เมื่อเห็นท่าทางลึกลับของเสวี่ยกงกงในใจขององค์หญิงฉางผิงก็แอบรู้สึกมีความสุข “เป็นไปได้อย่างนั้นหรือ?”
เสวี่ยกงกงยิ้มและไม่พูดอะไรองค์หญิงฉางผิงยิ่งมั่นใจและมีความสุข เมื่อเทียบกับการเดิมพันของมู่หลิวเยวี่ยแล้วนางสนใจเรื่องของหรงเล่อมากกว่า แน่นอนว่าเมื่อเพื่อนที่ดีที่สุดมีปัญหานางก็ต้องช่วยเหลือ ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อนที่ดีที่สุดคนนี้ยังเป็นน้องสาวของคนรักของนาง
“เสวี่ยกงกงวันนี้ข้าต้องได้พบเสด็จพ่อ เจ้าช่วยคิดหาวิธีให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”องค์หญิงฉางผิงพูดอย่างกระวนกระวายใจ
ต้องรู้ว่าไม่ว่ามู่หลิวเยวี่ยจะโกง ไม่ทำตามกฎการเดิมพันหรือออกไปถอดเสื้อผ้าแล้ววิ่งไปรอบๆเมื่อผ่านวันนี้ไปทุกอย่างก็จะสายเกินไปและชื่อเสียงของมู่หลิวเยวี่ยจะต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน!
ใครจะรู้ว่าเสวี่ยกงกงที่กำลังอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายออกซวงหงก็กลับวิ่งมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและไม่รู้ว่านางกระซิบอะไรข้างหูขององค์หญิงฉางผิงเห็นแค่เพียงสีหน้าขององค์หญิงฉางผิงเปลี่ยนไปอย่างมาก พร้อมกับเสียง “อ๊าย!”ที่ดังขึ้น และไม่สนใจที่จะคุยกับเสวี่ยกงกงอีกต่อไป หันหลังกลับและวิ่งออกไป
ซวงหงพูดบอกว่าประตูของจวนแม่ทัพเปิดแล้ว!
แล้วก็มีคนก้าวออกมาแล้วด้วย!ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพี่ชายของมู่หลิวเยวี่ย แม่ทัพมู่ชิงอู่!
ในตอนที่องค์หญิงฉางผิงรีบไปที่จวนแม่ทัพอย่างเร่งรีบจวนแม่ทัพทั้งหลังก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้ชมมู่ชิงอู่ยืนอยู่ที่ประตูและกำลังจะถอดเสื้อผ้าออก
เขาเพิ่งให้คำอธิบายแก่ทุกคนไปโดยบอกว่าหลังจากมู่หลิวเยวี่ยกลับมาจากวันนั้น นางก็ป่วยดังนั้นจึงไม่สามารถทำตามสัญญาเดิมพันได้ และวันนี้คือกำหนดเส้นตายเขาเลยจะถอดเสื้อผ้าแล้ววิ่งไปบนถนนแทนมู่หลิวเยวี่ย
ต่อให้จะเป็นชายร่างใหญ่แต่การยืนอยู่ที่ประตูเช่นนี้และถอดเสื้อผ้าต่อหน้าผู้คนจำนวนมากนั่นยังคงเป็นเรื่องที่น่าอายอย่างยิ่ง!
ผู้ชมพูดคุยกันอย่างอื้ออึงและมีเสียงประท้วงมากมายหลายคน
“มู่หลิวเยวี่ยออกมา!ออกมา! สตรีที่ไม่รักษาสัญญา ทำตัวไม่สมกับการเป็นบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่เอาเสียเลย?”
“มู่หลิวเยวี่ยต้องแสร้งทำเป็นป่วยแน่ๆถึงมีคนมาทำแทนนาง ก็ไม่นับ!”
“แม่ทัพใหญ่นี่ไม่ใช่เรื่องตลกในกองทัพ หรือว่าท่านตามใจบุตรสาวแบบนี้หรือ? หลอกลวงกันเกินไปแล้ว!”
“เราไม่เชื่อสิ่งที่ท่านพูดหรอกการเดิมพันก็คือการเดิมพัน!”
…
หัวหอกของการประท้วงค่อยๆมุ่งไปที่มู่ชิงอู่
“แม่ทัพท่านเองก็ไม่ต้องวิ่ง ถึงท่านวิ่งเราก็ไม่นับ!”
