สนามประลอง
‘ฉึก ฉึก ฉึก’
เสียงลูกธนูเสียบลงกลางเป้าอย่างพอดิบพอดีสามดอกติดต่อกันมู่หยางจินหันไปส่งยิ้มอย่างร้ายกาจให้ฮ่องเต้ที่กำลังมองหน้าองครักษ์คนสนิทอย่างซ่งเยี่ยนชางที่เอารายงานเท็จมาบอกแก่เขาเมื่อสามวันก่อน
‘ฉึก ฉึก ฉึกฉึก ฉึก ฉึก ฉึก’
และลูกธนูอีกเจ็ดดอกก็ถูกยิงออกไปเสียบลงกลางเป้าอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
“จินเอ๋อร์เ้าหลอกพี่อย่างนั้นหรือ”มู่หยางหย่งเล่อเดินเข้ามาประชิดตัวน้องชายอย่างหงุดหงิดที่โดนหลอกเข้าอย่างจังเขารู้สึกแปลกใจั้แ่ที่มู่หยางจินรีบพาเขาออกมาที่สนามยิงธนูทันทีที่พูดจบเพียงแต่ไม่คิดว่าเวลาแค่สามวันฝีมือยิงธนูของน้องชายจะพัฒนาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
“กระหม่อมมิกล้าพระองค์ไม่ได้ถามนี่นาว่ากระหม่อมยิงแม่นเพียงใด”มู่หยางจินเพียงตอบคำถามด้วยสีหน้านิ่งเฉยแต่มู่หยางหย่งเล่อกลับรู้สึกว่าสีหน้าท่าทางแบบนี้ช่างกวนอารมณ์เขายิ่งนัก
“ถ้าเ้าไม่ได้หลอกพี่คงเป็เยี่ยนชางที่โกหกกระมั่ง” ฮ่องเต้เหลือบมององครักษ์คนสนิทอย่างหงุดหงิด ซ่งเยี่ยนชางรีบคุกเข่าก้มหน้ารับโทษเวลาที่ฮ่องเต้โมโหท่านอ๋องน้อย เขามักโดนลูกหลงเสมอ ครั้งนี้ก็คงไม่น่าจะรอดไปได้
“ท่านเยี่ยนชางไม่ได้โกหกพระองค์จริงๆพ่ะย่ะค่ะสามวันมานี้กระหม่อมฝึกฝนไม่ได้หยุดพักเลย พระองค์ดูที่มือของกระหม่อมก็ได้ยังมีาแจากการฝึกหนักอยู่เลยพ่ะย่ะค่ะ”อ๋องน้อยมู่หยางจินรีบแกะผ้าพันแผลที่นิ้วมือให้ฮ่องเต้ได้ทอดพระเนตรเพราะไม่อยากให้ตนเองเป็ต้นเหตุให้ซ่งเยี่ยนชางที่ดีกับตนเสมอต้องเดือดร้อน
“ตามหมอหลวง”ฮ่องเต้เหลือบมองนิ้วมือที่เป็แผลพุพองของน้องชายอย่างอารมณ์เสียแล้วร้องบอกขันทีผู้ติดตามให้รีบตามหมอมาดูอาการของมู่หยางจิน
“อย่าลงโทษท่านเยี่ยนชางเลยนะท่านพี่เขาไม่ผิด ข้าผิดเองที่ไม่ระวัง”มู่หยางจินคุกเข่าขอร้องฮ่องเต้ที่กำลังอารมณ์เสียมากขึ้นเพราะเขาอีกแล้ว
“เ้าจงใจเ้าเจตนา เร่งฝึกฝนจนนิ้วพองบวมและเป็แผล ตอนนี้เกิดอักเสบขึ้นมาแล้วถ้าพี่ไม่ใช้การยิงธนูมาต่อรองกับเ้า คงไม่เห็นว่านิ้วของเ้านั้นกำลังจะติดเชื้อและอีกไม่นานก็คงจะเน่าทิ้งไปหมดแล้ว”
“ข้าขอโทษนะท่านพี่ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว ข้าสัญญา”
“นิ้วมือเ้าเป็แบบนี้แล้วยังจะคิดไปปราบโจรอีกหรือฝันไปเถอะ”
