หลังจากงานเลี้ยงต้อนรับในวังหลวงครั้งนั้นผ่านมาแล้วหกวันเต็มๆ ขบวนราชทูตจากเฉียนเหลียงได้เดินทางกลับแคว้นไปเมื่อวันก่อน ที่เหลืออยู่มีเพียงนางกำนัลไม่กี่สิบคนที่ติดตามจ้าวซูเซียวอยู่แคว้นโจว ตลอดหกวันที่ผ่านมาจ้าวซูเซียวใช้ชีวิตเรียบง่าย นางแทบจะไม่ออกจากตำหนักมู่ตานแห่งนี้เลย ภายนอกจึงมีข่าวลือว่านางเจ็บป่วยง่ายถึงได้แต่เก็บตัวอยู่ในตำหนัก การใช้ชีวิตในฐานะใหม่จากท่านหญิงกลายเป็องค์หญิงไม่ค่อยแตกต่างจากเดิมนัก เพราะนางมีเพียงฐานะแต่ไร้ซึ่งอำนาจใดที่องค์หญิงพึงจะมี นางกำนัลที่วังหลวงแคว้นโจวส่งมาคอยดูแลแม้ไม่ได้ปฏิบัติต่อนางย่ำแย่ แต่ก็ไม่ได้ยำเกรงนางเท่าใดนักด้วยเพราะฐานะขององค์หญิงบรรณาการไม่ต่างจากตัวประกันของแคว้น มีเพียงนางกำนัลสิบห้าคนซึ่งติดตามนางมาจากเฉียนเหลียงที่ใส่ใจนางมากขึ้นคงเพราะพวกนางล้วงรู้ดีว่าชีวิตที่เหลือจากนี้จะเป็หรือตายล้วนขึ้นอยู่กับจ้าวซูเซียวแล้ว
“องค์หญิงให้เสี่ยวซีนำชุดพวกนี้มาทำไมหรือเพคะ” เสี่ยวซีเดินเข้ามาพร้อมพับผ้าชุดหนึ่ง มันเป็ชุดบุรุษสีเขียวอ่อนที่มีขนาดตัวเท่าจ้าวซูเซียว
“เปลี่ยนชุดให้ข้าเสี่ยวซี” ได้ยินคำสั่งแต่ดวงตากลมโตของนางกำนัลวัย16ปีกลับมองสลับไปมาระหว่างองค์หญิงผู้งดงามกับชุดบุรุษในมือ
“แต่ว่านี่มันชุด…หรือว่าองค์หญิงจะปลอมตัวออกไปข้างนอกเพคะ !”
“ชู่ ~”
จ้าวซูเซียวยกนิ้วเรียวขึ้นปิดปากทำให้เสี่ยวซีรีบเอามือปิดปากตัวเองที่เผลอพูดเสียงดัง
“เดี๋ยวคนข้างนอกก็ได้ยินหรอก”
“ขออภัยเพคะ แต่ว่า…ทำไมต้องปลอมตัวด้วยเล่า หากองค์หญิงอยากเสด็จออกไปเที่ยวชมเมืองหานตานให้ทั่วก็ย่อมได้” จ้าวซูเซียวส่ายหน้าเบาๆ นางหยิบชุดจากมือของเสี่ยวซีแล้วเริ่มปลดอาภรณ์งดงามบนกาย
“ไม่ได้ ที่ที่ข้าจะไปไม่อาจใช้ฐานะองค์หญิงิอานได้” เสี่ยวซีไม่ได้ถามต่อ นางเพียงช่วยจ้าวซูเซียวเปลี่ยนชุดเท่านั้น
“ให้หม่อมฉันตามเสด็จด้วยไม่ได้หรือเพคะหม่อมฉันเป็ห่วงองค์หญิง หานตานกว้างใหญ่นักหากเกิดอะไรขึ้น…” หลังจากจ้าวซูเซียวเปลี่ยนเป็ชุดบุรุษสีเขียวเสร็จนางให้เสี่ยวซีช่วยทำผมใหม่เป็การเกล้ารวบผมไว้อย่างเช่นนี้เหล่าบัณฑิตชอบทำ เสี่ยวซีที่เม้มปากนิ่งมานานจึงเอ่ยถามแต่จ้าวซูเสี่ยวส่ายหน้าปฏิเสธแทน