“ฮ่าฮ่าแม่ทัพ ท่านอย่าถอดนะ ท่านถอด...คงไม่มีใครดู!”
“แม่ทัพคนแบบน้องสาวท่าน ไม่คุ้มค่ากับการที่ท่านทำเพื่อนางขนาดนั้น ท่านมีสติหน่อย!”
…
นางยืนอยู่ห่างๆพร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินลงมาไม่หยุด นางเกลียดหานอวิ๋นซีจริงๆ!
ทั้งหมดเป็นเพราะหานอวิ๋นซีหากไม่มีหานอวิ๋นซีก็จะไม่มีการเดิมพันเช่นนั้น แล้วพี่ชิงอู่ก็คงไม่จบลงแบบนี้
ในเวลานี้หานอวิ๋นซีก็อยู่ในฝูงชนเช่นกัน นางขมวดคิ้วและกัดริมฝีปากอย่างเงียบๆนางเดาว่ามู่หลิวเยวี่ยคงแสร้งทำเป็นป่วยต่อไปแต่นางไม่เคยคิดว่ามู่ชิงอู่จะออกมาทำตามข้อตกลงที่มู่หลิวเยวี่ยเดิมพันเอาไว้แทน
ไม่ต้องพูดถึงนิสัยของมู่หลิวเยวี่ยเลยความจริงแล้วไม่ว่านางจะวิ่งหรือไม่ก็ตาม ชื่อเสียงของนางต้องถูกทำลายไปแล้วตอนนี้ เพียงเพราะความซื่อสัตย์ของมู่ชิงอู่ บางทีการเดิมพันคงต้องจบลงได้แล้ว
หานอวิ๋นซีที่กำลังจะก้าวไปข้างหน้าจู่ๆ องค์หญิงฉางผิงก็พุ่งออกมาจากฝูงชนและกอดแขนของมู่ชิงอู่
“พี่ชิงอู่ข้าไม่อนุญาตให้ท่านทำเช่นนี้ ไม่ได้! ไม่อนุญาต!”
ฉางผิงกลับมาแล้วหรือ?
หานอวิ๋นซีรู้สึกประหลาดใจและก้าวถอยหลัง
มู่ชิงอู่เองก็ประหลาดใจเช่นกันทว่าก็รีบผลักแขนขององค์หญิงฉางผิงออกไป และพูดด้วยเสียงต่ำว่า “องค์หญิงชายหญิงไม่ควรสัมผัสเนื้อต้องตัวกัน โปรดรักนวลสงวนตัวด้วย”
องค์หญิงฉางผิงที่ไม่กลัวสิ่งใดๆแต่กลับกลัวมู่ชิงอู่ ไม่ว่าใครนางก็ไม่เชื่อฟังและฟังเพียงมู่ชิงอู่เท่านั้น
นางไม่กล้าแตะต้องมั่วซั่วอีกต่อไปและมองไปที่มู่ชิงอู่ด้วยน้ำตาคลอเบ้า “ข้าไม่ยอมให้ท่านทำแบบนี้ ไม่!”
การปรากฏตัวขององค์หญิงฉางผิงทำให้ผู้ชมทั้งหมดเงียบดวงตาของมู่ชิงอู่ฉายแววสับสน ลดเสียงลงและพูดอย่างจริงจังว่า “องค์หญิงทุกคนกำลังดูอยู่ อย่าก่อกวน”
“ข้าไม่ได้กวนนะหลี่ซื่อเป็นคนของตระกูลหาน บางทีหานอวิ๋นซี...”