“ไม่ได้สิฮ่องเต้าตรัสแล้วไม่คืนคำ พระองค์ทรงรับปากกระหม่อมแล้วจะทรงกลับคำไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ฮ่องเต้หรือดีจริง เวลาทวงคำสัญญาก็เอาฐานะฮ่องเต้ของข้ามาอ้าง ฉลาดจริงๆเลยนะ ท่านอ๋องน้อยมู่! หยาง! จิน!”มู่หยางหย่งเล่อกล่าวตัดพ้อน้องชายอย่างกรุ่นโกรธและเดินกลับตำหนักอย่างรวดเร็วไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าน้องชายไม่มีความสุขกับตำแหน่งลาภยศที่เขามอบให้ แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็สิ่งที่มู่หยางจินต้องมีอำนาจตามสิทธิ์ที่เป็ของเขาั้แ่เกิด และเมื่อกลับเข้าสกุลมู่หยางแล้วตำแหน่งหน้าที่นี้มู่หยางจินก็เลี่ยงไม่ได้
ห้องทรงอักษร
“อย่ากริ้วท่านอ๋องน้อยเลยนะพ่ะย่ะค่ะเื่นี้กระหม่อมผิดเอง กระหม่อมผิดที่ไม่ได้สืบว่าท่านอ๋องน้อยทำอะไรบ้างในแต่ละวัน”ซ่งเยี่ยนชางคุกเข่าลงน้อมรับโทษ
“ความผิดเ้าอย่างนั้นหรือแล้วเ้าคิดว่าเรากำลังโกรธผู้ใดกัน โกรธจินเอ๋อร์อย่างนั้นหรือเรามีสิทธิ์อะไรไปโกรธจินเอ๋อร์เล่า เรารู้ดี ที่จินเอ๋อร์ฝึกฝนหนักหน่วงเยี่ยงนี้ก็เพื่อที่จะได้เก่งขึ้นเขาเสพติดความอยากรู้ในวิชาการต่อสู้มาั้แ่ไหนแต่ไร อายุสิบขวบพ่อแม่ตายสิบเอ็ดเรียนรู้ตำราพิชัยา สิบสองฝึกการต่อสู้จับดาบ ขี้ม้าสิบสามเขาก็ออกรบเคียงข้างเราแล้ว สมองเขาเรียนรู้ไวขนาดนี้ เราจะเอาอะไรไปห้ามเขาแค่ฝึกยิงธนูเขาใช้เวลาเท่าใดกัน”
“ไม่ถึงเจ็ดวันพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่!ไม่ถึงเจ็ดวัน มีใครทำได้อย่างเขาบ้าง นี่มีอะไรที่เขายังไม่ได้เรียนรู้อีกเ้าลองบอกเรามา”
“ไม่มีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านแม่ทัพซ่งชีฟงของเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะฝ่าา” ขันทีหน้าห้องเดินเข้ามากล่าวรายงาน ฮ่องเต้ทำเพียงพยักหน้า ขันทีผู้นั้นก็ก้าวถอยหลังจากไป ไม่นานซ่งชีฟงก็เข้ามา
“ถวายบังคมฝ่าา”
“ท่านอาจารย์มาหาเราด้วยเหตุอันใดคงไม่ใช่เื่ของเ้าเด็กดื้อจินเอ๋อร์หรอกนะ” ฮ่องเต้มองอาจารย์ของเขาอย่างประเมินซ่งชีฟงยิ้มน้อยๆ ที่ฮ่องเต้มักจะจับทางท่านอ๋องน้อยได้เสมอเวลาที่ท่านอ๋องน้อยทำให้ฮ่องเต้โกรธจะต้องรีบไปหาเขาให้มาพูดคุยให้ทุกครั้ง
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าาท่านอ๋องน้อยทำแผลเรียบร้อย าแไม่ได้มีอาการติดเชื้อพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงดูแลแผลเป็อย่างดี”ซ่งชีฟงกล่าวความจริงอย่างใจเย็นฮ่องเต้ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายที่ท่านอาจารย์ยังคงช่วยพูดเข้าข้างน้องชายของเขาอยู่เช่นเดิม
“ดูแลาแได้ดีอย่างนั้นหรือหึหึหึ! ท่านสองคนพ่อลูกทำไมชอบถือหางเ้าเด็กดื้อนั่นนักนะ การที่เราเป็ห่วงอยากให้เขาอยู่ข้างกายอยู่ในสายตา มันผิดนักหรือ เราเหลือเขาเพียงคนเดียวแล้วพวกท่านก็รู้ดี”ฮ่องเต้ตรัสระบายอารมณ์ด้วยเสียงไม่ดังนัก
