หว่านซีไม่เข้าใจว่านางก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทั้งที่นางกระทำตามหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง จนอาจกล่าวได้ว่านางเป็อนุภรรยาผู้ประพฤติตัวตามแบบแผนได้ดีที่สุดด้วยซ้ำ แล้วเพราะเหตุใดนางถึงต้องถูกกลุ้มรุมรังแกเหยียบย่ำเช่นนี้
“นายหญิง ได้เวลาดื่มยาแล้วเ้าค่ะ” เกาหมัวมัว[1]ยืนข้างเตียงพร้อมถือถ้วยยาในมือ พลางเอ่ยเกลี้ยกล่อมนายหญิงของตนด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ยังต้องดื่มยาอะไรอยู่อีก ดื่มเช้าดื่มเย็นอยู่นั่น” หว่านซีเอนกายพิงเข้ากับหัวเตียง ดวงหน้าซีดเผือด รูปร่างผอมซูบเสียจนเห็นกระดูกได้เลือนราง กระนั้นความงามของนางยังคงฉายแววออกมาอยู่เช่นเดิม
“นายหญิง...เหตุใดต้องทนถึงเพียงนี้ด้วยเ้าคะ” เกาหมัวมัวเอ่ยด้วยดวงตาแดงก่ำ ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาอย่างสุดกลั้น
จนบัดนี้แล้ว พระชายาก็ยังไม่ยอมปล่อยนายหญิงของนาง ตอนนี้ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ องค์ชายเก้ายังวุ่นวายอยู่กับงานราชการจนไม่ได้เหยียบย่างเข้าตำหนักในมากกว่าสองเดือนแล้ว ทว่าพระชายาก็ยังปล่อยให้สตรีชั้นต่ำเ่าั้เหยียดหยามนายหญิงของนางอยู่อีก
รังแกกันเกินไปแล้วจริงๆ
“เกาหมัวมัว หากข้าจากไปแล้ว ท่านกับทิงจู๋เอาสินเดิมของข้าออกไปจากตำหนักพร้อมกับทิงเสวี่ย ออกไปใช้ชีวิตของตนเองเถิดนะ!” หว่านซีเหม่อมองออกไปด้านนอกด้วยดวงตาพร่าเลือน ความขมขื่นสิ้นหวังมากล้นเกินจะเอ่ย
ในอดีต ตำหนักเล็กๆ ของนางเต็มไปด้วยผู้คนพร้อมพรักเปี่ยมล้นไปด้วยชีวิตชีวา แต่ตอนนี้หน้าประตูตำหนักกลับเย็นเยียบอ้างว้างไร้ผู้มาเยือน แม้แต่นางกำนัลหรือบ่าวรับใช้รอบตัวนางหากไม่แปรพักตร์ก็ถูกทรมานจนตายไปทีละคน
ที่เป็เช่นนี้เพราะคนเ่าั้เหี้ยมโหดเกินไป หรือนางรังแกง่ายเกินไป
“นายหญิง ท่านจะต้องหายดีอย่างแน่นอนเ้าค่ะรอจนกระทั่งองค์ชายกลับมาที่ตำหนักใน จะต้องมาเยี่ยมท่านแน่เ้าค่ะ” เกาหมัวมัวได้ยินหว่านซีพูดโพล่งออกมาเช่นนั้นก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที ขาทั้งสองทรุดลงคุกเข่าลงที่ข้างเตียง ก่อนร่ำไห้แ่เบาราวกับกำลังวิงวอนให้นายหญิงของตนมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
หว่านซีส่ายหน้าไปมานางรู้สภาพร่างกายของตนเองอย่างแจ่มชัด