อย่างไรก็ตามก่อนที่องค์หญิงฉางผิงจะพูดจบ ดวงตาของมู่ชิงอู่ที่มองมาก็เฉียบคมขึ้นจนนางกลัวเกินกว่าที่จะพูดออกมาและส่งเสียงหัวเราะมากขึ้นเรื่อยๆไม่กล้าแม้แต่จะพูดต่อ
นางไม่เคยเห็นพี่ชิงอู่ดุร้ายขนาดนี้มาก่อนเหมือนกับว่านางทำผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย
ให้การเดิมพันมันสิ้นสุดลงวันนี้หากยังคงพัวพันแล้วเกิดเปิดโปงเรื่องคนทรยศออกไป ผลกระทบจะยิ่งใหญ่ขึ้นทางฉินอ๋องและฮ่องเต้จะจัดการได้ยากขึ้นตอนนี้ทุกคนกำลังจับตามองมู่ชิงอู่อย่างไม่วางตา
เมื่อเห็นองค์หญิงฉางผิงปิดปากมู่ชิงอู่จึงจะเงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้า ดวงตาของเขาสดใสและตรงไปตรงมา “ทุกท่านดูให้เต็มตา คนของจวนแม่ทัพใหญ่ทำได้”
หลังจากเขาพูดจบก็ปลดกระดุมและเข็มขัดของเสื้อผ้าโดยไม่ลังเล และถอดเสื้อคลุมออก
เสื้อสีขาวรองเท้าบูตสีดำ รูปร่างผอมสูง พร้อมกับยืนเหมือนท่าทหารสบายๆทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ และซื่อตรงเสียงเยาะเย้ยเย้ยหยันตลอดจนการซักถามและประชดประชันทุกสายตาเยาะเย้ยเปลี่ยนเป็นความเคารพ
มู่ชิงอู่ลูกผู้ชายตัวจริง!
องค์หญิงฉางผิงยกมือขึ้นมาปิดปากและจ้องมองไปในขณะนี้ หัวใจของนางราวกับถูกแทงด้วยมีด แต่นอกจากความเสียใจแล้วนางยังรู้สึกภาคภูมิใจโดยไม่มีเหตุผลและนางก็ยิ่งตั้งใจแน่วแน่ที่จะว่าชีวิตนี้จะไม่อภิเษกและมีเพียงมู่ชิงอู่เท่านั้น!
หานอวิ๋นซีเฝ้าดูอย่างเงียบๆนางรู้ว่าตนเองไม่จำเป็นออกไปห้าม เพราะไม่ว่าใครไปห้ามก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
มู่ชิงอู่เดินลงบันไดทีละขั้นฝูงชนโดยรอบก็เริ่มหลีกทางให้ หลังจากมู่ชิงอู่เดินลงบันไดขั้นสุดท้ายก็รีบวิ่งไปทันที ผ่านฝูงชนและวิ่งไปที่ถนนเสวียนอู่
ระหว่างทางมีผู้คนนับไม่ถ้วนเฝ้ามองจากทั้งสองฝั่งทุกคนหยุดและจ้องมองที่ฉากนี้ หลายคนถึงกับวิ่งตามเสียงฝีเท้าของมู่ชิงอู่ในชั่วพริบตา เมืองหลวงเทียนหนิงที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยผู้คนนับพัน!
หลังจากวันนี้มู่ชิงอู่กลายเป็นบุรุษที่ใครๆ ก็เคารพ และตั้งแต่วันนี้ชื่อเสียงของมู่หลิวเยวี่ยก็จะตกต่ำลงและบุตรสาวตระกูลเศรษฐีที่มีอำนาจหลายคนก็คงไม่คบกับนางและแน่นอนว่านี่คือประโยคหลัง...
หานอวิ๋นซีที่ปะปนอยู่ในฝูงชนก็ไล่ตามมู่ชิงอู่ไปตลอดเช่นกันแต่ใครจะรู้ว่าหลังจากตามไปตามมา นางกลับหยุดทันที
นางเห็นร่างที่คุ้นเคยอย่างชัดเจนที่หน้าต่างของโรงน้ำชาข้างถนน...หลงเฟยเยี่ย!
แม้ว่าจะตั้งใจสวมชุดราคาถูกแต่หานอวิ๋นซีก็จำเขาได้ในทันที ต้องเป็นเขา ไม่ผิดอย่างแน่นอน!
ที่แท้ชายผู้นี้ก็อยู่ที่นี่สินะ
นางยังคิดอย่างโง่เขลาว่าเขาอยู่ที่กูหยวนหรือไม่ก็ในวังกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของคนทรยศใครจะคิดว่าเขาจะว่างแล้วมาดื่มชาที่โรงน้ำชาเช่นนี้
ความจริงแล้วเรื่องคนทรยศไม่เกี่ยวอะไรกับนางเลยแม้ว่าหลงเฟยเยี่ยจะไม่ได้สืบสวนชายสวมหน้ากากนับจากนี้ไป นางก็ไม่สนใจนางสนใจแต่เรื่องความผิดของตระกูลหานเท่านั้นทั้งที่ชายผู้นี้ยังไม่ได้ให้คำตอบนางอย่างชัดเจนคิดไม่ถึงว่าจะยังมาพักผ่อนสบายใจแบบนี้ มันไม่มากเกินหรือไร?
