าแต่ตมก็อาศัยปัญญาและรากแก่นจนครอบคว้าอำนาจมาไว้ในมือได้อย่างปัจจุบัน
ตลอดเวลามีเพียงซุนกวนของฝ่ายกังตั๋งที่มีศักยภาพสูงพอจะโค่นล้มเขาลงได้ ส่วนเล่าปี่มันเป็เสือหิว ต้องรีบกำจัดอย่าให้มันได้มีโอกาสขึ้นนั่งเมือง แต่มิคาดคิดคนที่ร้ายที่สุดกลับเป็คนใกล้ชิดคิดการมาด้วยกันอย่างซุนฮก ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าแม้แผ่นดินนี้เหือดแห้งไปขอแค่มีซุนฮกเท่านั้นก็สามารถชุบชื่นขึ้นใหม่ได้ แต่บัดนี้สายธารชีวิตที่ชื่อซุนฮกนี้ไหลไปหล่อเลี้ยงฮ่องเต้เสียแล้ว
ใจคนย่อมเปลี่ยนแปรไม่หยุดนิ่ง
เมื่อหลงไว้ใจคนแล้ว ชีวิตย่อมใกล้ความวิบัติ
โจหยินเมื่อจัดกองทหารได้แล้วก็ทะยานม้าพุ่งไปยังเมืองฮูโต๋โดยทันที พวกเตียวเลี้ยว เตียวคับทิ้งระยะไม่นานก็ยกกองหนุนตามออกไป แฮหัวตุ้นและแฮหัวเอี๋ยวสองพี่น้องตั้งทหารเตรียมพร้อมไว้รอให้พรุ่งนี้เช้าทัพใหญ่โจโฉออกเดินทาง พวกตนก็จะประคองทัพระวังภัยข้างหลังให้ ขงเบ้งเ้าเล่ห์เพทุบาย ซ้ำร้ายชีซียังไม่ยอมกลับมาอีก สถานการณ์ในกองทัพรวมถึงสภาพแวดล้อม ทั้งกำลังพล ชีซีคงแจ้งให้แก่พวกเล่าปี่รับทราบโดยละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งร้ายนักต่อความเป็ความตายในกองทัพ
ความหวาดหวั่นก่อเกิดขึ้นในกองทหาร พวกชั้นผู้น้อยต่างคิดคำนึงถึงลูกเมียที่เมืองหลวง หากว่าซุนฮกก่อการขึ้นจริงและปิดเมืองไว้เช่นนั้น คนในครอบครัวจะมีชะตาชีวิตเป็อย่างไรบ้าง ถึงแม้ซุนฮกจะมีความเมตตาเป็อุปนิสัยแต่ก็ไม่อาจจะไว้ใจได้ในยามศึกา แฮหัวตุ้นตรวจกองผ่านมาได้ยินก็นึกสังเวชในดวงจิต ไล่ให้ทหารเ่าั้ไปประจำจุดมิให้ซ่องสุมพูดคุยกันให้เกิดความรันทดขึ้นอีก
"ข้างหน้าไม่มีที่ให้ไป ข้างหลังก็ไม่มีที่ให้กลับ" มันทอดถอนใจขึ้น แต่ก็ไม่มากมายนัก ด้วยความมั่นอกมั่นใจในฝีมือรบของตนเอง ทั้งยังกองทหารของโจโฉอันมากโขกว่าศัตรู ต่อให้แว่นแคว้นทั่วแผ่นดินคิดจองเวรก็ไม่อาจจะทำให้ล่มสลายได้โดยง่าย จะหวั่นใจก็แต่ซุนฮกเพียงผู้เดียว
ซุนฮกผู้นี้มีปัญญาไม่ด้อยไปกว่าขงเบ้ง กุยแก ความคิดอ่านมองทะลุปรุโปร่งเหมือนแสงไฟสาดส่องในถ้ำมืด การไล่ตามความคิดของซุนฮกเหมือนเดินอยู่บนฝ่ามือของมัน ครั้นโชคไม่เอื้ออำนวยอาจมอดม้วยกันทั้งกองทัพ ซ้ำตอนนี้ซุนฮกค้ำชูฮ่องเต้ขึ้นมาแล้วเปรียบเหมือนมีฟ้าช่วยหนุน ฮ่องเต้ใฝ่หาผู้ภักดีมานานบัดนี้ได้สมใจปรารถนา กลัวก็แต่ว่าศึกนี้จะไม่อาจเอาชนะได้โดยง่ายและหากต้องยืดเยื้อพวกตนเองนั้นแลจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
"ท่านแฮหัวตุ้นขอรับ กองระวังหลังจัดพร้อมรอแล้วขอรับ"
"ดี พรุ่งนี้เช้าให้ท่านโจโฉกับกองเสบียงยกออกไปให้หมดก่อน พวกเราแบ่งออกเป็สองกอง กองหนึ่งให้แฮหัวเอี๋ยนยกติดตามหลังไปคอยเฝ้าระวัง ส่วนอีกกองอยู่กับข้าที่นี่" จอมพลตาซ้ายบอดเอามือไขว้หลัง หน้าแหงนขึ้นฟ้า ดวงดาวคืนนี้สว่างวับดีเหลือเกิน ไม่รู้ว่าดวงดาวพวกนี้อวยพรหรือสาปแช่งชายชาตินักรบอยู่กันแน่
"ท่านแม่ทัพคงจะไม่..." นายกองคนสนิทของเขาคล้ายจะเดาความคิดเขาถูก
"พวกเล่าปี่ขงเบ้ง ถ้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา ยังไงก็ต้องยกมาแน่ ถ้าเ้ากลัวตายก็จงไปกับแฮหัวเอี๋ยนซ่ะ ข้าไม่ตำหนิเ้าหรอก" จอมทัพกล่าวอย่างไร้อาลัย หากแม้ในใจนั้นกลับกังวล
"ข้าน้อยติดตามท่านมาช้านานั้แ่สมัยโจรโพกผ้าเหลือง ครั้นท่านอยู่ข้าน้อยก็ขออยู่ ครั้นท่านแม่ทัพจะไปตายข้าน้อยก็ขอติดตามไปตายด้วยขอรับ" ความห้าวหาญของทหารยศน้อยนั้นน่าเคารพยิ่งนัก เวลาผ่านมาเนิ่นนานในการคบหา มีหรือที่บัดนี้จะไม่กลายเป็เสมือนหนึ่งมิตรสหาย
"ขอบใจ"