ว่ากันว่าโรคภัยมาเยือนเร็วราวูเาถล่ม จากไปเชื่องช้าราวสาวไหม[2] เดิมโรคของนางเป็เพียงไข้หวัดธรรมดา ตราบใดที่ได้รับการการดูแลอย่างระมัดระวังก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อันใด แต่พระชายากลับหมดความอดทนต่อนาง เหล่าสตรีในตำหนักในก็ไม่้าให้นางมีชีวิตอยู่อีกต่อไป คนพวกนั้นจึงพยายามทำทุกทางจนนางมาถึงจุดที่เป็ตายเท่ากันเช่นนี้
ทิงหลานผู้รู้หลักทางการแพทย์ถูกตีจนตาย ทิงเสวี่ยซึ่งรับผิดชอบเื่อาหารถูกลงโทษด้วยความผิดบางอย่าง จนกระทั่งตอนนี้นางก็ยังนอนอยู่บนเตียงไม่อาจลุกขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ คนใกล้ตัวยามนี้เหลือเพียงเกาหมัวมัวและทิงจู๋เท่านั้น ต่อให้ทั้งคู่จะรอบคอบระวังตัวมากเท่าที่จะทำได้แต่จะระวังอย่างนี้ไปได้อีกเท่าใดกัน
“หมัวมัว ข้ารู้ดีแก่ใจว่าคนเ่าั้ไม่มีทางยอมให้ข้ารอดชีวิตเพื่อพบองค์ชายอีกครั้งเป็แน่” นางเข้าใจเื่นี้มาได้หลายวันแล้ว ถึงแม้ยาในวันนี้จะต่างจากยาที่เคยดื่มวันก่อน ทว่ายาต่างกันแล้วอย่างไรเล่า
นางเกลียดตนเองที่รู้ทั้งรู้ว่าพระชายาผู้งดงามนั้นแท้จริงเป็คนหน้าซื่อใจคดแต่ยังคงต้องนอบน้อมให้เกลียดที่รู้ทั้งรู้ว่าเหล่าสตรีในตำหนักในนี้ไร้ซึ่งคุณธรรมต่ำช้าเพียงไร แต่นางก็ยังคงอดทนแล้วอดทนเล่าเช่นนี้
“นายหญิง อย่าเอ่ยถ้อยคำน่าหดหู่เช่นนั้นเลยเ้าค่ะ” เกาหมัวมัวอยากปลอบใจนายหญิงของตนเอง ทว่าน่าเสียดายพระชายาสกุลต่งเอ้อผู้นั้นระวังจับตาดูนายหญิงอย่างเข้มงวด แม้บ่าวรับใช้อย่างพวกนางจะพยายามทุกวิถีทาง แต่กลับไม่อาจพบแม้แต่เงาขององค์ชายเก้า ดังนั้นพวกนางจึงทำได้เพียงเฝ้ามองนายหญิงของตนทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ ต่อหน้าต่อตา
“หมัวมัว ท่านฟังสิ คนที่จะมารับข้ากำลังมาแล้วล่ะ ฮะฮะ…แค่กแค่ก...” หลังจากเสียงไอดังราวกับจะเสียดแทงหัวใจ ใบหน้าซีดเซียวของหว่านซีก็กลับแดงเรื่อ ขับเน้นให้นางบอบบางงดงามคล้ายกับว่านางมีพลังชีวิตเพิ่มขึ้นมาบ้าง
ทันทีที่เอ่ยจบ พวกนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบและสับสนไม่เป็ระเบียบดังลอดมาจากนอกตำหนัก เห็นได้ชัดว่ามีคนสองสามคนกำลังเดินตรงมาหนึ่งนายหนึ่งบ่าวหันมาสบตากันและกัน ก่อนจะเห็นทิงจู๋ที่เฝ้าอยู่นอกตำหนักวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก พวกนางรู้ว่าคนเ่าั้รอไม่ไหวอีกต่อไป
เสียงดังแว่วของนกกระจิบคละเสียงนกนางแอ่น เคล้าเสียงหัวเราะใสกังวานค่อยขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำลายความเงียบเหงาเยือกเย็นที่ปกคลุมอยู่โดยรอบตำหนักซืออี้ไปเสียสิ้นเกาหมัวมัวเดินออกไปข้างนอกก่อนจะเห็นกลุ่มสาวงามที่อยู่ไกลออกไปจึงรับหันกลับไปอย่างเร่งรีบ “นายหญิงเ้าคะ...”