หานอวิ๋นซีมองอย่างตั้งใจและพบว่าหลงเฟยเยี่ยกำลังพูดอยู่อาจมีใครบางคนอยู่ตรงข้ามเขา
หน้าต่างของที่นั่งส่วนตัวอยู่บนชั้นสองหานอวิ๋นซียืนอยู่ชั้นล่างตรงข้ามกับโรงน้ำชา จึงเห็นแค่เพียงหลงเฟยเยี่ยนางจึงขึ้นไปที่ชั้นสองของโรงน้ำชาด้านหลังนางทันทีเพื่อมองและตรวจดูให้แน่ใจว่ามีคนอยู่ตรงข้ามกับหลงเฟยเยี่ย
แต่น่าเสียดายที่นางเปลี่ยนหน้าต่างหลายบานก็แล้วทว่าก็มองไม่เห็นว่าคนที่อยู่ตรงข้ามกับหลงเฟยเยี่ยคือใคร
เป็นใครกันนะ?
ผู้ที่สามารถดื่มชากับหลงเฟยเยี่ยได้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นแขกผู้มีเกียรติบางคน แต่ถ้าเป็นแขกผู้มีเกียรติก็คงไม่มาดื่มชาที่โรงน้ำชาข้างถนนแบบนี้หรอกใช่หรือไม่?
หานอวิ๋นซีเริ่มสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆและในที่สุดนางก็ตัดสินใจไปที่โรงน้ำชาฝั่งตรงข้ามเพื่อดู
แต่เมื่อนางกำลังจะออกไปกลับเห็นหลงเฟยเยี่ยลุกขึ้นและกำลังจะเดินออกมา
คราวนี้หานอวิ๋นซีรู้สึกประหม่า แนบชิดนิ่งอยู่ที่ขอบหน้าต่างเมื่อเห็นหลงเฟยเยี่ยหายไปจากหน้าต่างสายตาของนางก็รีบมองไปที่ประตูของโรงน้ำชาชั้นล่าง กลั้นหายใจและรอ
หลังจากนั้นไม่นานหลงเฟยเยี่ยก็ออกมา และข้างหลังเขาคือ...
ดวงตาของหานอวิ๋นซีเบิกกว้างพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงดัง “เพียะ” นางตกใจมากจนพูดไม่ออกมันน่าเหลือเชื่อและคาดไม่ถึงว่า “แขกผู้มีเกียรติ”ของหลงเฟยเยี่ยจะเป็น...ตวนมู่เหยา!
องค์หญิงหรงเล่อแห่งซีโจวตวนมู่เหยา!
เช่นนั้นแล้วหลงเฟยเยี่ยดื่มชาและเที่ยวเล่นกับสาวงามอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นแล้วหลายวันที่ผ่านมาหลงเฟยเยี่ยจึงไม่มีเวลาใส่ใจกับความผิดของตระกูลหานเลยไม่สามารถที่จะให้คำตอบที่ชัดเจนกับนางได้? เช่นนั้นแล้วในตอนที่นางถามฉู่ซีเฟิงเมื่อเช้านี้ เขาจึงตอบแบบกระอักกระอ่วนไม่กล้าพูดออกมาสินะ?