“กระหม่อมรู้ดีว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านอ๋องน้อยเพียงใดแต่พระองค์ลืมไปแล้วหรือ อายุสิบห้า พระองค์ก็ติดตามฮ่องเต้พระองค์ก่อนไปทำศึกที่ซานเป่ยแล้วตอนนั้นพระองค์เป็ไข้ป่า เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด”
“ตอนนั้นถ้าไม่ได้ท่านอาจารย์เราคงเป็ผีเฝ้าป่าอยู่ที่ซานเป่ยที่เหน็บหนาวแห่งนั้นแล้ว”
“แล้วพระองค์จำได้หรือไม่ครั้งที่แคว้นอู่ลอบมาทำลายเหมืองเหล็กที่เมืองต้าหยางพระองค์บุกเดี่ยวไปฆ่าศัตรูได้แผลกลับมาเต็มพระวรกายไปหมด แต่พระองค์ก็ยังรอดมาได้แล้วยังตอนที่เข้าป่าล่าสัตว์ หมาป่าตัวนั้นก็เกือบจะปลิดชีพพระองค์ได้แล้วแต่เพราะพระปรีชาสามารถของพระองค์ก็สามารถฆ่าหมาป่าและรอดกลับมาได้มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ที่พูดมาทั้งหมดท่านอาจารย์จะให้เราส่งจินเอ๋อร์ไปล่าสัตว์ในป่าหรือให้เขาไปลองเจ็บไข้ทุกข์ยากในป่าที่ซานเป่ยอย่างนั้นหรือ”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะกระหม่อมเพียงแต่อยากบอกกับพระองค์ว่าท่านอ๋องน้อยก็ออกทำศึกั้แ่พระชนมายุน้อยเหมือนกับพระองค์ ในทุกครั้งพระองค์ก็ทรงมีพวกกระหม่อมอยู่เคียงข้างระหว่างเผชิญกับอันตรายท่านอ๋องน้อยเองก็เช่นกัน อายุเพียงเท่านี้ก็สามารถฆ่าฟันศัตรูได้อย่างกล้าหาญท่านอ๋องน้อยเหมือนกับพระองค์ในตอนนั้นไม่มีผิด เก่งกล้า ฉลาดและดื้อรั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“เหมือนเราแล้วดีอย่างไรพ่อแม่เขาไม่ได้อยากให้เขาจับดาบฆ่าฟันใคร เราเองก็เช่นกัน เราหวังแค่เพียงได้เห็นเขาเติบโตและมีความสุข”
“เกิดในกลียุคจะหวังความสุขสบายได้อย่างไร เป็คนในราชวงศ์ที่แทบสิ้นจะเห็นแก่ตัวเองได้อย่างไรท่านพี่ ท่านเคยถามข้าหรือไม่ว่าข้าอยากเป็อะไร อยากทำอะไรท่านคอยเอาแต่ปกป้องข้า ท่านไม่อยากให้ข้าออกรบ แล้วท่านเอาตำราพิชัยาเ่าั้ให้ข้าศึกษาทำไมท่านส่งเหล่าขุนพลที่เก่งกาจมาสอนการต่อสู้แขนงต่างๆแก่ข้าทำไมท่านให้ท่านอาจารย์ที่เคยสอนท่านมาสอนข้าทำไมหากท่านอยากให้ข้าอยู่สุขสบายข้างกายท่านจริงแล้วเหตุใดต้องให้ข้าศึกษาเื่พวกนี้ด้วยเล่า ทำไมไม่ให้ข้าวิ่งเล่นเหมือนเด็กวัยเดียวกันท่านคิดว่าหากขังข้าไว้ในวังหลวงของท่าน ขังข้าไว้ข้างกายท่านแล้วข้าจะมีความสุขและปลอดภัยจริงๆหรือ”
“มู่หยางจิน!เ้าช่างบังอาจนัก อายุเพียงเท่านี้กล้าต่อปากต่อคำพี่เ้าเช่นนี้เชียวหรือพวกเ้า! ออกไป! ออกไปให้หมด!” ฮ่องเต้ตวาดน้องชายเสียงดังแล้วหันกลับไปไล่เหล่าข้ารับใช้ทั้งหลายพวกเขาหวาดกลัวต่อโทสะของฮ่องเต้ต่างรีบเร่งฝีเท้าออกจากห้องแทบไม่ทัน