หว่านซียกมือขึ้นรวบผมยาวสลวยของตนทัดเข้าที่ใบหู ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย “เกาหมัวมัวทิงจู๋ แต่งตัวให้ข้าทีเถิด”
“นายหญิง...”เกาหมัวมัวอยากเอ่ยวาจาเกลี้ยกล่อมให้นางใส่ใจสุขภาพ แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นในแววตาของหว่านซี ถ้อยคำต่างๆ ก็ค้างอยู่เพียงลำคอของตนเองเท่านั้น
เกาหมัวมัวและทิงจู๋ช่วยหว่านซีผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและบรรจงแต่งหน้าทำผมอย่างประณีต ชุดพิธีการสีแดงสดใสขับเน้นใบหน้าซีดเซียวของนางให้เห็นถึงความเจ็บป่วยที่รุมเร้าอยู่ แต่เพราะนางมีใบหน้าและรูปร่างงดงามโดดเด่นความป่วยไข้นี้จึงไม่ได้ทำให้ดูทรุดโทรมหรืออัปลักษณ์ แต่กลับทำให้นางดูบอบบางน่าทะนุถนอมมากยิ่งขึ้น
เมื่อนกกระจิบและนกนางแอ่นเ่าั้ปรากฏตัวในห้อง หว่านซีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบนริมฝีปากแฝงรอยเย้ยหยัน ดูจากความวุ่นวายตรงหน้าเห็นทีว่าคนในตำหนักในคงมารวมตัวกันที่นี่ทั้งหมดเป็แน่
คนเหล่านี้ล้วนกลัวว่านางจะตายช้าเกินไป กลัวว่านางอาจมีโอกาสฟื้นกลับมาอีก!
“น้องหวันเหยียน พระชายามีเื่ที่ต้องจัดการมากมายทุกวัน ดังนั้นจึงไม่อาจมาส่งเ้าออกเดินทางครั้งสุดท้ายได้ กระนั้นพระชายาก็วานให้พวกเราพี่น้องมาส่งเ้าเป็ครั้งสุดท้าย หวังว่าน้องสาวจะไม่ถือสา” คำพูดนั้น แม้ไม่หันไปมองก็รู้ว่าคนเอ่ยคือจ้าวเจีย[3]ซื่อ[4]ผู้ซึ่งเข้าวังมาในปีเดียวกัน ทว่าไม่ได้เป็ที่โปรดปรานเท่ากับนาง
“ไม่มาก็ดี แค่ต้องเห็นพวกเ้าทำท่าเสแสร้งรักใคร่สนิทสนมกันก็เต็มทนแล้ว ยิ่งมากคนเท่าไหร่ก็ยิ่งน่าขยะแขยงมากขึ้นเท่านั้น” หว่านซีนั่งบนที่นั่งพลางยกถ้วยชาในมือขึ้นจิบ น้ำชาช่วยทำให้ร่างกายเย็นเยียบของนางอบอุ่นขึ้นทันที
ทันทีที่พูดจบ เหล่าหญิงงามที่กำลังพูดคุยและหัวเราะในห้องก็เงียบเสียงลงทันที ทุกสายตาหันมองไปยังหว่านซีเป็จุดเดียว
พวกนางต่างคนต่างประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของหว่านซี
หว่านซีในอดีตทั้งวางตัวเหมาะสมเกินไป สุภาพถ่อมตนเกินไป ดังนั้นเมื่อจู่ๆ คนที่ไม่เคยก่อหวอดหรือทำตัวหยิ่งยโสมีท่าทีราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคนเช่นนี้จึงชวนให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจนัก คิดดูแล้ว หากไม่ใช่เพราะองค์ชายโปรดหว่านซีมากเสียจนทำให้พวกนางหวาดหวั่นและจำต้องร่วมมือกันกำจัดอีกฝ่าย หว่านซีก็คงจะเป็ผู้ที่อยู่อย่างเงียบเชียบไร้ตัวตนที่สุดในตำหนักในแห่งนี้ก็เป็ได้
“น้องหวันเหยียน เ้าเป็คนมีไหวพริบเฉียบแหลมอยู่เสมอ ทว่าบางคำพูดหากชัดเกินไปก็พานทำให้ไร้รสชาติได้นะ ของสามอย่างที่วางตรงหน้าเ้านี้ ไม่ว่าอย่างไรเ้าก็ต้องเลือกมาอย่างหนึ่ง” จ้าวเจียซื่อกล่าวขณะที่ส่งสัญญาณให้สาวใช้ด้านหลังเพื่อวางถาดบนโต๊ะหน้าที่นั่ง
