บทที่3 โดนตามล่า
ในตอนแรกจันจิราคิดว่าตนเองนั้นแค่ฝันแต่ในเวลานี้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวทำให้เธอเริ่มแน่ใจว่านี่คงจะเป็ความจริงอย่างแน่นอน จากการพูดคุยและสังเกตสิ่งรอบรอบตัวจันจิรามั่นใจว่าเธอกำลังหลุดเข้ามาในยุคจีนโบราณยุคใดยุคหนึ่งและแน่นอนหญิงไทยที่เป็สาวกนิยายจีนอย่างเธอจดจำข้อมูลเ่าั้ได้อย่างแม่นยำ
อ่า...ไร้สาระน่า นั่นมันนิยาย !!!!
ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเวลานี้คือยุคใดและจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในอนาคต จันจิราได้แต่ภาวนาเพียงว่าขอให้สิ่งต่างๆนี้เป็เพียงความฝันของเธอและหวังว่าหากเธอหลับตาลงแล้วตื่นขึ้นมาใหม่จะสามารถกลับไปอยู่ในยุคที่เธอเคยดำเนินชีวิตอย่างเช่นเดิมได้ แต่จนแล้วจนรอดคำภาวนานั้นก็ยังคงเป็เพียงแค่คำภาวนา
ตอนนี้เธอนั่งอยู่ในรถม้าคันใหญ่เบื้องหน้าคือสตรีสูงศักดิ์ที่เธอเพิ่งทำคลอดให้พร้อมด้วยเด็กชายทารกน้อยแรกเกิดที่ถูกอุ้มโดยสตรีวัยกลางคนคาดว่าอายุน่าจะประมาณ 40 ถึง 50 ปี คนที่นี่บอกเธอว่าหญิงสูงศักดิ์ตรงหน้านั้นคือพระสนมกุ้ยเฟย พระนามเดิมคือเทียนมี่ลี่ และตอนนี้ขบวนเสด็จของพระสนมกุ้ยเฟยก็กำลังจะเดินทางกลับวังหลวงหลังจากไปไหว้ศาลเ้าแม่กวนอิมที่ชานเมือง ความหวาดกลัวเกิดขึ้นในจิตใจของจันจิราในทันทีด้วยประสบการณ์จากการดูละครจีนโบราณวังหลวงนั้นมีแต่สิ่งที่น่าหวาดกลัวเสียมากกว่าน่าเจริญใจ หากเธอกระทำสิ่งใดผิดพลาดแม้เพียงนิดนั่นหมายถึงชีวิตของเธอเป็แน่ เหตุใดชีวิตของสาวน้อยเช่นเธอถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนเช่นนี้.
แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อจู่ๆก็มีกลุ่มโจรชุดดำโผล่เข้ามาอีกกลุ่มเสียงการประทะกันของทหารอารักขากับกลุ่มโจรชุดดำสร้างความหวาดกลัวให้กลับจันจิราและคนที่อยู่ในรถม้าเป็อย่างยิ่ง ด้วยก่อนหน้านี้ขบวนเสด็จของพระสนมกุ้ยเฟยเคยถูกรอบโจมตีมาแล้ว 1 ครั้งทำให้ผู้คุ้มกันที่เคยมีเป็จำนวนมากในตอนแรกตอนนี้ลดลงไปเกือบครึ่งขณะที่กลุ่มโจรชุดดำที่เข้ามาใหม่นี้กับมีจำนวนมากกว่าเดิม
“ทูลพระสนมตอนนี้พวกเราต้านไว้ไม่ไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ พระองค์รีบพาองค์ชายเสด็จหนีเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
อ่า....ช่างตื่นเต้นสมเป็ชีวิตนางเอกจริงๆ จันจิราคร่ำครวญในใจและแน่นอนไม่เพียงพระสนมกุ้ยเฟยและคนสนิทที่ถูกเชิญลงจากรถม้าจันจิราเองก็ได้กลายเป็ผู้ติดตามใกล้ชิด มีหน้าที่สำคัญคอยดูแลประคับประคองทารกน้อยวัยแรกเกิด ขณะที่หญิงกลางคนคนเดิมที่อุ้มเด็กน้อยนั้นหันไปประคับประคองพระสนมกุ้ยเฟย ใบหน้าของพระสนมกุ้ยเฟยในเวลานี้ซีดราวไก่ต้มด้วยเสียเืไปจากการคลอดบุตรเมื่อครู่ ร่างบางล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง หากทว่าไม่มีคนสนิทคอยประคองเกรงว่าร่างบอบบางของพระนางคงไม่สามารถที่จะลุกขึ้นยืนได้เป็แน่ จันจิราก้มมองลงที่ทารกในอ้อมอกของตนชะตาชั่งเล่นตลกกับเขาเหลือเกิน นอกจากยามเกิดจะยากลำบากแล้วเวลานี้แม้แต่จะมีชีวิตต่อก็ยังยากลำบากเื้ัมีเฉินมี่ถงคอยอารักขาจันจิราและพระสนมกุ้ยเฟย มือหนาที่เคยถือดาบจ่อคอจันจิราในครั้งแรกตอนนี้กลับกำลังใช้ดาบเล่มเดียวกันคอยปกป้องเธอและพระสนมกุ้ยเฟยอย่างเต็มกำลังจนจิรายอมรับในใจในทันทีว่ารู้สึกซาบซึ้งกับชายตรงหน้าเป็อย่างยิ่ง หลายครั้งที่เธอสังเกตเห็นว่าชายผู้นี้ได้รับาเ็จากการปกป้องพวกเธอแต่เขาไม่มีท่าทีที่จะหลีกหนีหน้าที่นี้เลยแม้แต่น้อยช่างสมกับเป็ราชองครักษ์ประจำตัวพระสนมเสียจริงๆ
“องครักษ์เฉินข้าไปต่อไม่ไหวแล้ว“
เสียงของพระสนมกุ้ยเฟยเอ่ยออกมาอย่างอ่อนกำลังใบหน้างดงาม ตอนนี้ซีดเผือดไร้สีสันโดยสิ้นเชิง จันจิรารีบเข้าประเมินอาการของคนตรงหน้าในทันทีจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าสนมกุ้ยเฟยคงจะอ่อนเพลียจากการคลอดบุตรและเวลานี้ยังต้องมาวิ่งหนีกลุ่มโจรร้ายนี่อีกนั่นย่อมทำให้คนตรงหน้ายิ่งอ่อนเพลียมากกว่าเดิมและที่สำคัญคือเริ่มมีเืไหลออกมา นางกำลังจะตกเืใบหน้าจันจิราฉายแววกังวลอย่างชัดเจน สายพระเนตรของพระสนมทอดมองมาที่บุตรของตนในอ้อมอกของจันจิรามือบางลูปแก้มนวลของเด็กน้อยอย่างแ่เบาก่อนมอบหยกประจำตัวซุกไว้ในห่อผ้า แล้วส่งสายตาอ่อนโยนแฝงความอ้อนวอนมาที่จันจิรา
“ได้โปรดปกป้องเขาด้วย“
จันจิรามองใบหน้างามที่อาบไปด้วยน้ำตา สายตาที่บ่งบอกถึงความรักและความห่วงใยในตัวบุตรชายผู้ที่พึ่งถือกำเนิดนี้อย่างชัดเจนจนจันจิรารู้สึกปวดใจไปกับชะตาของทั้งคู่ น้ำตาไหลอาบแก้มของจันจิราเธอพยักหน้ารับคำขอร้องของคนตรงหน้า ในทันทีเมื่อได้รับการตอบรับจากจันจิราพระสนมกุ้ยเฟยหันไปทางทหารอารักขาคนสนิท
“องครักษ์เฉินรับคำสั่ง เ้าจงปกป้องบุตรชายของข้าและผู้มีพระคุณของข้ากลับวังหลวง ในอนาคตจงช่วยเขาทวงความยุติธรรมคืนแก่ข้า“
แม้ไม่เต็มใจแต่เฉินมี่ถงก็รับคำสั่งนั้นแต่โดยดีเขาพาจันจิราและองค์ชายน้อย มุ่งตรงไปอีกทางขณะที่พระสนมและคนสนิทมุ่งไปอีกทางเพื่อหลอกล่อพวกผู้ร้าย แต่คนพวกนั้นก็ไม่ได้โง่อย่างในนิยายที่จันจิราเคยอ่าน เมื่อพวกมันเห็นว่าทางที่พระสนมดำเนินไปนั้นไม่มีองครักษ์ผู้หล่อเหลาติดตามพวกมันก็เดาได้ในทันทีว่าราชองครักษ์เฉินต้องนำโอรส์ไปอีกทางอย่างแน่นอน
ให้ตายเถอะถ้าชีวิตนางเอกจะเหนื่อยขนาดนี้ขอเป็นางร้ายได้ไหมนี่
จันจิราคร่ำครวญในใจ หลายครั้งที่กลุ่มคนร้ายตามมาทันและจันจิราได้รับการปกป้องจากเฉินมี่ถง ช่างเป็ยอดบุรุษจริงๆจันจิรารู้สึกซาบซึ้งต่อการปกป้องของบุรุษน้อยตรงหน้าอย่างที่สุด หากแต่ไม่ทันเอ่ยขอบคุณเขาอยู่ดีๆก็มีชายชุดดำจากไหนไม่รู้พุ่งมาหาจันจิรา ดวงตากลมเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง
ไม่นะ!!ฉันเป็นางเอกจะตายง่ายๆแบบนี้ได้ยังไงกัน!!!!