“ไม่ได้ เื่ที่ข้าแอบออกไปข้างนอกจะให้คนของแคว้นโจวรู้ไม่ได้เด็ดขาด เ้าต้องอยู่ที่นี่กับอี้ฟางแล้วช่วยกันบอกคนอื่นว่าข้ารู้สึกเวียนหัวนอนพักผ่อนอยู่ในห้อง อย่าให้นางกำนัลแคว้นโจวจับพิรุธได้ หากเ้าไปกับข้าพวกนั้นต้องสงสัยแน่”
“แต่ว่าองค์หญิงจะเสด็จเพียงองค์เดียวได้อย่างไรกัน มันอันตรายเกินไปเพคะ” เมื่อจัดการแปลงโฉมเรียบร้อยจ้าวซูเซียวจึงหยิบถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทีสบายๆ
“ข้าไม่ได้ไปคนเดียว แต่จะให้อากังติดตามไปด้วยอย่างเปิดเผย” เมื่อได้ยินชื่ออากังหรือเหยากังท่าทางของเสี่ยวซีจึงดูผ่อนคลายลง
เหยากังเคยเป็อดีตราชองครักษ์ประจำตัวองค์หญิงฝูซินหรงมาก่อน เมื่อองค์หญิงอภิเษกกับจ้าวโม่โฉวย้ายไปเมืองติ่งอี้เหยากังจึงติดตามไปด้วยคอยดูแลข้างกาย ยามองค์หญิงฝูซินหรงสิ้นพระชนเหยากังจึงติดตามดูแลจ้าวซูเซียวเรื่อยมา ตอนถูกแต่งตั้งเป็องค์หญิงิอานไม่มีองครักษ์แม้เพียงคนเดียวที่ฝูซีหยวนฮ่องเต้รับสั่งให้ติดตามดูแลจ้าวซูเซียวที่แคว้นโจว หากไม่ใช่เพราะจ้าวโม่โฉวหาวิธีให้เหยากังเข้าร่วมขบวนเสด็จในฐานะผู้ดูแลเครื่องบรรณาการและแอบแยกตัวอยู่ที่แคว้นโจวคอยปกป้องจ้าวซูเซียวแล้ว เกรงว่านางคงไม่มีแม้แต่องครักษ์ปกป้องข้างกาย !
หากนับคนข้างกายที่จ้าวซูเซียวไว้ใจและติดตามนางมาั้แ่แรกก็มีเพียงเสี่ยวซีกับเหยากังสองคนเท่านั้น เมื่อพูดถึงเหยากังเสี่ยวซีจึงดูผ่อนคลายลงไปมาก
“ไม่มีเวลาแล้ว ข้าต้องรีบไปไม่อย่างนั้นจะเหลือเวลาด้านนอกไม่มากก่อนอาทิตย์จะลับขอบฟ้า อากังเ้ารีบมาพาข้าออกไปเร็ว”
สิ้นเสียงของจ้าวซูเซียวเสียงลมหอบหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าต่าง ปรากฏร่างสูงในชุดสีดำของบุรุษวัยสามสิบกว่าปีแต่ท่าทางและใบหน้ายังคงดูแข็งแรงเด็กกว่าอายุจริง
“พาข้าออกจากตำหนักอย่าให้ผู้ใดสังเกตเห็น” จ้าวซูเซียวออกคำสั่ง
“พ่ะย่ะค่ะ”
เหยากังก้าวเข้ามาใกล้จ้าวซูเซียวเขาได้เตรียมทางเดินปีนข้ามกำแพงให้นางแล้ว ความจริงจ้าวซูเซียว้าให้เหยากังพานางะโข้ามกำแพงตำหนักออกไปด้วยซ้ำ แต่อีกฝ่ายไม่ยินยอมที่จะเเตะตัวนางมากเกินไปจ้าวซูเซียวทำได้เพียงยอมปีนกำแพงตามคำแนะนำ
นางใช้เวลาปีนกำแพงไม่นานด้วยท่าทางคุ้นเคยโดยมีเหยากังคอยมองต้นทางให้อยู่เงียบๆ เมื่อข้ามกำแพงตำหนักมู่ตานมาแล้วนางจึงรีบเดินเข้าไปยังตัวตลาดกลางเมืองของหานตานโดยมีเหยากังเดินอยู่เคียงข้าง