หว่านซีเงยหน้าขึ้นและเห็นผ้าไหมสีขาว มีดสั้น และยาพิษวางเรียงอยู่บนถาดอย่างเรียบร้อย นางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “พวกเ้าช่างเตรียมพร้อมเหลือเกิน”
จ้าวเจียซื่อมองไปที่หว่านซีที่ไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะพูดอย่างลำพองใจ “อย่างไรก็เป็การเดินทางครั้งสุดท้ายของน้องหวันเหยียน ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรอบคอบเข้าไว้”
ได้ยินเช่นนั้นแล้วหว่านซีนิ่งงันและจ้องมองถ้วยชาในมืออย่างเงียบๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นึกถึงตัวข้า หวันเหยียนหว่านซี ในคราที่เข้ามาตำหนักในแห่งนี้ครั้งแรก ข้าเคารพพระชายาและปฏิบัติตามหน้าที่อย่างไม่บกพร่อง และไม่เคยสร้างปัญหากับใคร...ไม่นึกว่าจะมาถึงจุดนี้ พวกเ้าทนเห็นข้าไม่ได้สินะ”
“หยุดพูดจาไร้สาระเสียที ถ้าท่านพี่หวันเหยียนตัดสินใจไม่ได้ เหตุใดไม่ให้ข้าเลือกให้แทนล่ะ!” ทันทีที่หว่านซีพูดจบ หญิงงามที่อยู่ด้านข้างจ้าวเจียซื่อก็ยืนขึ้น โฉมสะคราญนางนั้นคือหลิวเจียซื่อผู้ซึ่งเคยได้รับความโปรดปรานใน่ที่ผ่านมานั่นเอง
ว่ากันว่า ผู้ร่วมเส้นทางเดียวกันย่อมเป็ศัตรู[5] ยิ่งเป็เื่ของความโปรดปรานด้วยแล้ว เหล่าหญิงงามในตำหนักในไม่เพียงแต่เป็ศัตรูกันเท่านั้น แต่ยังเป็ศัตรูที่หน้าเนื้อใจเสืออีกด้วย
เห็นเื่ราวดำเนินมาถึงขั้นนี้ หญิงงามทั้งหมดพลันลุกขึ้นยืน ในสายตาของหว่านซีแล้วแม้พวกนางล้วนเป็โฉมงามมากเสน่ห์ แต่ในยามนี้กลับดูคล้ายปีศาจที่พร้อมจะเขมือบผู้คนเข้าไปในอีกไม่กี่อึดใจ
“พอทีพวกเ้าทุกคนต่างก็้าชีวิตของข้าสินะ” หว่านซีกระแทกถ้วยชาในมือเข้ากับขอบเก้าอี้ดัง 'แกร๊ง'ลั่นไปทั่วห้อง
“น้องหวันเหยียนเข้าใจได้ก็ดี” จ้าวเจียซื่อยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นป้องปากพลางหัวเราะเบาๆก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “น้องหวันเหยียนลงมือเองเถอะนะจะได้เหลือศักดิ์ศรีให้ตนเองอยู่บ้าง”
“อย่างนั้นรึ จ้าวเจียซื่อ ข้าอาจไม่รู้ว่าเ้ากำลังเล่นบทอะไรอยู่ก็จริง แต่ข้ารู้ว่าถ้าข้าตาย เ้าเองก็ไม่อาจมีตอนจบที่ดีเช่นกัน” หว่านซีเผยรอยยิ้มเย้ยหยันขณะเอื้อมมือไปหามีดสั้นในถาด
“นายหญิงเ้าคะ...” เกาหมัวมัวและทิงจู๋มองดูฉากตรงหน้าด้วยดวงใจที่แตกสลาย พวกนางถูกสาวใช้ของคนเ่าั้ฉุดกระชากอย่างหยาบคายจนไม่อาจสลัดหลุดออกมาได้จึงได้แต่ร่ำไห้อย่างสุดกลั้น และทำได้เพียงมองดูสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้าเท่านั้น
หว่านซีหยิบมีดสั้นขึ้นมา แสงเย็นยะเยียบที่สะท้อนจากใบมีดทำให้หลายคนในห้องหายใจถี่กระชั้นขึ้นจนได้ยินอย่างชัดเจน
จ้าวเจียซื่อขยับถอยหลังเล็กน้อย แต่สายตาของนางยังคงจับจ้องที่หว่านซีก่อนจะพูดว่า “ในเมื่อน้องหวันเหยียนเลือกแล้ว ก็ออกเดินทางเถอะ!”