พลันร่างคุ้นตาก็เข้ามาบดบังทัศนวิสัยของเธอ รู้ตัวอีกทีชายชุดดำนั่นก็กลายเป็ศพไปเสียแล้ว
โหดได้ใจป้าจริงๆอาเฉิน
จันจิราล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายรอบขณะที่พยายามหลบหนีพวกผู้ร้ายอ้อมแขนยังคงโอบกอดร่างทารกน้อยมิยอมปล่อย แม้อาเฉินจะฆ่าพวกมันไปหลายคนแต่จำนวนกลับดูไม่ลดลงเลย
นี่ฉันไปตีหัวบรรพบุรุษพวกแกหรือไง ตามจองล้างจองผลาญกันไม่เลิกจริงๆเลย
"อาเฉิน...ฉันไม่ไหวแล้ว"
จันจิราเอ่ยเสียงอ่อน ใบหน้าที่งดงาม...?? ซีดเผือดเฉินมี่ถงมองร่างบางตรงหน้าที่เริ่มอ่อนล้าก่อนโอบประคองร่างบางที่อุ้มทารกน้อยเอาไว้แนบอก หัวใจบุรุษที่ด้านชามาตลอดสั่นไหวทุกครั้งที่เห็นใบหน้างามคล้ายจะหมดแรง
“อดทนไว้ ข้าสัญญาจะปกป้องท่านด้วยชีวิตของข้า“
น้ำเสียงเขาหนักแน่นจันจิรายิ้มอ่อนโยนให้แก่เฉินมี่ถง มือบางยังคงโอบกอดทารกไว้ในอกแน่น เธอตายมาแล้วครั้งหนึ่งและไม่รู้ด้วยเหตุผลใดเธอจึงมาอยู่ที่นี่ในยุคที่ไม่คุ้นเคย เข้ามาพัวพันกับเหตุการณ์ที่ไม่สมควร แต่เธอจะต้องรอดเธอจะไม่ยอมตายซ้ำอีกรอบ เพราะเธอเป็นางเอกจะยากลำบากแค่ไหนนางเอกก็ต้องไม่ตายถูกไหม....
เฉินมี่ถงโอบร่างบางไม่ให้ห่างตอนนี้เขาไม่ได้สนใจมารยาทที่ว่าบุรุษสตรีไม่ควรใกล้ชิดกัน และยินดีชดใช้การล่วงเกินครั้งนี้ด้วยการแต่งนางเป็ภรรยา แม้นางจะดูมีอายุมากกว่าเขาอยู่หลายปีใบหน้าหรือก็ไม่ได้งดงามปานเทพธิดาหากแต่เขายินดีอย่างยิ่งที่จะตบแต่งนางเข้ามาเป็ฮูหยินเพียงหนึ่งเดียว ร่างสูงถอนหายใจยาวมันใช่เวลาที่จะมาคิดเื่พวกนี้หรือไรกัน
.......................................................................................................................................................................................
ทักทายท้ายเื่ อาเฉินคนดีของป้า....หล่อเก่งแบบนี้ป้าใจละลายจริงๆ