เมื่อเดินออกจากประตูโรงน้ำชาหลงเฟยเยี่ยและตวนมู่เหยาก็เดินเคียงข้างกันจะเห็นได้ว่าตวนมู่เหยาแต่งกายอย่างพิถีพิถัน นางมีใบหน้าที่สดใส พูดไปก็ยิ้มไปราวกับกำลังคุยเรื่องที่มู่ชิงอู่วิ่งไปรอบถนนเมื่อครู่นี้และหลงเฟยเยี่ยเองก็ไม่ได้เย็นชาขนาดนั้น ตอบสนองกับนางอยู่ตลอด
ทั้งสองเดินไปตามถนนและเดินไปข้างหน้า
หานอวิ๋นซีตกใจมากยิ่งมองก็ยิ่งโกรธ นางไม่คิดอย่างอื่นใด รีบวิ่งลงไปข้างล่างผลักคนหลายคนที่ขวางทางเพื่อที่จะไล่ตามไป
อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลบางอย่าง นางก็หยุดกะทันหันและไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ จู่ๆ ก็รีบวิ่งจากตรอกเล็กๆด้านข้างกลับไปที่ถนนใหญ่เสวียนอู่
นางหยุดสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และยืนอยู่ที่นั่นรอให้พวกเขามา
ความจริงแล้วหากหานอวิ๋นซีถูกถามว่านางคิดที่จะทำอะไร นางคงไม่สามารถตอบได้อย่างแน่นอนด้วยเพราะไม่ได้คิด นางเลยทำลงไปแบบนี้
แม้ว่ามู่ชิงอู่เพิ่งจะวิ่งผ่านไปแต่ถนนก็ยังแออัดไปด้วยผู้คนและถูกผู้คนชนเป็นระยะหานอวิ๋นซีไม่สนใจและยืนอย่างดื้อรั้น
ในที่สุดนางก็เห็นหลงเฟยเยี่ยเดินเข้ามาใกล้เข้ามามากขึ้น...
ในที่สุดพวกเขาก็อยู่ตรงหน้านางห่างออกไปหนึ่งก้าว ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันและแน่นอนว่าหลงเฟยเยี่ยและตวนมู่เหยาก็เห็นนางเช่นกัน
อย่างไรก็ตามดวงตาของหลงเฟยเยี่ยจับจ้องบนใบหน้าของนางเพียงเสี้ยววินาทีจากนั้นก็เดินผ่านนางไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับคนเดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้น
ในขณะนี้หัวใจของหานอวิ๋นซีราวกับถูกบางอย่างกระแทกเข้าอย่างแรงรู้สึกไม่ทันตั้งตัวและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองกันแน่
การบังเอิญเจอหานอวิ๋นซีทำให้ตวนมู่เหยาประหลาดใจแต่เมื่อเห็นว่าหลงเฟยเยี่ยไม่ทักทาย นางจึงทำตัวหยิ่งยโส
นางเชิดคางขึ้นมองไปที่หานอวิ๋นซีอย่างเหยียดหยาม เดินผ่านนางไปและตั้งใจชนนางอย่างแรง
ตวนมู่เหยาเป็นผู้ฝึกศิลปะต่อสู้การชนครั้งนี้แรงขนาดไหนน่ะหรือ? หานอวิ๋นซีไม่สามารถยืนอย่างมั่นคงได้โซเซไปถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วล้มลง จนทำให้คนรอบข้างตกใจ
“แม่นางเป็นอะไรหรือไม่!”
“แม่นางรีบลุกขึ้นเถิด ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
…
เมื่อได้ยินการเคลื่อนไหวด้านหลังหลงเฟยเยี่ยหยุดเล็กน้อย แต่ไม่นานก็เดินหน้าต่อ ตวนมู่เหยาที่รีบตามมาก็บ่นว่า“ศิษย์พี่ ท่านเดินช้าๆ หน่อยได้หรือไม่ คนเยอะเกินไป ข้ากลัวหลงทาง”
หลงเฟยเยี่ยไม่ตอบกลับและไม่ได้ชะลอฝีเท้าแต่ตวนมู่เหยายังคงยิ้มเหมือนดอกไม้บานอย่างอารมณ์ดี และเดินตามเขาอย่าขยันขันแข็ง
ศิษย์พี่สัญญาว่าจะอยู่กับนางทั้งวันในฐานะเจ้าของบ้าน นางจึงไม่กล้าขออะไรไปมากกว่านี้จริงๆ
หานอวิ๋นซีได้รับการช่วยเหลือจากคนเดินผ่านไปมานางมองไปยังแผ่นหลังที่ไกลออกไป หัวใจก็รู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน นางจับไปที่ฝ่ามือนางปวดไปถึงฝ่ามือของนาง
หลงเฟยเยี่ยความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับตวนมู่เหยาคืออะไรกัน?