ร่างบางของคุณชายในชุดเขียวเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ป้ายหน้าร้านถูกเขียนว่า โรงเตี๊ยมหงฟาง จ้าวซูเซียวเดินเข้าไปในร้านอาหารก็มีเสี่ยวเอ้อรีบเข้ามาต้อนรับ
“เชิญขอรับคุณชายโรงเตี๊ยมหงฟางยินดีต้อนรับท่าน คุณชายได้จองโต๊ะไว้หรือไม่ขอรับ” จ้าวซูเซียวมองบรรยากาศคึกคักเต็มไปด้วยผู้คนของโรงเตี๊ยมหงฟางแล้วส่ายหน้า นางหยิบแผ่นเหล็กแผ่นเล็กที่ตรงกลางถูกสลักคำว่า ‘เทียน’ เอาไว้ให้เสี่ยวเอ้อดู
ทันทีที่เห็นแผ่นเหล็กสายตาเสี่ยวเอ้อที่มองจ้าวซูเซียวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกลับมาปกติอีกครั้งเพียงเสี้ยวอึดใจ
“อ๋อ ที่แท้คุณชายได้จองห้องไว้แล้วนี่เอง เชิญทางด้านนี้เลยขอรับห้องที่ท่านจองไว้อยู่้า”
จ้าวซูเซียวเก็บแผ่นเหล็กเข้าในอกเสื้อแล้วเดินตามเสี่ยวเอ้อขึ้นไปยังชั้นสองของร้าน
โรงเตี๊ยมหงฟางเป็โรงเตี๊ยมชื่อดังในหานตาน ตัวตึกมีความสูงสี่ชั้นถือเป็หนึ่งในตึกที่ค่อนข้างสูงของหานตานเลยทีเดียว ลูกค้าในร้านมีอยู่แทบจะตลอดเวลาั้แ่ชนชั้นสูงไปจนถึงคนธรรมดา แต่ว่าราคาจะแตกต่างกันออกไปชั้นหนึ่งเป็โรงเตี๊ยมธรรมดาที่ราคาไม่แพงมากผู้คนทั่วไปสามารถมานั่งทานอาหารได้ แต่ชั้นที่สองและชั้นที่สามถือเป็เหมือนเหลาอาหารที่ราคาค่อนข้างสูง ครัวของชั้นหนึ่งกับชั้นสองและสามแยกกันอย่างชัดเจน รสชาติอาหารรวมถึงวัตถุดิบของชั้นหนึ่งจึงไม่อาจเทียบเคียงกับชั้นสองและสามได้เลย เรียกว่าทั้งบรรยากาศ รสชาติอาหาร ร่วมถึงราคาแตกต่างกันราวกับเป็คนละร้าน เพียงแค่มีทางเข้าเดียวกันเท่านั้นผู้ที่จะขึ้นไปนั่งทานมักเป็เหล่าขุนนางหรือพ่อค้าที่ร่ำรวย ส่วนชั้นสี่ถูกปิดเอาไว้เป็พื้นที่ส่วนตัวของเ้าของโรงเตี๊ยมหงฟาง
จ้าวซูเซียวถูกเชิญให้เข้ามายังห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง ด้านในถูกตกแต่งอย่างหรูหรามีโต๊ะอาหารทรงกลมวางไว้ หญิงสาวจัดการสั่งอาหารไปสามอย่างใช้เวลาไม่นานอาหารสามชนิดจึงถูกนำมาตั้งบนโต๊ะ แต่นางยังคงทำเพียงยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบไม่ได้เเตะต้องอาหารบนโต๊ะ ภายนอกใบหน้างามที่ถูกแต่งให้มีความคมเข้มมากขึ้นแลดูสงบนิ่ง แต่ในความเป็จริงจ้าวซูเซียวกำลังกังวลใจ
ตอนนี้จะสั้นไปหน่อยน้า ฝากกดติดตามน้องซูเซียวด้วยนะคะ หรือคอมเม้นพูดคุยให้กำลังใจไรท์หน่อยน้าา