ระบบฝึกเทพ god training system

    ตอนที่ 172 ป่ามรณะ

    หลังจากบรรยากาศตกลงสู่ความเงียบงันได้ไม่นาน จงลู่อันเงยหน้ามองเทียนฉินก็เห็นว่าเขานั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ จึงได้เอ่ยปากออกมาทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้ลงทันที


    "ข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกเจ้า!"


    เสียงของจงลู่อันปลุกเทียนฉินให้ตื่นจากภวังค์ ทำให้เขาหันมาจ้องมองจงลู่อันด้วยความแปลกใจ เมื่อปรับสภาพอารมณ์ของตนเองจนปกติดีแล้ว จึงได้เอ่ยถามออกมาอย่างสงสัย


    "ยังมีเรื่องอะไรอีกอย่างนั้นหรือ?"


    "มันเป็นภารกิจอย่างหนึ่งที่อาจารย์ของข้าได้มอบหมายเอาไว้......"


    จงลู่อันเล่าในสิ่งที่ตนเองต้องทำให้เทียนฉินอย่างไม่ปิดบัง ภารกิจที่เขาจะออกไปทำนั้นอันที่จริงเป็นเรื่องของนิกายกระบี่สำราญ ที่ต้องการเร่งฝึกฝนลูกศิษย์ที่มีความสามารถให้ยกระดับพลังของตนเองได้มากที่สุด ก่อนที่การแข่งขันครั้งนี้จะเกิดขึ้น


    และสถานที่ที่พวกเขาจะไปนั้นคือป่ามรณะซึ่งเป็นสถานที่ต้องห้ามของแคว้นฉู่ ว่ากันว่าป่ามรณะนี้เป็นสถานที่อันตรายอย่างมาก ผู้คนที่เข้าไปล้วนแล้วแต่ไม่เคยสำรวจความลับของป่ามรณะได้อย่างทั่วถึง และยังมีบางครั้งที่ระดับหลุดพ้นเข้าไปแล้ว แต่กลับไม่สามารถออกมาได้อีกเลย 


    "ถ้าป่ามรณะมันมีอันตรายร้ายแรงขนาดนั้น แสดงว่ามันต้องมีศุภโชคที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ใช่มั้ย?"


    เทียนฉินแสดงสีหน้าปกติไม่ได้ตื่นเต้นอันใด พร้อมกับเอ่ยถามออกมาเสียงเรียบ เพราะเขาพอเข้าใจได้อยู่บ้างว่า หากจะหาโชควาสนาบางอย่างให้กับตนเอง ย่อมต้องยอมเสี่ยงชีวิตเข้าไปในสถานที่อันตรายอยู่แล้ว เพียงแต่แค่สงสัยว่าในป่ามรณะนั่น มีโชควาสนาอะไรกันแน่ถึงได้ทำให้ผู้คนยอมเข้าไปเสี่ยงชีวิตกันมากมาย


    "ที่ป่ามรณะนั่นมีศุภโชคหลายอย่างซ่อนอยู่จริง เพียงแต่ว่าเรื่องแบบนี้หากกล่าวไปก็คล้ายกับไม่มีอยู่จริง เพราะวิถีทางการฝึกฝนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่โชควาสนาของแต่ละคนที่จะไขว่ขว้ามาได้หรือเปล่า!"


    จงลู่อันเอ่ยตอบกลับมาด้วยสีหน้าจริงจัง ที่เขาตัดสินใจจะเข้าไปในป่ามรณะครั้งนี้ เขาใช้เวลาอยู่หลายวันในการไตร่ตรองถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่อาจกล่าวถึงโชควาสนาที่แท้จริงว่ามีอยู่หรือเปล่า แต่เพราะแรงกดดันในการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นนั้น จึงทำให้เขาตัดสินใจไปลองเสี่ยงดู


    "ถ้าคิดคำนวนจากที่เจ้ากล่าวมา ทางนิกายกระบี่สำราญน่าจะเคยเข้าไปแล้วได้รับศุภโชคบางอย่างกลับมาสินะ!"


    เทียนฉินหลี่ตามองก่อนเอ่ยถามตรงๆด้วยความอยากรู้ อันที่จริงตัวเขาเองกำลังเตรียมตัวไปยังแคว้นวั่น เพราะต้องการมองหาโชควาสนาบางอย่างเช่นกัน แต่ถ้าหากภายในป่ามรณะมีสิ่งที่สามารถเพิ่มระดับพลังของตนเองได้ เขาก็อยากลองไปเสี่ยงโชคดูสักครา


    "เจ้าคาดเดาได้ถูกต้องบางส่วน!"


    จงลู่อันกระดกสุราเข้าปากก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเบาอีกครั้ง


    "ทั้งประมุขนิกายและท่านอาจารย์ของข้าล้วนแล้วแต่เคยเข้าไปในป่ามรณะมาก่อน เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่มีโอกาสได้รับศุภโชคเหล่านั้นมาได้!"


    "แต่ด้วยความโชคร้ายก็ยังมีความโชดดีอยู่บ้าง เพราะพวกเขายังจดจำเส้นทางและเบาะแสบางอย่าง ที่สามารถนำพาพวกข้าไปยังตำแหน่งนั่นได้อยู่!"


    เทียนฉินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ตนเองเคยคาดการณ์ไว้ โชควาสนาแบบนี้อาจเรียกได้ว่าพบเห็นแต่ไม่อาจครอบครอง หรืออาจได้ครอบครองแต่ไม่สามารถรู้แจ้งในสิ่งนั้น และหลังจากที่ใคร่ควรเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน ก็ยังมีความสงสัยอยู่ในใจอีกหลายส่วน จึงได้เอ่ยถามจงลู่อันอีกครั้ง


    "แล้วอันตรายที่เจ้าว่ามันคืออะไรแน่?"


    จงลู่อันเหลือบสายตามองทางเทียนฉินพลางเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง


    "ลือกันว่าครั้งหนึ่งภายในป่ามรณะนั้นเคยเป็นสนามรบมาก่อน มีจักรพรรดิท่านหนึ่งได้นำกำลังพลเข้ามาต่อสู้กับพวกนอกรีตอยู่นานร่วมเดือน ต่างฝ่ายต่างถูกสังหารกันไปไม่ใช่น้อย จนทำให้บริเวณภายในป่าเต็มไปด้วยจิตสังหาร ความแค้นความชิงชังถูกฝังลึกจนกลายเป็นป่ามรณะอย่างเช่นทุกวันนี้!"


    "และเพราะความแค้นความชิงชังนั้นเอง ทำให้สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ภายในป่าล้วนแล้วแต่กลายพันธุ์ แปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายโหดเหี้ยมเต็มไปด้วยจิตสังหาร ที่สำคัญยังมีจิตวิญญาณชั่วร้ายที่ยังไม่สูญสลายคอยแอบซุ่มโจมตีในความมืดอีกด้วย!"


    เทียนฉินนั่งฟังไปพลางนึกถึงภาพนิมิตรที่เขาเคยเห็นในหอคอย สิ่งที่เขาได้เห็นในตอนนั้นก็เป็นสนามรบเช่นกัน ทุกพื้นที่ที่ทอดผ่านล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและซากศพ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะพบเห็นพื้นดินถูกย้อมไปด้วยเลือดจนแดงฉาน


    "หรือว่าโชควาสนาที่มีอยู่ในป่ามรณะนั้น ที่จริงแล้วเป็นมรดกวิชาของเหล่าผู้กล้าที่เสียชีวิตในสนามรบนั่นกัน?"


    จงลู่อันได้ยินเสียงบ่นพึมพำของเทียนฉินก็พยักหน้าเป็นเชิงยอมรับว่าเขากล่าวได้ถูกต้อง ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่ตนเองรู้ออกมาอีกครั้ง


    "แต่ในป่ามรณะนั้นไม่ได้มีเพียงแค่มรดกวิชาเท่านั้น แต่ยังมีของวิเศษและอาวุธบางอย่างที่หลงเหลืออยู่อีกด้วย!"


    "แล้วนี่พวกเจ้าจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่ละ?"


    เทียนฉินเอ่ยถามออกมาตรงๆ หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจนเข้าใจแล้ว


    "อีกสามวัน! หากเจ้าไม่ได้มีอย่างอื่นที่ต้องทำก็ไปป่ามรณะกับข้าเถอะ!"


    จงลู่อันเอ่ยชวนเทียนฉินอย่างไม่เกรงใจ ถึงแม้ว่ามันจะมีระดับพลังถึงขั้นก่อกำเนิดขั้นสูงแล้ว แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่รู้สึกหวั่นเกรงอันตรายภายในป่ามรณะเสียเลย ยิ่งพอได้รู้ถึงระดับพลังของเทียนฉินที่มีมากกว่ามันด้วยแล้ว จงลู่อันก็อยากให้เทียนฉินไปพร้อมกับมัน อย่างน้อยเพิ่มคนที่มีความสามารถขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดมากยิ่งขึ้น


    "ได้สิ!"


    เทียนฉินใช้เวลาในการตัดสินใจอยู่ไม่นาน ก็เอ่ยตอบตกลงทันที ที่เขาเปลี่ยนแผนการณ์การเดินทางของตนเองครั้งนี้ ก็เพราะว่าเขาอยากไปเห็นป่ามรณะด้วยตาตนเองสักครั้ง เพื่อค้นหาร่องรอยการต่อสู้หรือเบาะแสบางอย่าง ว่าเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิฮงกวงหรือเหล่าผู้พิทักษ์หรือไม่ อีกทั้งตัวเขาเองก็อยากขัดเกลาฝีมือการต่อสู้ให้ถึงที่สุดอีกด้วย 


    ส่วนมรดกวิชานั้นเป็นเรื่องรองลงมา เพราะเขาไม่แน่ใจว่ามรดกวิชาเหล่านั้นจะเหมาะสมกับตนเองหรือไม่ และด้วยเคล็ดวิชาที่เขามีอยู่ในตอนนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูทุกคน


    หลังจากเลิกรากันในค่ำคืนนั้น จงลู่อันได้พาเทียนฉินไปพักอยู่ที่บ้านพักของมันก่อน เผื่อถึงเวลาเดินทางจริงๆจะได้ไม่ต้องตามหากันให้วุ่นวาย ซึ่งเทียนฉินก็พยักหน้าเห็นด้วยเป็

    นอย่างดี ไม่ได้เรื่องมากกับสถานที่พักผ่อนเท่าไรนัก



    จบตอนที่ 172

    คล้ายกับเรื่องระบบฝึกเทพ god training system ที่คุณอ่าน