“นั่นสิถ้าพี่สาวไม่ทำเอง ก็ยังมีคนอาสาทำให้ท่านอยู่นะ”
เมื่อเผชิญกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมาดร้ายของเหล่าสาวงาม หว่านซีก็กัดฟันแน่น ดวงตาฉายแววเ็าระคนเคร่งขรึม “ออกเดินทางหึ ออกเดินทางอย่างนั้นหรือ ในชีวิตนี้ข้าปฏิบัติตามคำสอนของท่านแม่อย่างเคร่งครัด เคารพและให้เกียรติพระชายาเสมอ ไม่เคยสร้างศัตรู ทั้งยังอดทนมาตลอด ไม่คิดว่าสุดท้ายจะลงเอยเช่นนี้ หากชาติหน้ามีจริง ข้าจะไม่มีวันสนใจธรรมเนียมบีบคั้นผู้คนเช่นนี้อีก ข้าจะทำให้พวกสวะชั้นต่ำได้แต่มองดูความรุ่งโรจน์ของข้า มองดูข้าทุกสิ่งในตำหนักนี้ด้วยตาของพวกมันเอง”
หว่านซีเอ่ยคำพูดลอดผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น ก่อนจะจ้องมองไปที่เกาหมัวมัวและทิงจู๋ซึ่งพยายามดิ้นรนมาหานางสุดกำลัง นางคลี่ยิ้มแ่เบาขณะมือขยับเคลื่อนไหวโลหิตสีแดงฉานพลันทะลักออกมาอาบลำคอเรียวระหงในทันใด
“นายหญิง!”
ร่างของหว่านซีร่วงลงมาจากเก้าอี้ ใบหน้าแหงนเงยขึ้นพร้อมกับเืที่ฉีดพุ่งออกมา ดวงตายังคงเบิกกว้างขณะที่ชีวิตค่อยๆ หลุดลอยออกไปในที่สุด
[1] หมัวมัว เป็คำที่ใช้เรียกนางกำนัลาุโที่สมรสแล้ว ราชสำนักจะคัดเลือกแม่ม่ายที่ไม่มีบุตรมาเป็นางกำนัลถวายการรับใช้เชื้อพระวงศ์หรือให้มาเป็แม่นมให้กับโอรสธิดาของเหล่าเชื้อพระวงศ์มีอำนาจในการอบรมสั่งสอนเหล่านางกำนัลรับใช้ทั่วไปได้
[2] มาเยือนเร็วราวูเาถล่มจากไปเชื่องช้าราวสาวไหม สำนวนมีความหมายว่า โรคภัยไข้เจ็บมาเร็วแต่หายไปช้า
[3] สกุลจ้าวเจีย หนึ่งในสกุลของชาวแมนจู
[4] แปลว่าชื่อสกุลหรือแซ่ เป็คำต่อท้ายของสตรีที่แต่งงานแล้วว่ามาจากสกุลใดหรืออาจจะบอกเพียงว่าสตรีผู้นั้นมาจากสกุลใด
[5] ผู้ร่วมเส้นทางเดียวกันย่อมเป็ศัตรู หมายถึงคนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันหรือสายอาชีพเดียวกันย่อมเป็ศัตรูที่จะขัดขวางความเจริญของกันและกัน